xs
xsm
sm
md
lg

“เอ ศุภชัย” งดตอบ “ขวัญ” พยาน “แตงโม” ลั่นไม่ตามคดี - โฟกัสดูแลจิตใจ พลิกวิกฤตพะโล้สู่ธุรกิจแสนกล่องในเซเว่นฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เอ ศุภชัย” ขอโฟกัสดูแลจิตใจ ย้ำไม่ตามคดี “แตงโม” วอนสังคมพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ไม่ทราบเรื่อง “ขวัญ” เป็นพยาน รำลึก 6 ปี “แม่ทุม” ขำๆ โดนแซวได้เชื้อสายใส่ใจ แถมแต่งหน้านอนตามรอยเป๊ะ บทเรียน 3 ปี “ครัวบ้านเอ” จากดรามาพะโล้หม้อแรก สู่ความสำเร็จเฉียดแสนกล่องใน 7-Eleven

แม้เวลาจะผ่านพ้นไป แต่มิตรภาพยังคงงดงามเสมอ สำหรับผู้จัดการดารามือทอง “เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดใจถึง “แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์” โดยย้ำชัดว่าตนเองไม่ได้ติดตามความคืบหน้าทางคดีความ แต่ขอรับหน้าที่ดูแลและเยียวยาด้านจิตใจ ทำงานรำลึกถึงน้องในทุกๆ ปี พร้อมวิงวอนให้สังคมและสื่อมวลชนนึกถึงแต่เรื่องราวดีๆ ความน่ารัก และความจริงใจของแตงโมเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าการพูดถึงเรื่องราวที่ไม่จริง ส่วนประเด็นเรื่อง “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์” เป็นพยานในคดีแตงโมตอนนี้นั้น เจ้าตัวลั่นไม่ทราบจริงๆ

“ความคืบหน้าคดีแตงโม เอไม่ทราบจริงๆ เอเป็นฝ่ายเป็นผู้ให้ ให้ในที่นี้คือเอก็ให้ทุกอย่าง ตั้งแต่ยกหนี้ให้น้องตั้งแต่วันนั้น แล้วเอก็จัดพิธีรำลึกถึงทุกปี แล้วก็อยู่กับคนที่โบสถ์ที่น้องรัก เออยู่ฝ่ายทางด้านจิตใจตรงนั้น ตอนนี้เอไม่ได้ติดตามข่าวเลย ส่วนมากก็เราจะคิดอยู่ว่าปีนี้ จะต้องทำงานให้น้องเดือนกุมภาพันธ์ยังไง เราจะไม่เข้าไปยุ่งตรงนั้นเลย

ก็ดีใจที่คนรักน้องทุกคนเลย แต่ก็จะบอกทุกคนเสมอ ว่าทุกอย่างที่ออกมาจากปากเราทุกคน มันเหมือนกับว่าต้องระวังน้องด้วย วันหนึ่งถ้าเอไม่อยู่บนโลกใบนี้ พวกเรื่องราวที่มันไม่จริง แล้วเป็นสิ่งไม่ดี เอก็ไม่อยากให้คนพูดถึง หรือว่าให้มันหยุดไปเลย อยากให้คนพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ถ้าใครรักเอ เพราะฉะนั้นเอว่าน้องก็เหมือนกับพวกเราทุกคนแหละค่ะ เพราะฉะนั้นในการพูด ในการเสนออะไรแบบนี้ ก็กราบทุกคนให้พูดถึงแต่สิ่งที่ดีๆ เพราะตอนที่น้องอยู่กับเรา น้องมีแต่เรื่องดีๆ ให้กับเรา มีความจริงใจ มีความเป็นนักเลง มีความเป็นลูกผู้ชาย ถึงไหนถึงกัน กะเทยร้องไห้น้องก็จะซับน้ำตา เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนคิดตรงด้านนี้ด้วย”

ไม่ทราบเรื่อง “ขวัญ อุษามณี” เป็นพยานให้คดีแตงโม
อันนี้เอไม่ทราบจริงๆ อันนี้เอกลับบ้านแล้วค่ะ (หัวเราะ)

เผยความรู้สึกในโอกาสครบรอบ 6 ปี การจากไปของ “แม่ทุม ปทุมวดี เค้ามูลคดี” ผู้มีพระคุณที่ตนเองรักและเคารพเหมือนคนในครอบครัว ซึ่ง “ยุ้ย ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี” มักแซวเสมอว่าตนได้ DNA ความใส่ใจและการดูแลคนอื่นจากแม่ทุมไปแบบเต็มๆ
“จริงๆ คิดถึงแม่ทุมทุกวันเลย รักแม่ทุม รักน้องยุ้ย รักบ้านนี้ เพราะว่าเราเข้าวงการครั้งแรกก็มาอยู่บ้านนี้ ตอนเรียน ม.รังสิต ก็จะได้เจอกัน ครบรอบ 6 ปีแล้วที่แม่ไม่อยู่ ทุกคนก็บอกว่าเอได้เชื้อแม่เต็มๆ เลย ทั้งชอบแต่งหน้านอน แม่ทุมแกเป็นคนชอบแต่งหน้านอน แกตื่นมาปุ๊บ แกก็เขียนแค่ปาก แกก็ไปทำงานได้เลย และชอบให้คนอยู่บ้านเยอะๆ แล้วใครไปที่บ้านชอบเอาเสื้อผ้าตัวเองให้เขาใส่ แล้วก็บอกอย่ากลับบ้านๆ ให้นอนอยู่ที่บ้านเรา

