เปิดกรุ “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดดัง กองปราบฯ บุกรวบคาผ้าเหลือง ยึดทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาท พ่วงคดีฉาวคลิปเสพเมถุนสีกา เล่าเก็บเป็นความลับสุดยอด รู้แค่ 5 คน วางแผนดักทุกทางกันหนี ขณะที่วัดติดกล้องวงจรปิด 60 ตัว ลั่นเคยมีเมีย เป็นร่างทรงมาก่อน
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการสงฆ์และสร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำกำลังเข้าจับกุม “อดีตพระอาจารย์โชติ” หรือ “สมีโชติ”อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวงชื่อดัง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยสีกาคนสนิท ในข้อหายักยอกเงินวัดหลายร้อยล้าน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน รวมทั้งมีคลิปเสพเมถุนสีกา กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการสงฆ์เป็นอย่างมาก
รายการ โหนกระแส วันที่ 11 ก.ย. 69 ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 ได้สัมภาษณ์ตร.ชุดเข้าจับกุม อย่าง พ.ต.ท.สมเดช สาระบรรณ์รองผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท.กฤษฎา พลายละหาร รองผกก. 1 บก.ป. มาพร้อม จตุรงค์ จงอาษานักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา , ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์และ มหาหมี ดร.ประยุทธ ประเทศเสนารองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม
หลังจากออกอากาศไป เห็นว่าตอนนี้เงิน 200 กว่าล้านแล้วนะ?
จตุรงค์ : จำนวนยอดก็ไม่ได้เกินความคาดคิด ครั้งนี้ก็ดูแลได้อย่างดี ค้นได้เต็มที่ รุกได้ทุกหน่วย สามารถไปค้นหาฝั่งสีกา ได้หลักฐานพยานวัตถุได้เป็นอย่างดีแล้วครับ
ที่มาที่ไปคดีนี้ เริ่มได้ยังไง ทำไมถึงไปจับสมีโชติได้?
พ.ต.ท.สมเดช : ที่มาที่ไปคดีนี้เริ่มต้นจากหนังสือร้องเรียน 1 ฉบับ มีคนร้องเรียนมา ไม่ประสงค์ออกนาม พอเราดูหนังสือร้องเรียน เราแยกเป็นสองประเด็น คือเจ้าอาวาสวัดมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไปในเชิงชู้สาวในหนังสือร้องเรียนระบุชัดเจนและสุ่มเสี่ยงกับการทุจริตเงินของวัด ซึ่งครั้งที่เราได้รับหนังสือร้องเรียน ช่วงกลางๆ เดือนก.ค.ที่ผ่านมา พอได้รับร้องเรียน ผู้บังคับบัญชาก็ให้ตรวจสอบตามที่มีคนร้องเรียน ปรากฏว่าทางรองกฤษฏา ท่านเป็นรองผู้กำกับที่คุมด้านการสืบสวน บังเอิญท่านเป็นอดีตลูกศิษย์ของอดีตหลวงพ่อ
เป็นลูกศิษย์เลยเหรอ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เคยไปกราบไหว้ครับ
เหนือดวง มีมั้ย?
ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ (หัวเราะ)
พ.ต.ท.สมเดช : ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ระหว่างที่เราตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อมูล เราใช้เวลาตรวจสอบบวกลบเกือบเดือน ต่อมามีหนังสือร้องเรียนอีกฉบับตามมาอีก น่าเชื่อว่าเป็นคนเดิม แต่หนังสือร้องเรียนฉบับที่สอง มาพร้อมแฟลชไดร์ฟแนบคลิปมา ซึ่งปรากฏว่าพอเราตรวจสอบคลิปจากแฟลตไดร์ฟที่แนบมากับพยานหลักฐานที่เราได้รวบรวมหลังจากได้รับการร้องเรียนฉบับแรกปรากฎว่ามันแมตซ์กันตรงกัน เราก็รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่าเรื่องนี้แบ่งเป็นสองประเด็น คือพฤติกรรมของอดีตเจ้าอาวาสในส่วนพระธรรมวินัย น่าจะมีความผิดชัดเจนแล้ว เรื่องปาราชิกก็ว่ากันไป
แฟลชไดร์ฟนั้นเปิดมาตกใจมั้ย?
พ.ต.ท.สมเดช : ถามว่ามันชัดมั้ย ทับไดร์ฟอันที่สอง น่าจะมาจากกล้องวงจรปิดของวัด เราก็เอามาแมตซ์กับพยานหลักฐานที่เราได้จากการสืบสวนของเราเอง เพื่อตอบข้อร้องเรียนตามหนังสือ ปรากฏว่าพยานหลักฐานมันแมตซ์กัน เห็นภาพ เห็นพฤติกรรม ก็ชี้ชัดได้ว่าน่าจะมีการปาราชิก
ก็เป็นคลิปที่เราได้เห็นกันมั้ย (เปิดคลิปกอดจูบหน้าเตาตึ๊ง)?
พ.ต.ท.กฤษฎา : อันนี้ไม่ใช่จากตร.ครับ
เดี๋ยวจะหาว่าหลุดจากตร. ไม่ใช่นะ ที่ท่านได้มาเป็นแบบไหนเหรอ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เป็นบนโต๊ะครับ
แต่ยืนยันว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ตร.ไม่ได้เอาคลิปออกมาเองแล้วหลุดออกไป แต่เป็นพลเมืองดี นำคลิปที่ก่อนหน้านี้กระจายแพร่หลายก่อนแล้ว แล้วเอามาให้ตร. เดี๋ยวจะเข้าใจว่าหลุดจากตร.หรือเปล่า ไม่ใช่นะ?
