“ปริมมี่ วิพาวีร์” จากนักแสดงในเกมซอมบี้ Dead Island สู่ภาพยนตร์พีเรียด “อัศจรรย์วันทอง” สาวอินเตอร์เจน Z ผู้มีความฝันอยากเป็นนักแสดงในวันที่อาชีพนี้ถูกเมิน บินทำงานทั่วโลก งานนางแบบใช้หล่อเลี้ยงชีวิต ส่วนงานนักแสดงที่ไทยหล่อเลี้ยงความฝัน เพราะทำงานที่ไทยเติบโตเฉพาะกลุ่ม ฝันเป็นนักแสดงที่แมสให้ได้ในสักวัน
เป็นอีกความท้าทายใหม่ในชีวิตของการเป็นนักแสดงสาวลุคอินเตอร์ “ปริมมี่ วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ”ในบท “สายทอง” ที่มาแสดงในภาพยนตร์โปรเจกต์ยักษ์แนวพีเรียด “อัศจรรย์วันทอง” ของผู้กำกับ “มุก ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ” การพลิกบทบาทครั้งนี้มีหลายอย่างเป็นเดิมพัน โดยเฉพาะเมื่อหลายคนคุ้นภาพเธอในฐานะนางแบบที่ทำงานอยู่ต่างประเทศมานานกว่า 5 ปี และสายทองในภาพยนตร์แตกต่างจากเรื่องราว ขุนช้าง-ขุนแผน ที่ทุกคนเคยรู้มา
“สายทอง เป็นทาสของวันทอง ครอบครัววันทอง บทนี้ผู้กำกับเขียนดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิม ออริจินัล สายทองเป็นทาสที่โดนขุนแผนเอามาเป็นเมียคนที่สอง แต่ในเรื่องนี้เป็นพี่เลี้ยงของวันทอง ในเวอร์ชั่นออริจินัลสายทองเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายมาชอบเยอะ เป็นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยอยุธยา แต่ในเรื่องสายทองเป็นทาสที่คอยดูแลวันทองก็จริง แต่เป็นผู้หญิงที่มี Sex appeal ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดประเด็นในการเล่าเรื่อง
สายทองมีความงามแบบเซ็กซี่ เป็นบิวตี้ของคนยุคนั้น ก็ต้องตัดผม เคี้ยวหมาก ฟันดำ ปริมก็รู้สึกว่าสายทองเป็นผู้หญิงที่เจออะไรมาเยอะ เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง สู้ชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นอะไรที่ปริมรีเลตกับคาแรกเตอร์นี้ เพราะว่าปริมก็เป็นคนที่มีความอิสระสูง เป็นผู้หญิงที่ทำงานแล้วดูแลอาชีพตัวเองมาตลอด”
“อัศจรรย์วันทอง” เล่าความรักของผู้หญิงในยุคใหม่ที่รักตัวเอง ซึ่งจะแตกต่างจากวรรณกรรม “ขุนช้าง-ขุนแผน” ที่เราเคยทราบเรื่องราวกันมา
“ในเรื่องนี้มันเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้ต้องการที่จะรักใครสักคนหรือว่าเขารักทั้งคู่แหละ หรือว่ามีใจให้ทั้งคู่ แต่ว่าเขาต้องการที่จะสู้ชีวิตแล้วต้องการที่จะโฟกัสกับตัวเอง หมายถึงว่าต้องการที่จะค้นหาตัวเองแล้วก็รักตัวเอง ปริมว่าอันนั้นคือจุดประเด็นของหนังเรื่องนี้ค่ะ คือการที่บอกว่าผู้หญิงเราจะเลือกที่จะรักตัวเองหรือว่าคำว่ารักมันบริสุทธิ์แค่ไหน ความแข็งแกร่งของผู้หญิง ความอดทนของผู้หญิงในหน้าที่เราจะต้องเป็นคนดูแล แล้วความรักในแบบของสายทองเป็นความรักที่แบบบริสุทธิ์มากๆ ปริมว่ามันเป็นเส้นเรื่องของมันในหนังนะ มันเป็นความรักที่อาจจะแตกต่างจากขุนช้าง-ขุนแผน”
