สวยไม่สร่าง! “วุ้นเส้น วิริฒิพา” เผยเคล็ดลับสตาฟความงามในวัย 45 ปี ปัดคุยเรื่องวัยทอง ส่ง “แอน อลิชา” นำไปก่อน พร้อมเดินหน้าเป็นสะพานบุญช่วยคนลำบาก ชี้พิษเศรษฐกิจทำให้คนเดือดร้อนมากขึ้น
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นักแสดงและนักธุรกิจสาวสวย “วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์” ปรากฏตัวด้วยลุคสุดเจิดจรัสในงาน LAETIGEN The Genesis of Purity Night เปิดตัวผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเกรดพรีเมียมจากประเทศเกาหลี พร้อมเปิดใจถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองในวัย 45 ปี การเตรียมรับมือกับสุขภาพในอนาคต รวมถึงบทบาทตัวแม่สายมูที่เดินหน้าทำทานช่วยผู้ยากไร้
“จริงๆ ก็ตามวัย ก็พยายามดูแลตัวเองให้ไม่เปลี่ยนเยอะ ให้เดินไปไหนแล้วคนยังรู้สึกว่าเป็นวุ้นเส้นอยู่ ช่วงนี้หันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ ตอนเด็กๆ มันก็ง่าย ไม่หลับไม่นอนเราก็ยังดูดี แต่ตอนนี้คือต้องดูว่าเราต้องนอนกี่ชั่วโมง กินน้ำเท่าไหร่วิตามินอะไรยังไง ต้องวางแผนดีๆ เลยค่ะ สำหรับวุ้นให้ดีที่สุดคือนอนเยอะๆ วันไหนนอนน้อยหน้าจะไม่ได้เลยจริงๆ เราก็ไม่ได้สวยทุกวันหรอก บางวันก็มีเหนื่อยๆ เวลาคนทักว่าเรายังเหมือนเดิม เราสวยก็รู้สึกดี เหรอ เราไม่เปลี่ยนไปเลยจริงเหรอ เราแย่ขึ้นหรือดีขึ้น
จริงๆ ชอบเวลาที่คนทักว่าไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าที่ไม่เปลี่ยนคือดีหรือไม่ดี บางคนตามวัยหน้ามันก็มีไปบ้าง ถ้าเขาบอกเหมือนเดิมแสดงว่าเรายังดูเด็กอยู่ เรายังโอเคอยู่ ก็โอเคค่ะ คนก็เห็นเรามาตั้งแต่ 18 จนถึงตอนนี้มันก็มีพัฒนาการขึ้นๆลงๆ พอวันนี้เรามาดูแลตัวเองก็รู้สึกดีที่มีคนมองเห็น
ตัวเลข 45 เคยคิดว่ามีปัญหานะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนตอนเรา 30 เราจะแบบ…ถ้าฉันอายุ 40 ฉันจะต้องเปลี่ยน ทุกอย่างมันต้องร่วงโรยไปหมด แต่พอถึง 40 จริงๆก็ต้องคิดไปถึง 50 แล้วฉันจะเป็นยังไง ตอนนี้มันก็ครึ่งทางเข้ามาแล้วมันก็ยังได้อยู่ จริงๆ เรื่องการดูแลตัวเองเราลองผิดลองถูกมาเยอะ เราก็ลองในแบบที่เราทำแล้วมันดี ใช้ตัวนี้ดี ทำอะไรแล้วดี ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนดูแลตัวเองวิธีนี้แล้วดีกับเขาแต่พอเรามาใช้วิธีเขาอาจจะไม่เข้ากับเรา ฉะนั้นเราต้องลองเอง ให้มันเหมาะกับไลฟ์สไตล์ เหมาะกับความสุขของเรา”
เบรกเรื่อง “วัยทอง” ขอให้ “แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์” นำไปก่อน
“ใจเย็นนะ ไม่เอาเรื่องนี้ ก็ให้พี่แอนไปก่อนค่ะ วุ้นยังได้อยู่ค่ะ เอาไว้ถึงวัยทองจริงๆ เดี๋ยวจะไปปรึกษาพี่แอน ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดถึง คือยังไงอายุเราก็หนีไม่พ้น วันนึงเราก็ต้องถึงจุดนั้น ถ้าวันนั้นก็คงอยู่ที่ร่างกายเราว่ามันแข็งแรงพอหรือเปล่า หรือว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ลองแล้วทำให้สุขภาพเราดีขึ้น ก็ต้องรอดู