พ.ต.ท.สมเดช : ครับ ทีนี้เราก็ย้อนกลับไปที่หนังสือร้องเรียน ความประพฤติไม่เหมาะสม 1 เรื่อง สุ่มเสี่ยงทุจริตเงินวัด จึงเป็นจุดเริ่มต้นนับหนึ่งให้เราเจาะไปลึกว่าทางอดีตเจ้าอาวาสมีการทุจริตจริงหรือไม่ พอตรวจสอบแล้ว พบว่ามีมูลความจริง เพราะเกี่ยวกับมูลนิธิของวัด มูลนิธิหวันโชติ จดเมื่อพ.ย.68 ซึ่งตรงนี้เป็นข้อที่ทางตัวท่านเองก็รับสภาพว่ามูลนิธินี้ไม่สามารถออกใบอนุโมทนาได้ ยังไม่ครบหลักเกณฑ์ ปรากฏว่าผู้มาบริจาคเงินให้วัด ใช้วิธีการเอาบัญชีมูลนิธิให้ผู้บริจาคโอนเข้าไปแล้วออกใบอนุโมนาบัตรให้ พอพบพยานหลักฐานตรงนี้ก็ค่อนข้างชี้ชัด ความเสียหายเบื้องต้นเท่าที่เราตรวจสอบ และประมวลเรื่องมา ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ เลยเป็นที่มาที่ไปได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับเจ้าอาวาส และหญิงคนสนิท เพราะทางธุรกรรมการเงินมีการเชื่อมกัน จนนำมาสู่การออกหมายจับ เราได้ขออนุมัติศาลอาญาทุจริตภาค 1 ในการพิจารณาออกหมายจับและหมายค้น และจับกุมตัวเมื่อวาน ซึ่งการจับกุมตัวแยกเป็นสองส่วน ทางวินัย ทางสำนักพุทธจังหวัด พระผู้ปกครองชั้นผู้ใหญ่ที่มีชั้นยศเหนือกว่าของท่านได้มาดำเนินการในส่วนตรงนี้ ท่านก็ดำเนินการสึกไป ข้อหาที่เราตั้งคือ 147 157 ฟอกเงิน ผู้หญิงโดนสนับสนุนก็ว่ากันไป
หลักฐานไปถึงเอ๋ชัดเลยมั้ย?
พ.ต.ท.สมเดช : ในชั้นนี้ค่อนข้างชัด เพราะศาลได้พิจารณาออกหมายจับ
มุมพี่กฤษฏา เป็นลูกศิษย์ลูกหา ขึ้นตรงกับท่านเลยใช่มั้ย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ต้องบอกว่าตัวลูกศิษย์ของท่านมันแบ่งเป็นชั้นๆ เป็นชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ลูกศิษย์ชั้นในคือลูกศิษย์ที่รับใช้ภายในวัดอยู่แล้ว ชั้นกลางเป็นผู้มีตำแหน่ง มีเงินทอง ชั้นนอกอาจเป็นคนทั่วไปมาไหว้เป็นประจำ ส่วนผมอยู่กลางๆ ไปทางนอกๆ หน่อย ผมเคยไปกราบไหว้นานแล้วเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว
ท่านรองไปสืบยังไง?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ทางหนังสือร้องเรียนเข้ามาปุ๊บ ผกก.ก็มอบหมายให้ทีมพวกผมเป็นคนทำ ซึ่งผมเป็นรองผกก.คุมงานสืบอยู่ ชุดผมเคยมีประสบการณ์ทำเคสวัดพระบาทน้ำพุ ก็เลยได้เข้ามาทำเคสนี้ด้วย พอได้รับหนังสือร้องเรียน เราก็อ้าว พระอาจารย์ เลยดำเนินการสืบสวนตามที่ท่านรองสมเดชบอกไป ผมก็สืบสวน พอเราชี้ชัดแล้วว่ามีการผิดพระธรรมวินัยจริง มันก็เป็นมูลเหตุจูงใจให้กระทำความผิดทางอาญา มีมูลเหตุจูงใจให้ใช้เงินตรงนี้ เราก็ใช้เป็นตัวรายงานของเราด้วย
ถ้าเทียบระหว่างวัดพระบาทน้ำพุกับวัดพุทไธศวรรย์ความแตกต่าง มันแตกต่างกันไม่มากเลยใช่มั้ย กับการออกใบอนุโมทนาบัตร?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เคสพระบาทน้ำพุมีความยากในการสืบสวน เส้นทางการเงินและเอกสารค่อนข้างยากกว่า แต่รูปแบบคล้ายกันเป็นการใช้มูลนิธิ ผมมองว่าถ้าดูจากไทม์ไลน์เวลาการจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติ มันเกิดขึ้นปี 68 หลังพวกเราแถลงข่าวเรื่องวัดพระบาทน้ำพุไป เป็นไปได้ว่าสมีโชติอาจดูข่าว แล้วเกิดความกังวล ก็อาจใช้ช่องทางอีกช่องทางนึงเพื่ออยากให้ตัวเองโปร่งใสสะอาดขึ้น