เกร็งร่วมงานกับนักแสดงแถวหน้าอย่าง หมาก ปริญ สุภารัตน์, อิ้งค์ วรันธร เปานิล, กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ เฟย ภัทร เอกแสงกุล ครั้งแรก
“เกร็งค่ะ มันต้องมีฉากใกล้ชิดกับพี่หมาก ปริมไม่เคยมีซีนนี้กับคนอื่นมาก่อนในงานแสดง แต่จริงๆ แล้วเขาชิลมากๆ แล้วเขาเป็นคนเก่ง แสดงมาเยอะ พอมาเล่นหนังเขาก็มืออาชีพสุดๆ ชื่นชมในการทำงานของเขามากค่ะ
จริงๆ แล้วพี่ๆ ทุกคนก็เป็นคนที่แบบน่ารักมาก นิสัยดี ใจดี ทำงานเก่งแล้วก็ตั้งใจทำงานกันมาก แล้วปริมรู้สึกว่าทุกคนซัปพอร์ตกันและกันในการทำงาน แล้วสุดท้ายทุกคนก็ค่อนข้างสนิทกันนะตอนนี้ ก็ฝากหนังเรื่องอัศจรรย์วันทองด้วยนะคะ เข้าโรงภาพยนตร์แล้ว คือทุกคนให้เต็มที่มาก ซีจีเรื่องนี้ส่งไปทำที่เกาหลีด้วย ปริมว่าทุกคนจะได้รับทั้งความสนุก มีทั้งน้ำตา ทั้งแอ๊กชั่น ทั้งความตลกสไตล์พี่มุกค่ะ ฝากเอ็นดูสายทองด้วยนะคะ หวังว่าทุกคนจะชอบ“
“ปริมมี่” สาวไทยเจน z หน้าเก๋ แม้จะเรียน ทำงานที่ต่างประเทศ แต่มีจิตใจรักความเป็นไทยอยากกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยมากกว่า
“ปริมก็เป็นนักแสดง-นางแบบแล้วก็ทำงานกำกับบ้าง ตอนเด็กๆ ปริมเล่นละครเรื่อง 'มาลีเพื่อนรักพิศดาร' เป็นนางแบบตั้งแต่ 14 ช่วงอายุ 19 ปริมไปเรียนเมืองนอกแล้วก็ทำงานเป็นนางแบบที่โน่น ปริมก็ทำงานทั้งที่เมืองไทยและต่างประเทศมาตลอด จนช่วงโควิดโชคดีกลับมาก็ได้เล่นหนังของพี่เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) เรื่อง FAST & FEEL LOVE (เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ) พี่เต๋อเห็นปริมจากโปสเตอร์ร้านขายแว่นตาที่เยอรมัน ยี่ห้อ Mykita ที่ปริมไปถ่ายกับตากล้องชื่อ Marc Bolger เขาคือตากล้องรุ่นใหญ่มาก ถ่ายให้ Balenciaga สมัยก่อน เขาจำปริมได้ว่าปริมเคยเล่นละคร มาลีเพื่อนรักพิศดารก็เลยมาชวนเรามาแคส ก็ดีใจมาก
อยู่ที่นั่นมันก็ยากนะคะ เราเป็นเอเชีย แล้วตัวปริมชอบงานแสดงมากกว่างานแบบ ปริมมองงานแบบเป็นแบรนด์ดิ้งมากกว่า ปริมอยากกลับมาทำงานในวงการไทยบ้านเรา ปริมว่าการแสดงพูดภาษาอังกฤษมันก็ยาก ถึงแม้ปริมจะพูดภาษาอังกฤษชัด สุดท้ายแล้วปริมว่ามันก็ยาก มันเหมือนเราไปเป็นปลาเล็กๆ ในโลกใหญ่ๆ แต่ที่ไทยปริมว่ามันมีโอกาสได้ทำงานกว่า
แม้พอมาทำงานที่ไทยคนก็มักจะบอกปริมพูดภาษาไทยไม่ชัด ภาษาไทยเป็นภาษาที่ 1 ของปริมค่ะ ซึ่งปริมเรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็ไปเรียนต่อเมืองนอกมา 4-5 ปี ปริมพูดภาษาไทยได้ปกติ แต่สำเนียงฟีลมันติดการใช้แบบภาษาอังกฤษ เราก็ต้องฝึก ถึงแม้ปริมไปเรียนที่เมืองนอก ปริมก็เป็นคนไทยอยู่ ปริมชอบอยู่ที่ประเทศไทย ชอบวัฒนธรรมที่ประเทศไทย ก็อยากกลับมาอยู่”
