xs
xsm
sm
md
lg

“ปานเทพ” ส่งสัญญาณถึง “กระติก” ยินดีช่วยให้ปลอดภัย-มีที่ยืน หากยอมพูดความจริงเพื่อเพื่อน! ไม่สน “แซน วิศาพัช” (คลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คดี “แตงโม” ยังไม่จบ “อ.ปานเทพ” ยื่นหลักฐานใหม่ชั้นอุทธรณ์ ชี้ชัดมีการสร้างเรื่องเท็จด้วยวิทยาศาสตร์ ทั้งภาพถ่ายและการแก้เวลา ลั่นไม่ได้รื้อคดี แต่ขอศาลไต่สวนใหม่เพื่อทวงความยุติธรรม ไม่ติดใจ “แซน วิศาพัช” แซะ ฝากถึง “กระติก” รักเพื่อน อยากมีที่ยืนต้องพูดความจริง อัด “ทนายเดชา” ยุ่งอะไร


ช่วงเช้าวันนี้ (11 ก.ย.69) “นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รับมอบอำนาจจาก “นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน”คุณแม่ของ “แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์”เดินทางมายังศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ ในคดีคนบนเรือ หวังให้หลักฐานชิ้นใหม่ช่วยสร้างน้ำหนักให้ศาลชั้นอุทธรณ์ประกอบการพิจารณาคดีไต่สวนใหม่อีกครั้ง

“วันนี้ผมอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในนามมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่ คุณแตงโมนะครับ ก็ได้มายื่นเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ของคดีหลัก ก็คือกรณีของคนที่นั่งบนเรือ กับพวกรวม 4 คน ตั้งแต่คุณแซน (วิศาพัช มโนมัยรัตน์) คุณกระติก (อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์) แล้วก็คุณจ๊อบ (นิทัศน์ กีรติสุทธิสาธร) แล้วก็พวก 4 คน ซึ่งคดีนี้หลายคนนึกว่าเรามาทำอะไร ทำไมถึงมาพูด มาค้นหลักฐาน รื้อคดีอะไร คดีจบไปหมดแล้ว มันไม่จริงนะครับ คดีขณะนี้ยังไม่ได้จบแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่เราได้ทำการอุทธรณ์ทันเวลาหลังจากมีการเลื่อนตามที่มีระยะเวลากำหนดนะครับ คือเราได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ในคดีหลักที่แยกเป็น 2 คดี เฉพาะคนบนเรือได้ยื่นไปตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

ทีนี้พอยื่นไปแล้ว ก็ได้ปรากฏว่าอัยการก็น่าจะยื่นด้วย แล้วฝ่ายจำเลยก็ได้มีการยื่นแก้อุทธรณ์แล้วทั้ง 3 คน ทีนี้เทียบกับวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ซึ่งเราใช้สิทธิในเวลาอันจำกัดในการยื่นอุทธรณ์ หลังจากเห็นเอกสารทั้งหมดแล้ว เราก็ทำงานกันหนักมากนะครับ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่ตอนนี้ถือว่าเวลาผ่านไปประมาณ 6-7 เดือน เราได้ค้นพบความจริงเพิ่มเติมว่าได้มีกระบวนการที่ทำให้เกิดการจงใจ หรือเจตนาสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาใหม่ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ โดยอาศัยหลักฐานที่เป็นเท็จ ตรงนี้แหละครับที่เรามายื่น คือมีกระบวนการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ โดยใช้หลักฐานซึ่งเป็นเท็จ และการเป็นเท็จ พบได้พิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา

ไม่ว่าจะเป็นกรณีเรือของคุณขวัญ (อุษามณี ไวทยานนท์) ถูกแอบอ้างมาเป็นเรือคุณแตงโม และคุณกระติกอยู่บนหัวเรือ แล้วคุณแตงโมถ่ายภาพให้ก็ดี 4 ภาพซึ่งมีการตัดต่อ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 เรายื่นประเด็นนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนนั้น เรายังไม่ได้ค้นพบว่ามีการตัดต่อ แก้ไข ถมดำ อันนี้เรารู้ แต่เราไม่รู้เวลาตอนนั้น จนมาค้นพบเมื่อเวลาผ่านไป คือการโยนจากบุคคลภายนอกเข้ามาในเครื่องคุณกระติก นี่ประเด็นที่สองนะครับ