ก่อนจดเป็นมูลนิธิ เขามีช่องทางรับเงินแล้วโอนข้าวของเขาเลย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ครับ ตรงนี้อยู่ในเนื้อสำนวนอยู่แล้วครับ
พอเห็นว่ามีข่าววัดพระบาทน้ำพุเลยจดเพื่อให้เป็นมูลนิธิเพื่อสวมภายหลังว่าต่อไปออกใบอนุโมทนา แต่ถ้าสมีดูละเอียดจริงๆ จะไม่ทำแบบนี้เลย ที่เขาเกมกันเพราะเงินที่บริจาคให้วัด แต่ออกเป็นใบอนุโมทนาบัตร บางใบปั๊มตราวัดด้วยถึงโดน ฉะนั้นอันนี้ชัดเจนเลย เส้นเงินถ้าไม่เข้าบัญชีวัด มันไปไหน พอเขาตรวจสอบแล้วกระทบยอดกับใบอนุโมทนาบัตร มันเห็นชัดเลยว่าเงินไปอยู่กับหลวงพ่อ นี่เป็นที่มาที่ไป เรื่องเงิน ล่าสุด 200 กว่าล้าน?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เป็นเงินสด เจอจากวัดประมาณ 140 ล้าน
เห็นว่าเมื่อวานกองปราบเอาเครื่องนับเงินไปนับ จนเครื่องพังไปสองเครื่อง จริงมั้ย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : จริงครับ เพราะเครื่องมันเล็ก เรายืมร้านทองแถวนั้นมาใช้ ร้านเขาปิดเราเลยต้องเอาไปคืน เอาเครื่องเล็กมาใช้ เครื่องมันก็เลยพัง
พฤติกรรมที่นายโชติทำ เขาทำแค่สองคนจริงๆ เหรอ ตัวเส้นเงินอาจกระจายไปหาใครหรือเปล่า ได้ตรวจสอบหรือยัง?
พ.ต.ท.สมเดช : เบื้องต้นเราตรวจสอบ ก็มีบุคคลที่อยู่ในข่ายมากกว่าสอง แต่พยานหลักฐานที่ชี้ชัดจริงๆ ก่อนไปนำเสนอศาลออกหมายจับ มันยังบ่งชัดแค่ 2 คน แต่หลังจากนี้ที่เราจับกุม มีการนำหมายค้นเข้าไปยึดและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ จากสถานที่ที่เราเข้าค้นเมื่อวานเราจะได้นำมาวิเคราะห์และประมวลดูว่ามันจะมีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นด้วยหรือไม่อย่างไร
คิดว่าน่าจะมีมั้ย?
พ.ต.ท.สมเดช : ผมเชื่อว่าความรู้สึกเดียวกันกับพี่น้องสื่อมวลชน คิดว่ายังไงก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้พยานหลักฐานที่เราพบครับ
เวลาเซ็น เขาเซ็นกันกี่คน?
พ.ต.ท.สมเดช : ถ้าเป็นใบอนุโมทนาบัตรเป็น 1 ไวยาวัจกร 2 ท่านเจ้าอาวาส เพราะมีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงาน อำนาจเซ็นมีแค่สองคนนี้ เมื่อวานที่เข้าไปได้ต้นขั้วของใบอนุโมทนาบัตร ต้นขั้วมีก่อนหน้า 1 ม.ค. เป็นเปเปอร์หมด หลัง 1 ม.ค.69 เป็นระบบอินโนเนชั่นหมด เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมด เราก็ไปไล่ดูว่ามียอดเงินที่ออกไป แล้วเงินไม่เข้าวัดบ้างมากน้อยเพียงใด ต้องใช้เวลา
พ.ต.ท.กฤษฎา : ที่เราตรวจสอบตั้งแต่ 1 ม.ค. ปีนี้เป็นต้นมา แต่เราต้องตรวจสอบเอกสารที่เรายึดมาเมื่อวาน เอกสารต้นขั้วที่ท่านรองสมเดชบอกซึ่งต้นขั้วพวกนี้มีเยอะ เราอาจต้องใช้เวลาในการประมวลและตรวจสอบอาจจะเจอมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นครับ
เอาแบบชัดๆ เงินในบัญชีหลวงพ่อ เฉพาะเงินในบัญชี มีเท่าไหร่?
พ.ต.ท.สมเดช : เท่าที่ตรวจพบหลายๆ บัญชีของแก ยอดกลมๆ อยู่ที่ 290 ล้านบาท
เงินสดที่ไปเจอเมื่อวานเท่าไหร่?