มองการที่ทำงานทั้งที่ต่างแดนและประเทศไทยคือโอกาสเข้ามาที่หลากหลาย
“ปริมว่าถ้ามีโอกาสไป-กลับมันดี ซึ่งตอนนี้ปริมดีใจนะคะที่ว่าตอนนั้นไปเรียนต่อที่เมืองนอกเพราะว่าได้เจอ ได้ทำงานกับคนที่เมืองนอกเยอะมาก กับแบรนด์ต่างๆ พอกลับมาไทยคนเขาก็ยังจำเราได้ เขาก็ยังเอาปริมไปทำงานที่เมืองนอกอยู่ บินไปทำงานแฟชั่นที่เมืองนอก ที่เกาหลี ที่นิวยอร์ก มันก็ทำให้ปริมได้มีอาชีพการทำงานที่แตกต่างกัน มีโปรเจกต์หลายๆ แบบ อย่างเช่น ปริมก็เคยเป็นนักแสดงในเกมชื่อ Dead Island ก็คือตอนนี้มีหน้าอยู่ในเกมซอมบี้ มีหน้าปริมอยู่ในเกมซอมบี้ ทุกคนสามารถเล่นเป็นปริมได้ สู้ฆ่าซอมบี้ อันนี้คือถ่ายเป็นตัวละครชื่อ Dead Island ได้ทำงานกับผู้กำกับ Spiderman John Watt ที่เขามาถ่ายโฆษณาที่ไทย เป็นโฆษณาเกมอีกอันหนึ่งเหมือนกัน คือคนเขาก็จำได้ว่าปริมเคยไปทำงานนี้ พอกลับมาไทยแล้วเขาจำว่าได้ว่าเราอยู่ไทยเขาก็เรียกเราไปทำงาน ปริมรู้สึกว่าปริมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานทั้งที่เมืองนอกและที่ไทย ได้ลองพัฒนาแล้วก็ฝึกตัวเอง
เพราะการที่ปริมไปอยู่เมืองนอกมันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกันนะคะ ไปอยู่ไปทำอะไรคนเดียว แล้วพอกลับมาไทยได้มีโอกาสเล่นหนังไทยก็รู้สึกดีใจว่าเขาก็ยังให้โอกาสเรา ไม่ได้มองว่าเราเป็นเด็กฝรั่งอะไรขนาดนั้น ปริมว่าอยู่ที่โน่นก็มีโอกาสในแบบของมันแต่มันก็ยากกว่า”
งานที่ไทยยากเพราะถูกมองว่าเฉพาะกลุ่ม หน้าไม่แมส ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป็นคนบ้านๆ และชิลมาก
“ปริมว่าปริมอาจจะแตกต่างมั้งกับตลาดที่นี่ คนเขาก็มองว่าปริมค่อนข้างเฉพาะกลุ่มไม่ได้แมสขนาดนั้น หรือว่าคนไทยเขาอาจจะคิดว่าปริมฝรั่ง แต่จริงๆ แล้วปริมไม่ได้ฝรั่งขนาดนั้นนะ ปริมแค่เรียนที่เมืองนอกเฉยๆ แล้วปริมก็ค่อนข้างแบบชิลๆ บ้านๆ ด้วย การที่ถูกมองว่าแตกต่างมันอาจจะเป็นกำแพงกับคนด้วย คนอาจจะไม่กล้า คิดว่าเป็นฝรั่ง ปริมจะรับเหรองานแบบนี้ เห็นไปทำงานที่เมืองนอกมา
แต่ปริมไม่อยากให้คนคิดอย่างนั้น ปริมชอบรับงานทุกแบบ ปริมเปิดมากกับการทำงานและคิดว่ามันก็สำคัญที่เราจะทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ปริมชอบเล่นหนังมากแล้วที่ปริมโฟกัสคืออยากเป็นนักแสดง ตอนนี้ปริมก็ได้พัฒนาจากการเป็นนางแบบมาเป็นนักแสดงแล้ว คนก็จำเราได้ในฐานะนักแสดงไทย ก็รู้สึกว่าอยากจะรักษาสเตตัสแบบนี้ไว้ พยายามฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ ตอนนี้ปริมทำงานที่ไทยเป็นหลัก”
ปริมในวัย 29 ปีกับชีวิตที่พยายามไปเรื่อยๆ