ประเด็นที่สาม ซึ่งก็พิสูจน์ยื่นไปตั้งแต่คราวที่แล้ว ก็คือมีการแก้ไข GPS ของตำรวจ โดยมีการแก้ไขเวลาที่ใต้สะพานซังฮี้ เป็นเวลา 22.11 น. ให้เป็น 22.18 น. เพื่อให้อยู่ภายหลังภาพที่มีการแก้ไขเวลาของคุณกระติกเดี่ยว จากเวลา 21.57 น. เป็นเวลา 22.13 น. เพื่อทำให้เชื่อว่าคุณแตงโมอยู่บนเรือทั้งขาไปสะพานพระราม 8 และขากลับจากสะพานพระราม 8 และสุดท้ายก็คือ สิ่งที่เรายื่นไปก็คือคำพิพากษาก่อนหน้านี้ ที่ได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า การนับคนบนเรือโดยใช้กล้องท่าเรือภูมิพัฒน์ ซึ่งตำรวจแถลงข่าวว่านับคนบนเรือได้ 6 คน บัดนี้เรานับได้ 5 คน โดยดูแสงและเงาอย่างละเอียด และที่สำคัญตำรวจที่ให้การในชั้นศาลของคดีที่ฟ้องคุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้ไปให้การว่า ตำรวจที่ดูกล้องวงจรปิด ไม่พบว่าใครตกน้ำในเวลาใด”

ยืนยันไม่ได้รื้อคดี แต่ยื่นหลักฐานใหม่ศาลอุทธรณ์ไต่สวนใหม่
“ดังนั้น จึงเป็นการรวบรวมข้อเท็จจริง จากหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อหักล้างหลักฐานที่เป็นเท็จในครั้งนี้ เมื่อได้พิสูจน์แล้วรวบรวมมาเพื่อยื่นเป็นการประกอบเพิ่มเติม จากการที่ได้ยื่นอุทธรณ์ ว่ามีการใช้หลักฐานเท็จ เพื่อสร้างข้อเท็จจริงใหม่ ว่าแตงโมอยู่บนเรือตลอดเวลา และตกน้ำ ตกท้ายเรือและเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้น ศาลนนทบุรีได้พิพากษาว่า น้องแตงโมสมัครใจไปปัสสาวะท้ายเรือเอง จึงยกฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คนว่าไม่ได้เป็นเหตุประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ถูกสร้างขึ้นถูกหักล้างในวันนี้ จากสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า มีการนำหลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวน เรามายื่นในครั้งนี้เพื่อเรียนให้ทราบว่าในคำร้องของเราที่ยื่นไปตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2568 และตอกย้ำเมื่อพิสูจน์ความจริงแล้ว ขอศาลท่านได้ทำการไต่สวนใหม่อันนี้สำคัญนะครับ และการไต่สวนใหม่โดยอำนาจศาล ก็อาศัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 และประกอบมาตราอื่นๆ มาตรา 243 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันนั้นก็เป็นการเชื่อมโยงโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งใช้ประกอบกันว่า ถ้าเกิดกรณีเหตุอันสงสัย ศาลอุทธรณ์ท่านสามารถใช้อำนาจในการสอบข้อเท็จจริงใหม่ได้ หรือให้ศาลองค์คณะเดิม ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือมีศาลบุคคลอื่นเข้ามาร่วมใหม่ก็ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานที่แท้จริงนั้น ถูกบิดเบือน และเกิดพยานหลักฐานที่เกิดปรากฏข้อเท็จจริงใหม่

ดังนั้น กระบวนการนี้ก็จะนำไปสู่การพิสูจน์ว่า มีการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ก่อนหน้านี้ โดยอาศัยหลักฐานที่เป็นเท็จหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้ว เราไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรื้อคดีนะครับ ยังอยู่ในขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์ ขอศาลให้ท่านไต่สวนในข้อเท็จจริง ซึ่งถูกบิดเบือนไปในศาลชั้นต้นครับ”

พิสูจน์แล้วว่ามีการทำภาพเท็จ
“หลักฐานทั้งหมดจริงๆ ก่อนหน้านี้ที่พิสูจน์ไปแล้วก็มีหลายชิ้น แต่ที่เป็นข้อเท็จจริงใหม่เนี่ย ที่พิสูจน์ในภายหลังมีอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ เรื่องที่ 1 ก็คือ เรื่องเรือของคุณขวัญ อุษามณี ถูกแอบอ้างเป็นเรือคุณกระติก แตงโม แล้วคุณแม่ได้แจ้งความไปแล้ว 1 ประเด็น เรื่องที่ 2. ประเด็นที่มีการพิสูจน์ที่เรายื่นไปแล้วเหมือนกัน ว่า 4 ภาพตัดต่อของคุณแตงโม พิสูจน์ได้ว่ามีการตัดต่อ บัดนี้ก็ได้พิสูจน์ว่า ได้มีการโอนภาพจากภายนอกของเครื่องคุณกระติก ไม่ได้ถ่ายรูปมาจากเครื่องคุณกระติกเลยอันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราค้นพบว่ามีการใช้พยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้องในสำนวน ทำให้เกิดการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ในสำนวน ทำให้ศาลเชื่อตามหลักฐานที่เป็นเท็จเหล่านั้นว่า แตงโมยังอยู่ท้ายเรือตลอดเวลาตั้งแต่ขาไปและขากลับ และมีจุดตกน้ำ ซึ่งเราพิสูจน์หักล้างในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด

แต่เราเรียกร้องไปไกลกว่านั้นว่า ขอให้ไต่สวนในส่วนที่ไม่ได้เบิกความก่อนหน้านี้เพื่อพิสูจน์ความจริง เช่น คุณเอกราช นามโพธิ์คิน ที่จะพิสูจน์หลักนิติวิทยาศาสตร์ของภาพทั้งหมด GPS การส่องกล้องวงจรปิด การนับแสงและเงาอย่างละเอียด ที่เรียกว่านิติวิทยาศาสตร์ภายใต้ทางด้านเทคโนโลยี นี่ยังเป็นประเด็นใหญ่ๆ”

ยอมรับว่าเป็นคดีที่ยาก แต่แม้จะเริ่มช้า ก็ขอไปให้ถึงที่สุด
“อีกอย่างก็คือคุณหมอธวัชชัย กาญจนรินทร์ และคุณหมอท่านอื่นที่พิสูจน์ว่าบาดแผลทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือ และข้อสำคัญก็คือ แพทย์นิติเวชในคดีนี้ เมื่อขึ้นเบิกความในชั้นศาลในคดีอื่น ก็ไม่ระบุว่าแผลดังกล่าวเกิดจากใบพัดเรือ อ้างว่าต้องเป็นหน้าที่พนักงานสืบสวนสอบสวน ส่วนตำรวจอ้างว่าเป็นเรื่องของแพทย์นิติเวช ตัวเองไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดจากใบพัดเรือหรือไม่ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีใครยืนยันได้เลยว่า ณ ถึงเวลานี้ว่ามีใครยืนยันได้ว่าเกิดจากใบพัดเรือจริงๆ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวน สอบสวน แล้วก็รวมถึงแพทย์นิติเวช นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ 2 เรื่องที่เราเห็นว่าจำเป็นต้องเบิกความใหม่

และถ้าศาลท่านรับอนุญาตให้ไต่สวน เราก็จะระบุรายชื่อคนที่เราต้องการจะไต่สวนทั้งหมด และเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีหลักฐานเท็จเกิดขึ้น ก็หวังว่าศาลท่านจะได้พิจารณา แม้เราจะตระหนักว่าคดีนี้ยากมาก ผมเรียนตามตรงว่ายากมาก เนื่องมาจากข้อกล่าวหา หรือข้อหา ถูกบัญญัติเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า หยิบยกในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งพวกเรามารับทีหลัง เราไม่เห็นด้วย การจะไปอุทธรณ์ว่า ประมาทจริงๆ นะ ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เราก็ไม่มีทางเห็นด้วย จะไปยอมยกฟ้องเฉยๆ เราก็ทำไม่ได้ แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าหลักฐานมันเท็จ ทำให้เกิดข้อเท็จจริงใหม่ในสำนวนในคดีคราวที่แล้ว

เราจึงต้องหักล้าง และพิสูจน์ได้ว่า บัดนี้ในทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานได้พิสูจน์แล้วว่าเท็จจริง ว่ามีข้อเท็จเกิดขึ้น มีการจัดทำขึ้น เพื่อสร้างข้อเท็จจริงใหม่ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เหลือเพียงเรื่องเดียวครับ ศาลท่านอนุญาตให้ไต่สวนไหม มีเรื่องเดียวครับ ถ้าศาลให้ไต่สวน พวกเราทั้งหมดที่เป็นทีมทนายจะมีโอกาสเข้าไปไต่สวนใหม่ ในสิ่งที่เกิดความผิดพลาด หรือข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนไปครับ”

เผยเรื่องนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมในสังคมอย่างมาก อีกทั้งกระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
“หลักเกณฑ์ที่ศาลจะพิจารณารับหรือไม่รับ อยู่ที่คำร้องของเราครับ ซึ่งเราเขียนคำร้องยาวมาก แล้วก็ใน 1 ส่วนของอุทธรณ์ก็มีคำร้องอยู่ภายใน ส่วนคำร้องเพิ่มเติม อันนี้เป็นการยืนยันในข้อพิสูจน์ ที่หลังจากยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลาไปแล้ว อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาแล้ว การยื่นคำร้องสามารถยื่นได้อย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะว่าศาลท่านยังไม่ได้มีคำสั่ง และเราเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงอันสำคัญ เราถึงระบุตัวบุคคลว่าควรจะมีใครขึ้น และหลักฐานอะไรที่ต้องมีการพิสูจน์ ซึ่งมันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีครับ และที่ความสำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องน้องแตงโมแต่เพียงอย่างเดียวแต่มันเป็นเรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีต่อสังคมนะครับ อันเนื่องมาจากว่า คดีเหล่านี้มันกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมต่อสังคมมาก

แม้ว่าจะไม่เคยมีใครใช้ หรือมีคนใช้น้อยมาก ที่จะขอใช้สิทธิที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งให้ไต่สวน มันเรื่องเกิดขึ้นยากมาก แต่เราเล็งเห็นว่าในระบบมีช่องทางใดที่เราพอจะเห็นช่องได้บ้าง เราก็ต้องมีความคาดหวัง ว่าศาลท่านได้เห็น ได้รู้ ว่ามีการยื่นหลักฐานเท็จ และพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ท่านจะทำยังไง ท่านจะเพิกเฉยได้หรือไม่ หรือท่านจะเห็นว่าต้องตามระบบทำอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ถือว่าเราทำหน้าที่เราแล้ว แต่ขอได้ทำ”

เผยตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน หวังศาลจะพิจารณาใหม่
“คือ ณ ขณะนี้เอาเรื่องอุทธรณ์ศาลท่านรับแล้ว ตั้งแต่ 22 ธันวาคม ได้ใช้เวลาพิจารณาแล้ว และส่งให้จำเลยหมดแล้ว จำเลยแก้คำอุทธรณ์มาแล้ว ครบทั้ง 3 ราย นะครับ 4 ราย รายที่ 4 ไม่ได้อุทธรณ์เพิ่มเติม ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ก็ถือว่าเราพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ในระหว่างคำร้องขอให้ศาลท่านไต่สวน และข้อเรื่องเนี่ยเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และเป็นเรื่องหลักฐานที่เราเห็นว่ามันเป็นเท็จ และพิสูจน์ได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความ การพิจารณาในกระบวนการพิจารณา และหลงเชื่อได้ว่า แตงโมไปปัสสาวะท้ายเรือ ด้วยการสมัครใจไปท้ายเรือเอง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วตอนนี้เราเห็นว่าสถานการณ์มันเปลี่ยน เราก็หวังว่าศาลท่านจะเมตตา ให้โอกาสในการไต่สวนคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อความยุติธรรม และความมั่นใจต่อกระบวนการยุติธรรม

แต่ถามว่าศาลท่านมีอำนาจไหม ท่านมีอำนาจเต็มที่ เราไม่ก้าวล่วง เราแค่ลองในสิ่งที่คนลองน้อยมาก มันไม่ค่อยมีคนทำนะครับ ในเรื่องแบบนี้ แต่ที่ทำก็เพราะมันมีเหตุที่ไม่ค่อยมีใครเห็นว่ามีการกระทำขนาดนี้มาก่อนเช่นเดียวกันนะครับ เรื่องนี้จึงเป็นการท้าทายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม และบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต ว่าประเทศไทยจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้ามีกระบวนการนำเอกสาร หลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวน และถูกพิสูจน์ได้ด้วยว่า มันเท็จจริงๆ จะทำยังไง ในเมื่อมันไม่ใช่แค่ภาพเดียวนะครับ มันทั้งกระบวนการ ตอนนี้ ซึ่งเราหวังว่าตราบใดที่เรามีโอกาสยื่น เราจะยื่นอย่างเต็มที่ ส่วนศาลท่านจะว่าอย่างไร ถือว่าเราทำหน้าที่เต็มที่แล้ว แต่ถ้าถามว่ายื่นแล้วมีความหวังไว้ไหม 1 เราต้องยื่น แต่ลึกๆ มีความหวังนะครับ เรายังมีความหวังว่า อาจจะมีโอกาส เพราะข้อที่ 1 กระแสสังคมเกือบทั้งประเทศรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ยกเว้นศาลท่านยังไม่รู้ ซึ่งศาลท่านจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีคนไปยื่น”

เชื่อเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนคดี หวังว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการให้ถูกต้อง
“ตอนนี้สังคม ถ้าเกิดเราให้เกิดช่องว่างระหว่างศาลกับประชาชน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ที่เราจะบอกได้ว่า กระบวนการยุติธรรม มันยุติธรรมหรือไม่ แต่เมื่อเราใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่ เราขอใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม และพิสูจน์ว่า บรรทัดฐานนี้ และเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมควรจะทำอะไร แล้วมันจะถอดบทเรียนของทุกฝ่ายที่เกิดขึ้น ว่าเราทำอะไรต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ในชั้นนี้เราทำเต็มที่ ด้านหนึ่งคือเรื่องคดีอุทธรณ์ ประเด็นที่สองที่สำคัญก็คือว่า อย่าลืม เราไม่ได้หยุดแค่เรามีสิทธิ์แค่ไหนในชั้นนี้ เพราะประการที่สำคัญก็คือ เราเชื่อแล้วว่ามีการเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนคดีความ เราถึงไปยื่นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ นะ และเหตุต่อเนื่องในการยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เมื่อยื่นแล้ว DSI ยื่นต่อ ป.ป.ช. ต้องถือว่าเข้าองค์ประกอบ 4 อย่างถึงยื่น 1.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช่หรือไม่ 2.มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมในการสืบสวนสอบสวนใช่หรือไม่ 3.ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ข้อกล่าวหานั้นพูดถึงกระทำความผิดจริงหรือไม่ และ 4. ถ้ากระทำความผิดแล้ว เกิดความเสียหายหรือไม่ เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ DSI ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ครับ ดังนั้นเราก็ฝากความหวังไว้ที่ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน แต่เราให้เวลา แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีขีดระยะเวลาจำกัด เรามีขั้นตอนต่อไปถ้าเกิด ป.ป.ช. ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองนะ”