พ.ต.ท.สมเดช : 138 ล้าน
428 ล้าน มีทองคำอีกเท่าไหร่?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ที่ชั่งได้ประมาณพันกว่าบาท มีทองคำที่เป็นพระพุทธรูป รูปใหญ่ๆ ตรงนี้น้ำหนักมันเยอะ ข้างใต้เอาปูนพลาสเตอร์อัดไว้ ตรงนี้อาจหามวลน้ำหนักไม่ได้ แต่เบื้องต้นที่ลองตรวจสอบดู น่าจะน้ำหนักองค์ละกิโลกว่าๆ ถึงสองกิโล อีกประมาณ 7-10 องค์ ไม่แน่ใจตรงนี้ เพราะไม่แน่ใจ มันต้องหลอมก่อนถึงจะรู้ว่าน้ำหนักเท่าไหร่
แต่เป็นทองทั้งหมดหรือเปล่า?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เป็นสีทอง แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ แต่ทองคำแท่งต่างๆ นานา อาจมีน้ำหนัก 10 กิโล
พันกว่าบาทที่ไปเจอ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : พันกว่าบาทนี่คือพันกว่าบาท บวกกับพระพุทธรูปอีกประมาณ 10 กิโล ที่เอามาหลอมเป็นทอง พระพุทธรูปสี่องค์ด้านหลัง มีน้ำหนักเยอะมาก พอพลิกดูข้างใต้มีปูนพลาสเตอร์อัดอยู่ เราก็ลองเคาะปูนพลาสเตอร์ออก แล้วชั่งน้ำหนักเพียวๆ เกือบ 2 กิโล รวมๆ ตรงนี้ก็เกือบ 8 กิโล ตีเป็นกี่บาทก็ต้องคำนวณดูอีกที
คร่าวๆ เงินในบัญชี 290 ล้าน เงินสดที่เจอเมื่อวาน 138 ล้าน ทองคำอีก 1,000 บาท (ไม่รวมทองจากพระพุทธรูปอีกประมาณ 10 กิโล) เบ็ดเสร็จรวมประมาณ 500 ล้าน ยังไม่มีการเช็กว่ามีการกระจายไปถึงจุดไหน ไปอยู่กับสีกาเท่าไหร่ อยู่กับบุคลที่สอง ที่สาม ที่สี่ อันนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ตัวท่านเอง ณ ตอนนี้ ที่เจอ 500 ล้าน เงินที่เข้าไป เป็นเงินขายวัตถุมงคลหรือเงินทำบุญ?
พ.ต.ท.สมเดช : เท่าที่เราตรวจพบ เราเห็นสักประมาณ 100 ล้านนิดๆ เท่านั้นเอง แต่ต้องมาดูว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ได้มา 500 ล้าน มีใบอนุโมทนาบัตรหรือมีอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับตรงนั้นด้วยหรือไม่
หนึ่งมาจากวัตถุมงคลที่มีการให้เช่า สองบริจาคเข้ามา?
พ.ต.ท.สมเดช : ถ้าเราดูข้อมูลของท่าน ท่านมีชื่อเสียงเป็นเกจิ เป็นพระอาจารย์ที่ทางเซียนพระรู้จักกันดี ตั้งแต่ปี 49 ที่สร้างเหรียญเหนือดวง เราก็ต้องมาดูว่าจริงๆ แล้วทรัพย์สินที่เราตรวจยึดตรวจพบมันอยู่ในส่วนไหน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา เขาทำมาหาได้มาจากอะไร ก็ต้องว่ากันไป มีสิทธิ์ทำได้หรือเปล่า มันเหมาะมันควรหรือไม่อย่างไร ต้องดูว่าทางสงฆ์ห้ามหรือไม่ ทำวัตถุมงคลเป็นพุทธพาณิชย์ ถ้าไม่ได้ห้ามก็ไม่ได้ผิดหรือเปล่า ต้องดูอีกที
เงินอาจต้องแยกออกไปแล้วตรวจความผิดกันก่อน ท่านเองเชี่ยวชาญวัตถุมงคล ทำวัตถุมงคลขายแล้วเงินเข้ามาเป็นของท่านหรือเปล่า แต่ผิดหรือไม่ผิดตอบไม่ได้ ได้มั้ยพี่หมี?
มหาหมี : ประเด็นคือท่านเป็นเจ้าอาวาส ถ้าท่านเป็นพระลูกวัดก็อีกเรื่องนึง แต่เจ้าอาวาสเขาให้แยกบัญชีวัดกับส่วนตัวออกอย่างชัดเจน ทีนี้การทำวัตถุมงคลไม่ว่าจะวัดทำเองหรือมีเซียนพระมาร่วมกัน แต่ทำขึ้นชื่อวัด เหมือนเราเอาชื่อบริษัทไปใช้ในกิจการต่างๆ ทุกอย่างที่เข้ามาต้องเป็นของวัด ยกเว้นกรณีวัตถุมงคลรุ่นนี้ ท่านทำในวันเกิดของท่านต่างหากไม่เกี่ยวกับวัด การแยกบัญชีไม่มีทางแยกออก เพราะความที่ท่านเป็นเจ้าพนักงาน อย่างที่ท่านรองพูดว่า ความเป็นเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าอาวาสวัด ไม่สามารถแยกเงินวัดกับเงินตัวเองออกได้ เพราะจัดกิจการ ทุกอย่างคือกิจการ พอขึ้นชื่อวัดมันเข้าข้อกฎหมาย ผลประโยชน์รายได้ต้องเข้าวัดครับ
เมื่อวานเกรงใจลูกศิษย์เขาที่มานั่งอยู่ด้วย?