น้องยุ้ยบอกว่ายุ้ยยังไม่ได้เชื้อแม่เลย เอได้เชื้อแม่เต็มๆ คือเชื้อของความใส่ใจคนอื่น ดูแลคนอื่น ให้โอกาสคน น้องยุ้ยก็เป็นคนให้โอกาสคน แต่แต่งหน้านอนเนี่ยยุ้ยไม่ไหวจริงๆ น้องยุ้ยบอกว่าตอนที่แม่ปล่อยตะขาบทายาทอสูร น้องยุ้ยเผลอตัวหลบไป แล้วเออ้าปากก็เข้าไปในปากเอ เอก็เลยได้เชื้อแม่มาก

ส่วนที่น้องยุ้ยบอกว่าเอคือพี่สาว เปรียบเสมือนคนในครอบครัวไปแล้วตอนนี้ คือคนในครอบครัวตั้งแต่เด็กแล้ว แล้วก็รักพ่อ รักทุกคน ทุกเทศกาลที่เกี่ยวกับที่บ้านน้องยุ้ย เอก็จะอยู่เสมอ งานเอแฟร์ครั้งนี้ก็เดี๋ยวนำน้องยุ้ยไปเล่นคอนเสิร์ตอีก (หัวเราะ) ทุกอย่าง ละครทุกเรื่องก็ต้องมีน้องยุ้ย มีพ่อรองนะคะ”

ภูมิใจความสำเร็จของธุรกิจ “ครัวบ้านเอ” ที่เดินทางมาครบ 3 ปี จากจุดเริ่มต้นพะโล้หม้อแรกที่เคยเจอกระแสดรามาหนัก แต่เจ้าตัวก็นำคำติชมมาพัฒนาและก้าวผ่านแรงกดดัน จนสามารถนำเมนูต่างๆ รวมถึงแกงส้ม เข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดใน 7-Eleven ได้สำเร็จ ด้วยยอดขายพุ่งสูงถึงวันละหลายหมื่นถึงแสนกล่อง
“ก็รู้สึกดีใจนะ จากพะโล้หม้อแรกที่วันนั้นลงไอจีไป ลงติ๊กต็อกไป มันเป็นจุดสตาร์ทอัป เหมือนดาราบางคนสตาร์ทอัปด้วยการเจอ เอ ศุภชัย พะโล้มันก็เจอ เอ ศุภชัย นะ แล้วก็ทำให้เกิดมาเป็นพะโล้ กระแสพะโล้ อาจจะโดนด่าบ้าง โดนชมบ้าง จนทุกคนยอมรับ อันนี้เป็นเหมือนครูนะ เป็นเหมือนธุรกิจต่อเนื่อง เราก็ต้องเอาโอกาสนั้นมาทำเป็นเมนูอื่นเพิ่มขึ้นมา แล้วหลังจากเมนูอื่นเพิ่มขึ้นมา มันก็ถึงจุดที่เราเรียกว่าเดี๋ยวมันจะตัน เราก็เข้าสู่โมเดิร์นเทรด เอาทุกเมนูไปอยู่ใน 7-11 ตอนนี้ มันก็กระจายไปทั่วทางประเทศ เขาเรียกว่าเป็นการขายอีกวิธีหนึ่ง ที่มีทั้งออฟไลน์แล้วก็ออนไลน์ ซึ่งเริ่มต้นมาจากแค่จุดจุดเดียวก็คือพะโล้

ถ้าเราทนความกดดันในวันนั้นไม่ได้ ที่คนทั้งด่า ทั้งชม ทั้งว่า ทั้งกล่าว มันก็จะไม่มีวันนี้ ไม่มีเอแฟร์ เพราะว่าพะโล้หม้อนั้นทำให้คนเชื่อว่าเราทำกับข้าวเป็น เมื่อก่อนเราอาจจะทำกับข้าวให้แค่เด็กในสังกัดกิน แต่วันนี้เรามากกว่านั้น เราทำกับข้าวให้คนทั้งประเทศกิน ก็เลยรู้สึกว่าขอบพระคุณกับเมนูที่บรรพบุรุษของพวกเราทุกคนแล้วกัน ไม่ใช่ของพี่เอคนเดียว คิดขึ้นมา