ขอให้ “กระติก” สารภาพ พูดความจริง เชื่อจะถูกปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ
“ประการถัดมาก็คือ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้เพิ่งเริ่มนับหนึ่งในการดำเนินคดีความ ก็คือคุณกระติก 1 คน ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่สำนวน กรณีที่เริ่มไปแล้วก็คือ ขวัญ อุษามณี คุณอัจฉริยะยื่นก่อนหน้านี้ด้วย รวมถึง 4 ภาพด้วย 4 ภาพเราก็ยื่นด้วย มันเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันซึ่งพิสูจน์แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วส่วนที่เป็นของคุณกระติก ก็จะมีใน 2 ส่วน หรือ 3 ส่วนคือการแก้ไขเวลา ของภาพถ่ายเดียวของตัวเอง ทั้งหมดเหล่านี้คุณกระติกต้องตอบ ในชั้นพนักงานสอบสวน บอกมาว่าทำเอง หรือใครสั่งให้ทำ และใครเป็นคนโอนข้อมูลมาให้ ตอนโอนถ่ายข้อมูล จากข้อมูลที่เราเห็นเนี่ย แก้เวลาในโทรศัพท์ภาพเดียวทำไม และไปออกรายการว่าเป็นขากลับทำไม ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นอย่างนั้นในทางวิทยาศาสตร์

นี่แหละครับคือสิ่งที่คุณกระติกต้องตอบ และถ้าไม่ตอบก็แปลว่าตัวเองกระทำความผิด รับไว้เอง ก็ต้องแบก ไม่ใช่เฉพาะโทษในตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นนะครับ สังคมเขาจะมองว่าคุณเป็นเพื่อนแบบไหน ที่ไม่พูดความจริงเพื่อความยุติธรรมให้เพื่อน ก็คือน้องแตงโม ซึ่งรักคุณมากนะ เขาห่วงคุณกระติกมาก ห่วงลูกคุณกระติกมาก ทำไมแค่การพูดความจริงเพื่อให้เขาได้รับความยุติธรรมทำไมถึงจะทำไม่ได้ ผมอยากเรียกร้องตรงนี้เลยว่า อยากให้คุณกระติก สารภาพ และพูดความจริง แล้วคุณจะถูกปลดปล่อยทางจิตวิญญาณของคุณเอง ให้ได้เข้าใจว่าเพื่อนคนนี้แม้จะถูกกดดัน ก็ยังรักเพื่อนด้วยการพูดความจริงอยู่ เท่านี้แหละครับ”

ไม่รู้เพื่อนกระติกปล่อยข่าวไหมกรณีหลักฐานมาจากตร. แต่กระติกก็ต้องยืนยันข้อเท็จจริง
“ก็ดีครับ อันนี้เพื่อนคุณกระติกพูด เรายังไม่ได้ฟังจากคุณกระติกนะ เพราะคุณกระติกยังไม่ได้พูด เพื่อนพูดก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่ หรือเป็นการปล่อยข่าวหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่คุณกระติกก็ต้องยืนยันข้อเท็จจริงว่าเกิดขึ้นได้ยังไง เราอยากรู้ว่าคุณกระติกทำไมถึงเรื่องภาพนั้น และเซ็นด้วยลายมือตัวเอง ใครบอกให้เขียนอย่างนั้น เพราะอะไร เขาต้องตอบ และบวกกับภาพ ในมือถือของคุณกระติก ที่ตัดต่อซ้อนภาพถมดำ และโอนมาจากภายนอก ต้องตอบให้ได้ว่าใครทำให้ และโอนมาจากใคร ส่วนตัวผมนะ เป็นไปได้สูงมากว่าคุณกระติกไม่เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ผมเชื่อโดยส่วนตัวนะ แต่ข้อเท็จจริงเป็นยังไงไม่รู้นะ แต่การแก้เวลาโทรศัพท์ก็ดี คุณกระติกทำเองได้ ตอบแชตไลน์แทนคุณแตงโมในเวลา 22.00 น. เศษๆ ตอบคุณแอนนา (วรินทร วัตรสังข์) คุณกระติกก็ทำได้ หรือไม่ เพราะคุณกระติกในเวลาตอนนั้นมีอินสตาแกรม