จตุรงค์ : ผมเกรงใจเยอะมาก กระทบหมด เซียนก็กระทบ ผู้ใหญ่ก็กระทบ ตร.ก็กระทบ ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมมองว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่างานนี้จุดตัดอยู่ที่อนุโมทนาบัตร ไม่ทำก็ได้ นาทีแรกคุณบอกไปซะว่าพระเครื่องจัดสร้างเป็นของบุคคล เช่นผมเป็นเจ้าอาวาส ผมให้พี่ตุ๋ยเป็นคนสร้าง ผมทำหนังสือเซ็นให้พี่ตุ๋ยสร้าง โดยพี่ตุ๋ยถวายเงินให้วัดมา 500 ล้านบาท จะเอาพระเครื่องไปขายเท่าไหร่เป็นเรื่องนายตุ๋ย ก็อารมณ์เดียวกับเสี่ยอู๊ด สมเด็จเหนือหัว เราจะเห็นได้ชัดว่าทำไมเจ้าพระคุณสมเด็จเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวถึงรอด ก็ใช้วิธีนี้ ดังนั้นฉันใดก็ฉันนั้น จะอธิบายให้ง่ายๆ ที่สุด พระเครื่องก็เหมือนดอกไม้ธูปเทียน ถ้าเราลงให้เป็นดอกไม้ธูปเทียน ก็จบ ทำไมต้องไปลงอยู่ในรูปเงินบริจาค แล้วยิ่งไปดื้อมาใส่ในรูปแบบบัญชีตามมูลนิธิของกระทรวงมหาดไทยอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ตร.บอกแล้วว่าทำไม่ได้ สิ่งที่เขาทำมันไม่เข้าเกณฑ์ ไม่เข้าเกณฑ์กระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับมูลนิธิ ไม่เข้าเกณฑ์สำนักพุทธฯ แล้วเชื่อมั้ยเดี๋ยวนี้วัดหลายวัดเขาแอดวานซ์ถึงขนาดว่า ปีบัญชีล่าสุดที่ยื่น อย่างรายการคุณกรรชัย มันจะเด้งมาหมดเลยว่าจ่ายเงินผมกี่บาท ที่ตกใจกว่านั้นผมไปทำบุญวัดเทวราชกุญชร กับวัดสามพระยา ขึ้นหมดเลย แล้วให้ผมลดหย่อนได้ตรงนั้นเลย กลายเป็นว่าเดี่ยวนี้เทคโนโลยีล่าสุดมันจะเห็นเลยว่าเราทำบุญที่ไหนบ้าง สรรพากรจะขึ้นมาเลย ดังนั้นฝากนะครับวัดไหนก็ตาม เขาจะไม่เอาไว้นะครับ ของพวกนี้ต้องระวัง ท่านต้องฝึกในการลงบัญชี วัตถุมงคลก็ควรลงบัญชีเป็นรายได้อื่นๆ หรือลงบัญชีรายได้จากการขายของบริจาค ของที่ระลึก ไม่ควรเอามาลงแล้วออกใบอนุโมทนาบัตร เพราะคุณจะซวย เป็นเงินผิดประเภท เงินทำบุญก็เหมือนตอนแพรรี่รับสแกนตอนเป็นพระ ต้องแยกจากเงินส่วนตัวกับเงินวัด กฐิน ผ้าป่าคือเงินวัด แต่เงินขายวัตถุมงคล มันเป็นพื้นที่สีเทา ถ้าคุณบริหารบัญชี คุณจะเอาไว้วัดหรือส่วนตัว ซึ่งมันทำได้ทั้งคู่ ผมเชื่อว่าพระในประเทศไทยมีเงินในบัญชีส่วนตัวหลักพันล้าน ให้ชี้มั้ยมีองค์ไหน แล้วทำอะไรไม่ได้ด้วย เพราะเขาบอกเงินเขา
แย้งได้มั้ย เปิดมูลนิธิแต่ไม่ทำงานทำการอะไรเลย?
มหาหมี : เอาให้ชัดก่อนระหว่างมูลนิธิกับวัด เดิมในปี 2505 พรบ.สงฆ์วัดเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 72 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่หลังปี 35 เป็นกฎหมายมหาชน แต่มูลนิธิวัดเป็นแพ่งและพาณิชย์ มันแยกส่วนกันนะครับ มูลนิธิสมาคมเขาทำงานตามวัตถุประสงค์ มีคณะกรรมการชัดเจน แม้ประธานคณะกรรมการเป็นเจ้าอาวาสก็จริง แต่วัตถุประสงค์ต่างกัน และเงินของมูลนิธิไม่ใช่เงินวัด เงินวัดไม่ใช่เงินมูลนิธิ ในกรณีเขาเปิดมูลนิธิสมาคมขึ้นมาในวัดหมิ่นเหม่สมคบกันฟอกเงิน ในการเอาเงินวัดแล้วออกใบอนุโมทนาในนามมูลนิธิมันทำไม่ได้ เนื่องจากการเปิดมูลนิธิสมาคมถ้าไม่ครบ 3 ปี ไม่สามารถออกใบตอบแทนในลักษณะผู้ลดหย่อนแล้วเอาไปเบิกได้ถูกมั้ย พอทำไม่ได้ เขามีวิธีการง่ายๆ หลังเกิดกรณีสีกาคนดังปี 68 เขาก็ชิงไปเปิดเพื่อเอาเงินไปเข้า แต่เขาลืมศึกษาไปว่าพอเปิดมูลนิธิเข้ามา การเอาใบอนุโมทนาวัดไปออกในนามมูลนิธิมันจะกลายเป็นว่าเป็นเจ้าพนักงานแล้วทำเอกสารเป็นเท็จหรือปลอมขึ้นมาทั้งฉบับ แล้วเงินที่เข้ามูลนิธิกับวัด มันเป็นลักษณะการเอาเงินไปฟอก เพื่อเข้าบุคคลที่สามหรือเจ้าอาวาส หรือใครก็แล้วแต่
การเปิดมูลนิธิมันบิดได้มั้ย?