จริงๆ เราอาจจะผ่านความอดทนในวงการบันเทิงมาแล้ว เหมือนกับว่าเราผ่านความอดทนในหลายๆ เรื่อง เวลาเจอดรามาเรารู้สึกว่าบางทีถ้าไม่มีวิกฤต ก็ไม่มีโอกาส แล้วเราก็ว่าจะสอนคนอยู่เสมอ ว่าการเป็นซุป’ตาร์มันเป็นอุบัติเหตุ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย การที่คนด่าใครสักคน มันไม่ใช่อยู่ดีๆ เขามาด่า มันก็ต้องมีเรื่องราว ถ้าไม่มีการด่าเกิดขึ้น มันก็ไม่มีเรื่องราวตอนต่อไป ถ้าคุณทำให้ดี ให้อร่อยให้ตาย แต่ไม่มีใครพูดถึง มันก็จบวันนั้น เพราะฉะนั้นการที่ธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ มันต้องมีการเม้าธ์ Talk of the Town ด่าบ้าง ชมบ้าง แต่สุดท้ายสิ่งที่เราต้องทำให้ได้ ก็คือทำคุณภาพให้ถึง อย่าให้เป็นเหมือนที่เขาว่า แต่ให้เป็นเหมือนสิ่งที่เขาคาดหวัง ให้เขาติดใจโดยที่เขาไม่รู้ตัว นั่นแหละค่ะ”

รับแกงส้มใน 7-11 โดนติงเรื่องปลาเหม็นคาว แต่ไลฟ์อธิบายไปแล้ว
“ใช่ แม่ก็โดนติงจริงๆ แม่ก็พูดในไลฟ์สดเลย ว่าบางทีการอยู่ในเซเว่น เราต้องอุ่นให้อุณหภูมิให้ถึง เพราะว่าถ้าเราอุ่นในเซเว่นที่เราทำ ถ้าเราทำมาสุกมาก คืออันนี้เราทำมาสุกแล้ว แต่สุกเผื่อที่เราอุ่นในไมโครเวฟของเซเว่น มันก็จะมีตัวอักษรว่า 5 กับ 2 อะไรนี้ มันต้องปรับให้ถูกต้อง แล้วมันจะถึงจุดที่พอดี แต่ถ้าบางคนเข้าใจผิดเอาไปอุ่นแป๊บเดียว ปลามันก็ยังไม่ทันละลายกับน้ำแกง น้ำแกงมันก็ไม่ซึมเข้าไปในเนื้อปลา มันก็อาจจะมีกลิ่นคาวเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันก็ต้องมีการอธิบายให้ลูกค้าฟัง แม่ก็นั่งอธิบายแล้วนั่งทำให้ดูเลย ทุกวันนี้ก็เลยต้องขยัน ไลฟ์วันหนึ่งประมาณ 5 ชั่วโมง แล้วก็เต้นไปด้วย เพื่อจะเรียกคนให้มาดู แล้วก็อธิบาย แล้วก็ขายของ”

มีกำลังใจขายได้วันละหลายหมื่นถึงแสนกล่อง เตรียมขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มอาหารทะเลในอนาคต
“ตอนนี้ก็จะมีอาหารทะเลเกิดขึ้น เพราะว่านางฟ้าอ่าวไทยยังไม่สามารถขายได้ในติ๊กต็อก ตอนนี้เราก็เลยไปหาวิธีกลยุทธ์ ทำยังไงให้น้ำจิ้มที่เราทำสามารถที่อยู่ได้นานกว่า 1 หรือ 2 วัน แล้วก็สามารถส่งในติ๊กต็อกได้ แล้วสำหรับใน 7-11 ทางผู้ใหญ่เขาก็ใจดี ให้เราคิดเมนูต่อเลย เพราะว่ายอดขายดีมาก บางวันขายได้เป็นแสนกล่อง ช่วง 2 วันแรกขายได้วันหนึ่ง 50,000 กล่อง 35,000 กล่อง แบบนี้ทุกวันเลย ทำให้เรารู้สึกว่ามีกำลังใจ แล้วก็ที่สำคัญคือรูปเราอยู่หน้าเซเว่น ผู้ชายที่รู้จักเราก็เห็นเราทุกวัน เราก็มีความสุขแล้ว เรื่องเงินกำไรไม่เคยถาม ถามแค่ว่าเธอเห็นหน้าฉันหรือยัง แค่นี้เอง นี่คือความสุขแล้ว จริงๆ อันนี้คือความจริง คนเก่าๆ คนใหม่ๆ เขาเห็นกันหมดแล้ว ตอนนี้บอกว่าช่วยทำรูปใหม่ ให้รีทัชให้มีหน้าอก มีอะไรขึ้นบ้าง เป็นการขายที่ไม่ขาย เป็นการขายอาหารแต่ได้อย่างอื่น (หัวเราะ) อย่าทำตามนะ (หัวเราะ)”