ซึ่งวันนี้เราจะเปิดว่าใครเป็นคนลบอินสตาแกรมคนบนเรือ วันนี้จะเปิดหลักฐานนะครับ ตอนเย็นๆ นี้ แต่โดยภาพรวม ผมเรียนให้ทราบว่าเราคาดหวังนะ ว่าโดมิโนตัวแรกคือคุณกระติกจะพูดความจริง เพื่อให้มีชีวิตต่อไป และเพื่อให้ลูกซึ่งเขามีชีวิตอยู่ได้เติบโตขึ้นมาว่า คุณแม่ แม้ที่ผ่านมาจะถูกแรงกดดันอะไรก็ตาม วันนี้มันถูกพิสูจน์โดยวิทยาศาสตร์ ขอให้คุณกระติกพูดความจริง แล้วคุณกระติกและลูกจะยืนต่อไปได้ เพราะย้ำนะครับ น้องแตงโมรักคุณกระติกมาก ขอให้ความรักที่น้องแตงโมมีต่อคุณกระติก ได้ถูกตอบแทนกลับมาเพียงแค่เรื่องเดียว คือพูดความจริง เพื่อให้ความยุติธรรมกับน้องแตงโมครับ”  ไม่สน แซน วิศาพัช ออกมาแซะ 
“คือผมรู้สึกว่ายังไม่มีใครปฏิเสธในสิ่งที่เราหยิบยกทางวิทยาศาสตร์นะ มันมีแต่สีสัน แล้วก็มีแต่ก่อกวน หรือว่าลักษณะการยั่วยวนให้ก่อให้เกิดความเสียอารมณ์ แต่ผมไม่ได้ติดใจเรื่องเหล่านี้นะครับ รู้สึกเป็นแค่การกระพี้ซึ่งไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี ประเด็นแห่งคดีคือวิทยาศาสตร์ สิ่งที่พิสูจน์ได้ตามวิทยาศาสตร์ว่า ภาพถูกลบไป 4 ภาพ ในเครื่องคุณกระติกมีการโอนเข้ามา 4 ภาพ และลบไปอีก 6 ภาพ เรารู้ทั้งหมดครับในเวลาตอนนี้ เรื่องของการตอบคุณแอนนาในโทรศัพท์มือถือของการบอกว่าได้ๆ แป๊บๆ ก็เป็นการตอบโดยคนอื่นที่ไม่ใช่น้องแตงโม และเราก็พิสูจน์ได้ด้วยครับ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมกลับไม่ได้มีความรู้สึกว่า การมาแซะหรือว่าการพูดอะไร มันจะเป็นการบั่นทอนอะไรเราได้ เพราะว่าข้อที่ 1 ประชาชนเขารู้สึกอย่างหนึ่งนะ ผมเชื่อนะ เขาไม่อยากให้ใครมาหลอกเขาง่ายๆ ยิ่งเขารู้ข้อเท็จจริงแล้วเนี่ย ต่อให้คุณจะเป็นทนายเก่งแค่ไหน คุณจะเป็นพยานที่หน้าตาดี วาทศิลป์ดีแค่ไหนก็ตาม พวกเขาไม่ยอมให้พวกคุณ หรือใครก็ตามมาหลอกเขาว่าพวกเขาเป็นคนโง่ ถ้าเขารู้ข้อเท็จจริง ต่อให้คุณบิดเบือนยังไง คุณก็หนีข้อเท็จจริงไม่ได้ แต่ถ้าพวกเขาหักล้างด้วยวิทยาศาสตร์ พวกผมจะฟัง แต่ขณะนี้มันไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี ผมจึงมองว่าไปเจอกันที่ศาลดีที่สุดครับ”

ห่วง “กระติก” จะเป็นอันตราย ถ้าพูดความจริง ตนยินดีช่วย
“ไม่มีผลเลย ผมเฉยๆ มาก แล้วก็เข้าใจว่าเขาเป็นคนที่ถูกจับตามองจากสังคม เพราะฉะนั้นเขาอาจจะมีแรงกดดันที่เขาต้องการจะพูดต่อมวลชนเขา หรือไม่อยากให้มีใครมาด่าเขา ผมก็พูดเหมือนเดิมนะครับว่า กระแสสังคมต้องการเรื่องเดียว คืออย่าหลอกเขา อย่าหลอกประชาชน และพูดความจริงนี่แหละครับจะเป็นสิ่งที่คุ้มกันทุกคนให้ปลอดภัย ผมย้ำเลยนะครับ ยิ่งความลับอยู่กับตัวคุณกระติก หรือคุณแซนก็ดี คุณแซนอาจจะไม่เป็นปัญหา เพราะคุณแซนอาจจะมีเครือข่ายตำรวจเยอะ มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำอยู่เยอะ แต่ผมห่วงคุณกระติก เพราะว่าเวลาความลับมันอยู่กับใครก็ตาม คนๆ นั้นตกอยู่ในฐานะอันตราย

อย่างกรณีคุณขวัญ อุษามณี พอผมได้รับทราบ ผมต้องรีบติดต่อ และต้องให้เขามารีบแจ้งความ เพื่อให้ความจริงของคุณขวัญ กลับมาอยู่ในสำนวน ซึ่งมันเปลี่ยนไม่ได้แล้ว ยื่นหลักฐานครบแล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความลับ และเป็นความลับอันสำคัญแห่งคดี มันอยู่กับคนๆ เดียว และมันมีความเสี่ยงที่จะถูกตัดตอน หรือการปิดกั้น ผมว่าดีที่สุดคือคุณกระติกรีบพูดความจริงครับ และผมบอกเลยนะครับว่า ถ้าห่วงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ออกหมายจับ ยังไม่ออกหมายเรียก และต้องรอระยะเวลา หากคุณกระติกคิดอยากจะพูดความจริงนะ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน บ้านพระอาทิตย์ ก็พร้อมต้อนรับนะครับ แต่ต้องเป็นการพูดความจริง เพื่อให้ความลับไม่อยู่ที่คุณกระติกคนเดียวครับ ผมเป็นห่วงคุณกระติก