มหาหมี : ช่องมี แต่กระบวนการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย เขาต้องมีส่งงบการเงิน วัดเป็นนิติบุคคล แต่วัดไม่มีงบการเงินนะครับ แต่มูลนิธิสมาคมมี ฉะนั้นคุณจะมีรายรับรายจ่าย เอาไปใช้เพื่อกิจการใด คุณต้องแจ้งปิดงบเดือนมี.ค.ของทุกปี แต่วัดไม่ต้อง ฉะนั้นการที่วัดแต่ละวัดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปเปิดมูลนิธิแล้วเอาเงินมา ตรงนี้เป็นลักษณะมีการพยายามฟอกเงิน แล้วไปหาบุคคลใดๆ ตรงนี้เป็นกระบวนการเข้าพรบ.ฟอกเงินปี 42
จตุรงค์ : ให้ง่ายๆ เลย มูลนิธิสิ่งที่ควรทำไม่ใช่อนุโมทนาบัตร ควรเป็นหนังสือขอบคุณ ถ้าตั้งใจจะบริจาคให้วัด เงินกฐิน ผ้าป่า ใช้ระบบอีโนเนชั่น นั่นออกใบอนุโมทนาบัตรออกได้ แต่ถ้าในนามมูลนิธิ สิ่งที่ทำได้นาทีนี้ แค่หนังสือขอบคุณ
ทนายตุ๋ย : พระท่านเองได้เงินบริจาค ส่วนตัวมองว่าท่านโชติอาจบอกก็ได้ว่าได้รับเงินเข้าส่วนตัว ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของท่าน
มหาหมี : โดยข้อกฎหมายสงฆ์ ทำไม่ได้ครับ พรบ.สงฆ์ปี 35 มาตรา 31 เขาให้วัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนในกิจการทั่วไป ซึ่งบีบเจ้าอาวาสเลยว่าจะต้องดำเนินการจัดบัญชีวัดให้ชัดเจน ฉะนั้นจะมีคำในตัวบท หน้าที่คือจัดกิจการของวัดให้เป็นไปด้วยดี คำว่ากิจการมันกว้างมากครับ เช่นจัดงานบุญ งานกุศล งานโน่นงานนี้ เขาเรียกจัดกิจการ เงินตรงนี้ไม่มีทางเข้าบัญชีเจ้าอาวาสได้เลย เพราะตรงนี้บีบ คนเป็นเจ้าอาวาสจะใช้เงินลำบากมากในระยะหลังเพราะกฎหมายตัวนี้มันจับครับ
ทนายตุ๋ย : วัดน่าจะไม่มีนักบัญชี ถ้ามีนักบัญชีคงจะชัดเจนมาก
จตุรงค์ : จริงๆ การมีอีโนเนชั่นเราอยากให้มีองค์กรที่สามเข้ามาดูแลด้วยซ้ำ ไม่งั้นการบริจาคของผมหรือใครก็ตาม ในปีที่ผ่านมา ต่อให้คุณสแกนอะไรก็ตามมันขึ้นหมดครับ
จริงๆ แล้วประวัติที่มาที่ไป ของฝั่งท่านโชติ ท่านมีประวัติอะไรยังไง ท่านมีภรรยา มีครอบครัวมาก่อนมั้ย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เคยมีภรรยาอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา ประวัติสมีโชติเขาก็เป็นคนธรรมะธัมโมอยู่แล้ว ทำบุญตามวัดต่างๆ ก่อนบวชเป็นพระที่วัด ก็เป็นเด็กวัดอยู่เดือนนึงก่อนมาบวช คบหาภรรยาตอนเขาอายุ 35 36 คบกันสั้นๆ สองปี แล้วเขาขอภรรยาลาบวช ภรรยาก็ให้บวช แล้วมาบวชเป็นพระที่วัดพุทไธศวรรย์
เห็นว่าเขาเชี่ยวชาญการดูดวง?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เขาเป็นร่างทรงมาก่อน จากข้อมูลที่เราสืบสวนมา ห้องพักเก่าเขาเป็นลักษณะคอนโด ใช้เป็นสถานที่ร่างทรง และเขามีความสนิทสนมกับร่างทรงอื่นๆ ด้วยครับ
แล้วมาบวชได้เป็นเจ้าอาวาส มิน่าหลายคนถึงบอกว่าเขาดูดวงเก่ง ใครไปใครมาก็ได้รับกระดาษมา แล้วเขียน แล้วให้ไปเผา ท่านรองน่าจะเคยเผา?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ครับ (หัวเราะ) เขาให้มาหลายใบ ยิ่งลูกศิษย์ใกล้ชิดจะได้หลายใบ
ทนายตุ๋ย : สำเร็จมั้ยครับที่เผาไป
พ.ต.ท.กฤษฎา : อาจสำเร็จด้วยส่วนหนึ่ง เพราะมันมีเงื่อนไขในการเผาแต่ละใบ ต้องมีการทำความดี บุญพวกนี้อาจจะเกื้อหนุน
กรณีกล้องวงจรปิด ในกุฏิเองเยอะมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : มีเยอะมากครับในกุฏิ มีรอบวัด มีทั้งตัวกุฏิ หลายสิบตัว จะเห็นเกือบทุกมุม ตั้งแต่รถวิ่งเข้าจากถนน มีเวลาก่อนถึงกุฏิ 3-4 นาที แกสามารถไหวตัวได้ทันเลย ท่านมีพฤติกรรมแปลกๆ ถ้าลูกศิษย์ลูกหาไปกราบไหว้จะเห็นได้เลยว่าสถานที่ที่ท่านนั่งอยู่ให้คนเขาไปไหว้ จุดที่นั่ง ตรงข้ามเป็นทีวี 3 ตัว ซึ่งเรียลไทม์เป็นกล้องวงจรปิดเลย ให้พรลูกศิษย์ไปด้วย ตาก็ดูกล้องไปด้วยตลอดเวลา มีความระมัดระวัง
ทำไมต้องดูกล้องตลอดเวลา?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ตอนแรกเราไม่สงสัย แต่ตอนนี้เราพอเริ่มๆ จับใจความได้ว่าอาจจะระแวงเรื่องที่ตัวเองทำไม่ดี
ถ้าสังเกตท่านมองกล้องตลอด ฉะนั้นในระหว่างท่านปฏิบัติบนโต๊ะ ท่านก็ดูกล้องด้วยเพื่อดูว่ามีใครเดินเข้ามาหรือเปล่า เขาจุดเตาไฟทำไม?