ใครๆ ก็กลัววัยทองค่ะ ใครๆ ก็อยากจะดูดีตลอดไป สุดท้ายแล้วอะไรก็ได้วุ้นขอให้สุขภาพแข็งแรง ให้เราไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข สวย ไม่สวย อ้วน ผอม วุ้นไม่เครียดเรื่องนั้นเลย วุ้นขอแค่ให้ข้างในเราโอเค แข็งแรงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีกว่า ส่วนวิธีรับมือวัยทอง ต้องรอดูว่าใกล้ๆ แล้วมันจะเป็นยังไง ก็ต้องปรึกษาคุณหมอแหละถ้ามันถึงจุดนั้นจริงๆ พี่แอนเป็นคนแรกของกลุ่มเพราะพี่แอนโตสุดในกลุ่ม คนต่อไปไปหาเอาเองแล้วกัน แต่วุ้นไม่ได้ต่อพี่แอน รอดู
พี่แอนเขามีบ่นๆ ตอนที่เราอยู่กับเขาเราก็รู้สึกว่าเขาดูสดใสดีนะ ไม่ได้ดูหงุดหงิด แต่ไม่รู้ว่าอยู่บ้านเขาเป็นยังไง ต้องไปถามสามีเขานะ เราก็อยู่กับเขาในช่วงที่เขาแฮปปี้ เลยไม่ได้เห็นอะไร แต่มันก็น่ากลัวจริงๆ ค่ะ ส่วนเราตอนนี้ยังนอนหลับสบายอยู่ค่ะ”
สะพานบุญเดินหน้าทำทาน ช่วยชาวบ้านชุมชนวัดไผ่เงิน
“คือคำว่าสายมู จริงๆ หลายคนรู้อยู่แล้วว่าเฉพาะที่สร้างพระแม่ลักษมี แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญอย่างอื่นเดี๋ยวทุกคนเข้าใจผิด แล้วที่เราไปก็คือที่วัดที่เราสร้างพระแม่ลักษมีที่วัดไผ่เงิน จริงๆ ถ้าอย่างนี้ปีนึงหลายครั้งเหมือนกันเพราะว่าเราได้ข่าวจากชุมชนที่วัดไผ่เงินมาว่าคนลำบากมาก คือบางทีบางวันไม่มีข้าวกินส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่ที่มารับเองบางทีก็เป็นคนพิการที่เข้ามารับ นั่งรถเข็นมาเลย ซึ่งมันลำบากแบบนี้จริงๆ นะ
เราช่วยได้เล็กๆ น้อยๆ เราก็สามารถทำได้เหมือนกัน ก็เลยชวนเพื่อนๆ มาช่วยกัน ก็ชวนเพื่อนๆ ที่เขาชอบทำบุญเหมือนกัน ก็ถามเขาก็จริงๆ ไม่ได้ถามจริงจังแต่ก็ถามหว่านๆ ไปว่าอยากช่วยไหมอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกคนเขาก็เหมือนเคยเห็นอยู่แล้วว่าเราทำอย่างนั้นทำที่ไหนแล้วของก็ถึงมือประชาชนจริงๆ แล้วจริงๆ ก็ทำปกติเลย ไม่มีเทศกาลหรือวันสำคัญอะไร เรารู้สึกว่าตอนนี้มีคนลำบากกันมากด้วยเศรษฐกิจต่างๆ และสิ่งที่เราสร้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่สามารถให้ทุกคนได้หรอก แต่ว่าหนึ่งชุมชนก็เป็น 1,000 คนแล้วเพราะฉะนั้นก็สามารถต่อเวลาให้เขาหรือประทังชีวิตให้เขาอีกหลายเดือนเหมือนกัน
ถามว่าทำมานานหรือยัง คือทำมาตั้งแต่รู้จักวัดนี้ก็ทำมาเรื่อยๆ หลายปีแล้ว บางทีก็เดือนเว้นเดือน หรือบางทีก็ปีนึงอาจจะสี่ครั้ง แต่ว่าไปด้วยตัวเองหรือฝากที่วัดก็ได้เหมือนกัน แต่ละปีคือคนเยอะขึ้นทุกปีเลย เรารู้สึกว่ามีคนลำบากเยอะเหมือนกัน และเพื่อนๆ ที่มาช่วยจากกลุ่มนึงกลายเป็นขยายมากขึ้น จริงๆ ไม่ใช่แค่มีในวงการนอกวงการก็มีเยอะเหมือนกัน ก็เหมือนเป็นสะพานบุญ บางคนเข้ามาไม่ถึงบางคนอาจจะไม่รู้ว่ามีแบบนี้ด้วย พอเราบอกเขาก็เป็นสะพานให้เราไปช่วยต่อ
จริงๆ ชอบทำแบบนี้เหมือนรู้สึกว่าถึงมือ เขาต่อแถวมาแล้วเราให้เลย ก็ถึงมือเลย แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้ช่วยเขา วันนี้กลับไปเขาคงมีข้าวกินไปอีกนาน สมมติอาจจะไม่ได้ให้คนเดียวก็ให้ทั้งครอบครัวก็สามารถช่วยได้ แล้วจริงๆ บางปีก็มีเพื่อนมาช่วยบ้าง แต่ตอนนี้ก็แล้วแต่คิวว่างเพราะว่าการไปก็ใช้เวลานานเหมือนกันใช้เป็นชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ถ้าใครติดงานก็ไม่เป็นไร
ส่วนที่คนมาทำกันเยอะ ก็เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ตามความสามารถของเรา เราก็ไม่ได้สามารถช่วยได้ทุกๆ คนขนาดนั้น แต่ถ้าเล็กๆ น้อยๆ แล้วใกล้ตัวแล้วมันมากขึ้นในอนาคตก็อาจจะช่วยคนได้อีก”