ยินดีครับ แต่ต้องเป็นการพูดความจริง และเราจะพูดตามหลักฐาน เพื่ออะไรรู้ไหมครับ ผมห่วงว่าเขาตกอยู่ในสถานภาพที่มีความเสี่ยงที่สุด และกำลังโยนเข้าไปในการแบกรับเพียงคนเดียวในเรือ ณ ขณะนี้ เขาอยู่ในความเสี่ยง ผมว่าการพูดความจริงเร็วที่สุด เขาจะปลอดภัยที่สุด ถ้าเขามาที่บ้านพระอาทิตย์วันใด ก็รีบประสานมา พวกเราก็จะตั้งกล้องวิดีโอให้เป็นหลักฐานที่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว คุณกระติกก็จะปลอดภัยครับ”

ถ้าคนบนเรือกลับใจ ก็ยังมีโอกาสจากจำเลยเป็นพยานได้
“ผมไม่ทราบว่าหลักฐานที่ยื่นเพิ่มเติมวันนี้ มันจะสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตคนบนเรือได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าศาลท่านยังไม่ได้รับว่าไต่สวนยังไง เรารอกันไปก่อน ส่วนที่ใครถูกดำเนินคดีความ เป็นการส่วนตัวก็ต้องสู้กันไปตามกระบวนการ แต่ว่าคนบนเรือบางคน ถ้าเขากลับใจนะ เขามีโอกาสเปลี่ยนสถานภาพจากจำเลยเป็นพยานได้นะครับ ณ ขณะนี้เขายังอยู่ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด ต่อกระบวนการทำให้น้องแตงโมเสียชีวิตได้หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ แต่ถ้าคุณจะเปลี่ยนจากฐานะอื่นจากจำเลยมาเป็นพยาน คุณก็ต้องให้ความร่วมมือและพูดความจริง เราถึงจะรู้ว่าใครทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ยังมีต่อครับ แต่ว่าเดี๋ยวจะแจ้งทยอยให้ทราบ เพราะเฉพาะคำร้องเราก็ต้องใช้เวลาอย่างละเอียดนะครับ วันนี้มียื่นต่อศาลเพิ่มเติมนะครับ ถือว่าเป็นเพิ่มเติมนะ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ท่านพิจารณา วันที่ 11 กันยายน เวลา 10 นาฬิกา โดยประมาณ เรายื่นตรงเวลา แล้วก็ทันเวลา เพราะฉะนั้นอย่าถามว่าอะไรต่อไปข้างหน้า เราทำตามสถานการณ์ ที่มาไกลขนาดนี้ก็เพราะว่าเราเชื่อมั่นว่าเราต้องทำครับ เดี๋ยวสถานการณ์อาจจะมีอย่างอื่นที่เราไม่คาดคิดโผล่มาให้เรารู้มากขึ้นก็ได้นะครับ”

ฝากถึง “ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์” ใช้สิทธิอะไรมาวิจารณ์ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ แล้ว
“ก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ เพราะว่าข้อแรกเลย มันเป็นข้อเท็จจริงต้องเป็นอย่างนั้น และเราก็มั่นใจตรงนี้ว่ามันเป็นข้อเท็จจริง เพราะมันพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ตราบใดที่เป็นข้อเท็จจริง มันก็เป็นจริงวันยันค่ำครับ มันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และคุณแม่ก็เป็นผู้ลงนาม ด้วยความตระหนักรู้ ว่าเรากำลังทำอะไร

เพราะฉะนั้น ข้อแรกนายเดชาซึ่งเป็นอดีตทนายของคุณแม่ ในทัศนะผมนะ คุณไม่ควรออกมาพูด เพราะโดยมารยาททนายความ คุณเคยเป็นทนายฝ่ายโจทก์ร่วมมาก่อน การที่คุณออกตัวอยู่บ่อยๆ ในการด้อยค่าคุณแม่ก็ดี หรือข่มขู่ในทางสาธารณะก็ดี หรือแม้กระทั่งการพูดช่วยคนบนเรือก็ดี ช่วยตำรวจก็ดี ซึ่งเป็นคู่กรณีอยู่ ผมถามว่าโดยจรรยาบรรณ ถูกหรือผิด ผมถามโดยมารยาทแค่นี้แหละครับ มันถูกหรือผิด