พ.ต.ท.กฤษฎา : อุ่นอาหารครับ เพราะหน้าที่สีกาคนนี้คือต้องมาอุ่นอาหารให้ตอนเช้า
เขาลืมปิดไฟเหรอ?
จตุรงค์ : คุณหนุ่มไม่เข้าใจโรงครัววัด เขาเรียกว่าไฟล่อ เปิดไว้ไง แก๊สจะออกบางๆ มีแค่จุดเดียว ถ้าไม่ทำอาหารแล้วก็ปิดไฟล่อให้หมด แก๊สไม่มีตัวจุดระเบิดในตัว คนแก่บางคนอาจจุดหนังสือพิมพ์แล้วโยนลงไป ไม่ได้ตลกนะ ไฟล่อจริงๆ
แล้วเขาล่อจริงๆ?
จตุรงค์ : ใช่ครับ
ท่านดูกล้องตลอดเวลา?
พ.ต.ท.กฤษฎา : น่าเชื่อว่าดูกล้องวงจรปิด เพราะท่านมีความระแวงตลอดเวลาอยู่แล้ว ใครเข้าไปกราบไหว้จะเห็นว่าท่านดูทีวีที่ติดตรงข้ามตลอดเวลาอยู่แล้ว มีช่วงเวลาเดียวที่ไม่ดูคือช่วงฉันอาหาร
ท่านก็มีความสามารถพิเศษนิดนึงนะ ปากก็ประกบ ตาก็เหลือบมองกล้องตลอดเวลา ทำได้ยังไง งงมากเลย?
ทนายตุ๋ย : สมาธิดีครับ
แล้วมีจุดนึง ที่มีฆ้อง มีโอ่ง ตรงจุดไหน?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เป็นคลิปที่อยู่ในบัตรสนเท่ห์ ในร้องเรียน เชื่อว่าเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดมุมนึงของวัด เพราะมุมเดียวกับตัวกล้องวัดเลย จุดนี้เราเข้าไปก็เจอกล้องซีซีทีวีที่ติดอยู่ อยู่หน้าห้องนอนเจ้าอาวาสเลย แพนไปทางโต๊ะห้องครัว ถ้าจากคลิปจะเห็นแค่หัว
หัวอะไรครับ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : หัวคนครับ (หัวเราะ)
พ.ต.ท.สมเดช : ที่เบลอน่าจะเป็นโต๊ะกลมแล้วผู้หญิงนอนข้างล่าง แล้วมีนอนทับข้างบน มันเลยแมตซ์กับข้อมูลที่เรามี จุดเกิดเหตุก็คือตรงนี้ คู่ก็คือคู่นี้
ทนายตุ๋ย : ไม่ใช่กล้องดักถ่ายไว้
พ.ต.ท.กฤษฎา : เป็นมุมเดียวกับกล้องวัดเลยครับ ถ้าจุดจากมุมนั้น เราเข้าไปดู มันต้องยิงติดผนัง กล้องอื่นเป็นไปไม่ได้ครับ
กล้อง 60 ตัว มีเศษด้วย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : จะเห็นตั้งแต่รถวิ่งทางเข้าวัดเลย ซึ่งนอกถนนเลย ไม่ใช่ในวัด ถ้ารถตร.วิ่งผิดสังเกต อาจโดดลงแม่น้ำได้
ทำไมวันนั้นเข้าไปจับได้ ท่านไม่ได้ดูกล้องอยู่เหรอ?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เราใช้วิธีการพุ่งเข้าไปเลยครับ อาจเป็นจังหวะที่ท่านฉันอาหารและไม่ได้ดู โชคดีครับ
พี่ไปขอเข้า เขาให้เข้ามั้ยตอนแรก?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เรามีหมายอยู่แล้วครับ เรามีหมายค้นด้วย หมายจับด้วย
ท่านตกใจมั้ยตอนเข้าไป?
พ.ต.ท.สมเดช : ตกใจ ท่านก็ถามว่าโดนอะไร เรื่องอะไร ก็ยังงงอยู่ พอให้อ่านหมายก็โอเค เข้าใจเป็นหมาย โดนเรื่องอะไร ใครเป็นคนแจ้ง
พี่ตร.ว่าไงกัน?
พ.ต.ท.สมเดช : ก็เป็นข้อมูลที่เราดำเนินการสืบสวนมา ก็ต้องสงวนไว้ ปกติไม่พูดถึงอยู่แล้ว พอดำเนินการเสร็จแกเข้าใจสเต็ปหมด ก็บอกว่าแกยังไม่ได้ฉันเลย ขอกินข้าวก่อนได้มั้ย ก็บอกว่าได้
ท่านฉันลงเหรอ?