“ปริมเพิ่งไปทำงานที่ New York มา 4 เดือนปีนี้ ระหว่างที่รอหนังออก แต่ปริมก็มีนะคะที่ไปแคสงานแสดงที่ต่างประเทศ ตอนได้ Artist Visa ปริมเซ็นสัญญากับเอเจนซี่ที่โน่นไว้ด้วย ไปอยู่เอง หางานเอง ไปหาคอนเนกชั่นเองด้วย เอเจนซี่ส่งไปแคสด้วย ซึ่งมันยากมาก วันนึงไปแคส 5-6 งาน ปริมก็เลยคิดว่าถ้ามันมีโอกาสได้ทำงานหลายๆ แบบในแต่ละที่ มันต้องพยายามไปเรื่อยๆ แล้วด้วยความที่ว่าปริมอาจจะไม่ได้แมส ไม่ได้อยู่ค่ายไม่ได้ยังไม่ได้เล่น Girl Love หรืออะไรที่ไทยตอนนี้กำลังมา แต่ปริมคิดว่าการเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ปริมเป็นก็ทำให้ปริมแตกต่างกับคนอื่น ๆ แล้วก็อาจจะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง แบรนด์หลาย ๆ แบรนด์หรือว่าลูกค้า เขาก็อาจจะมองเราในอีกมุมหนึ่ง”
เส้นทางนักแสดงในยุคเอไอ
“ทุกวันนี้ปริมมุ่งมั่นกับการเป็นนักแสดงไทยแม้มันยาก ปริมรู้สึกว่าเราจะยึดเป็นอาชีพหลักกับการแสดงเลยมันยากมาก ถ้าพูดตรงๆ มีอยู่แค่คนเดียวก็คือพี่ณัฏฐ์ กิจจริต นี่แหละค่ะ ที่รู้สึกว่าเขาสามารถเป็นได้ เขาไม่ได้เป็นอินฟูลฯ แต่เขาทำอาชีพสถาปนิกควบคู่กับการเป็นนักแสดง เป็นงานเลี้ยงอาชีพเขามาเรื่อยๆ ปริมรู้สึกว่ามันก็ยาก ปริมโชคดีที่ปริมมีงานที่ทำไปด้วยที่เมืองนอกและที่ไทย
(เอาเป็นงานถ่ายแบบหล่อเลี้ยงการเป็นนักแสดงไปด้วย?) ปริมคิดว่าในอนาคต ทุกอย่างมันน่าจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนามากขึ้น บ้านเราอาจจะมีโอกาสมากขึ้นหวังว่ามันจะใหญ่ขึ้นแล้วกัน ปริมรักในการเป็นนักแสดง ปริมรักในการทำหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ปริมว่าหนังก็คือชีวิต การเขียนบทครั้งหนึ่งมันก็มาจากประสบการณ์ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งทุกคนก็จะมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน การดูหนังหนึ่งเรื่อง ออกมาเราอาจจะได้ความรู้สึกหรืออะไรใหม่ๆ จากประสบการณ์ของคนอื่น
ปริมรู้สึกว่างานแสดง AI ก็อาจจะสามารถสร้างตัวละคร คาแรกเตอร์ขึ้นมาได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วปริมว่าสุดท้ายโลกของการทำหนังมันก็มาจากประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ของคนที่หุ่นยนต์มันไม่มีทางที่จะไม่เข้าใจเนื้อแท้ของคำว่าชีวิตไม่ได้หรอก แต่ก็ไม่แน่ ต้องดูกันต่อไปว่าสุดท้ายหุ่นยนต์จะทำหน้าที่แทนคนได้มากแค่ไหน
ส่วนตัวปริมไม่ค่อยได้ใช้อะไรพวกนี้ อยากให้คนกลับมาอ่านหนังสือ กลับมาเขียน กลับมาไม่อยู่กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ตัวปริมเองก็กำลังพยายามอยู่ (ไม่ขายคาแรกเตอร์ตัวเองเป็นนักแสดงเอไอแน่นอน) ไม่ขายแน่นอนค่ะ เจอเพื่อนคนหนึ่ง เขาเคยโดนเกือบซื้อหน้าไปเป็นนางแบบจะเอาไปทำโน่นทำนี่ เขาเอาไปทำอะไรก็ได้ น่ากลัวนะ ใครจะไปรู้ ปริมว่าไม่คุ้มค่ะ”