วันที่นายเดชามากล่าวหาผมว่ามายุ่งอะไร เนื่องจากผมไม่ได้เป็นผู้รับมอบอำนาจ ไม่ได้เป็นทนาย คนภายนอกไม่ควรจะมายุ่ง วันนั้นนายเดชาใช้ตรรกะนี้ ผมก็ถามตรรกะเดียวกันว่า บัดนี้นายเดชาไม่ได้เป็นทนายและยุ่งอะไรกับคดีแล้ว และถูกคุณแม่ยุติการจ้างทนายความด้วย คุณใช้อะไร สามัญสำนึกอะไร มาวิพากษ์วิจารณ์ด้อยค่า คนที่ได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่โดยตรง ฝากไปยังสภาทนายความด้วย เนื่องจากนายเดชาถูกพักใบอนุญาตอยู่ ว่าการกระทำซ้ำๆ ในทางสาธารณะแบบนี้ สภาทนายความสมควรจะทำอะไรหรือไม่ ผมฝากไว้เลยนะครับ เพราะว่ามันทำให้วงการทนายความซึ่งเขาไม่เคยทำกันแบบนี้ ได้ถูกบรรทัดฐานโดยนายคนนี้ พูด แล้วก็ กระทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องผมถามว่าวิชาชีพทนายความจะปล่อยให้สังคมเป็นอย่างนี้ต่อไปได้จริงหรือครับ ผมฝากไว้แค่นี้แล้วกันครับ”

ด้าน “อ.คมสัน โพธิ์คง” ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ยืนยันพิสูจน์แล้วว่าหลักฐานถูกบิดเบือนจริง
อ.คมสัน : “ถามว่าการที่คุณกระติกเป็นคนเอาภาพให้ตำรวจเอง กับตำรวจเอามาให้คุณกระติกเขียนตามเนี่ย คือการจะออกหน้าไหนเนี่ย การที่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเอาภาพมา ตำรวจเอามา หรือตำรวจบอกว่าคุณกระติกเอามาก็แล้วแต่ มันเป็นการรับว่ามีการบิดเบือนพยานหลักฐานจริง แต่จะกระทำโดยใครนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า เรื่องนี้มันได้รับการพิสูจน์โดยตัวฝ่ายจำเลยและเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาด้วย ว่าตกลงใครกันแน่เป็นคนทำ ส่วนใครจะเป็นคนทำ ก็สะท้อนว่าสำนวนมันถูกบิดเบือนพยานหลักฐานจริงครับ ผลออกมาเท่ากัน

เพียงแต่ว่าความรับผิดของคนในตามข้อเท็จจริงก็แล้วแต่ของแต่ละคน ถ้าเป็นเจ้าพนักงานรัฐทำ คุณก็ต้องไปรับผิดในฐานเจ้าพนักงาน แต่คุณกระติกทำ คุณกระติกก็ไปรับผิดในเรื่องของการนำพยานหลักฐานเท็จ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เบิกความเท็จ อันนั้นก็ว่ากันไป แล้วแต่การกระทำของแต่ละคน แต่ที่แน่ๆ ก็คือมันได้ข้อพิสูจน์แล้ว ว่าหลักฐานมันถูกบิดเบือนจริง

ส่วนที่จำเลยมีการแก้ไป อันนี้เป็นเรื่องของศาลกับจำเลยครับ ศาลไม่ได้บอกเราครับ แต่เรารับทราบมาว่าเขาทำคำให้การแล้วครับ ถามว่าผลมันจะออกมาเป็นทางไหน คือยังหรอกครับเพราะเรายื่นคำร้องเข้าไปเพิ่ม อันนี้มันเป็นเรื่องระหว่างเรากับศาล ว่าเรายื่นคำร้องขอให้ไต่สวนเพิ่ม เราไม่ได้ขอให้เขาแก้ครับ”

อ.ปานเทพ : “แล้วก็ไม่ได้ขอให้ศาลพิพากษาอุทธรณ์ ขอให้ท่านไต่สวนในเรื่องของการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ ด้วยหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่ผ่านมา ควรจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องยังไง อันนี้เป็นสาระสำคัญนะครับ”

อ.คมสัน : “อันนี้ไม่ใช่การรื้อฟื้นคดีนะ ยังอยู่ในกระบวนการของคดีเดิม การรื้อฟื้นคดีวิธีพิจารณาใหม่ ต้องคดีถึงที่สุดแล้ว แล้วคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังไม่จบที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ในศาลชั้นต้นไม่ถือว่าคดีถึงที่สุด ถ้ายื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาก็ถือยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ยังอยู่ในกระบวนการของศาล นอกเสียจากว่าไม่มีใครยื่นอุทธรณ์ หรือคำให้การแล้ว อันนั้นจบจริง แต่ทางนี้มีการยื่นอุทธรณ์ ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมก็ยื่น เพราะฉะนั้นกระบวนการมันยังอยู่ในกระบวนพิจารณา ไม่ใช่การรื้อฟื้นคดีนะ เป็นการทำคำอุทธรณ์ให้ศาลได้พิจารณาว่า ข้อเท็จจริงที่นำมาสู่การตัดสิน มันเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนและเป็นเท็จ ส่วนศาลท่านจะออกยังไงก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ คือถ้าศาลท่านสั่งไต่สวน มีผลกระทบแน่ ต่อคดีที่อยู่ ป.ป.ช. และคดีที่ตอนนี้ได้แจ้งความอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรนนทบุรี มีผลต่อคดีเหล่านั้นครับ”