พ.ต.ท.สมเดช : อาหารดี น่ากินอยู่ครับ
มีไก่มั้ย เห็นท่านล้างหน้าไก่แต่เช้า ตอนไปจับเจอหรือเปล่า?
ทนายตุ๋ย : ตอนไปแสดงหมายจับ พนักงานตร.มีการวางแผนเพื่อป้องกันการหลบหนีด้านนอกมั้ยครับ
พ.ต.ท.กฤษฎา : เรามีการดำเนินการแล้ว ตั้งแต่คืนนั้นแล้วครับ เรามีการวางกำลังไว้หมดแล้ว ทั้งทางน้ำ ทางบก ท่านผกก.1 ได้มีการสั่งการให้ดำเนินการตั้งแต่คืนนั้นเลย
พ.ต.ท.สมเดช : เป็นปกติ เป็นมาตรฐานกองปราบอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะไปวัดดวงว่าเป้าหมายอยู่หรือไม่อยู่ ต้องล็อกไว้ก่อน
พ.ต.ท.กฤษฎา : กุฏิข้ามกำแพงมาก็ลงเรือได้เลย เราก็กังวลกันว่าจะออกทางนั้นหรือเปล่า
ดักไว้หมดเลย?
พ.ต.ท.กฤษฎา : มีกำลังดักไว้ครับ
ตร.เองไปค้นบ้านสีกาเอ๋ เจอพระเครื่องเนื้อทองคำ 35 องค์ ทองคำแท่งรูปพรรณน้ำหนักรวมประมาณ 90 บาท คิดเป็นเงิน 6 ล้านกว่าบาท ยังไปพบเงินสด 3.5 ล้าน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ไอแพด 1 เครื่อง เอกสารที่ดิน 10 รายการ โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชี 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ เอกสารการลงทุน 18 รายการ กรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ ใบประกันทองคำ 6 ใบ ใบซื้อขายทองคำ 7 ใบ สลากออมสินอีก 4 ใบ ยึดหมด?
พ.ต.ท.กฤษฎา : ครับ ยึดมาก่อนเพื่อตรวจสอบ เพราะมันมีข้อหาฟอกเงิน
เก็บเป็นซีเคร็ตในการบุกเข้าไป?
พ.ต.ท.กฤษฎา : เรากังวลว่าเขาจะไปแจ้งให้เขารับทราบ ให้รู้ตัวก่อน แล้วไหวตัวทัน ทรัพย์สินต่างๆ จะถูกโยกย้ายออกไป เราก็จะตามหายากขึ้น ทำงานยากขึ้น ในการหาพยานหลักฐาน อย่างต้นขั้ว ถ้าเขารู้ก่อน เขาเอาไปทิ้ง เราตรวจค้นไม่เจอ เราก็จะได้ความผิดอินโนเนชั่นปี 69 ความผิดต้นขั้วเราจะหาไม่เจอเลย
รู้กี่คนเข้าไปจับ?
พ.ต.ท.สมเดช : ถ้าตั้งแต่รับบัตรสนเท่ห์มา 15 ก.ค. ไม่เกิน 5 คน แต่ถ้ารู้จริงๆ เลย วันที่เราได้หมายจับหมายค้นมาแล้ว คือเย็นวันที่ 9 มีการเรียกลูกน้องประชุมกำชับและให้ไปคืนนั้นเลย
ต้องยึดโทรศัพท์มั้ย?
พ.ต.ท.สมเดช : จริงๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เราอยู่ด้วยกันมา เราเชื่อใจกันแล้ว
5 คนที่รู้เรื่องนี้ ผู้บังคับบัญชาบางคนก็ไม่ทราบ ลูกน้องบางคนก็ไม่ทราบ ไม่งั้นจะหลุดได้?
พ.ต.ท.สมเดช : เรามีการทำโมเดลสืบสวนคู่กับสอบสวน เคสนี้ก็เหมือนกัน ชุดสืบกับชุดสอบ ทำงานควบคู่ขนานกัน สุดท้ายเราทำรายงานสืบเสร็จต้องส่งหมายต่อให้พนักงานสอบสวน เขาจะพิจารณาว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่กับข้อหานี้กับพฤติกรรมนี้ ถ้าเขาบอกว่าพอแล้วเขาจะไปขอศาล มันก็ง่ายในการไปถึงพนักงานอัยการ คดีที่กองปราบทำจะ 100 เปอร์เซ็นต์ อัยการจะได้ไม่ต้องตีกลับมาให้ทำโน่นทำนี่เพิ่ม
นอกจากเอ๋ มีอีกมั้ยที่สอยไปตอนเป็นพระ?
พ.ต.ท.สมเดช : ตรงนี้ขอสงวนไว้นิดนึง
แสดงว่ามี ถ้าไม่มีตร.ต้องบอกว่าไม่มี ถ้าบอกสงวน แสดงว่ามี?
พ.ต.ท.สมเดช : อยู่ระหว่างสืบสวน (หัวเราะ) ถ้าพยานหลักฐานถึงใคร เราเอาหมด ไม่เว้น แต่ถ้าไม่ถึง ไม่มี ไม่เพียงพอ แล้วดันไป สุดท้ายยกขึ้นมาก็เสียมาตรฐาน


