“อาจารย์ปานเทพ” เผยทำไมถึงเข้ามายุ่งกับคดี “แตงโม นิดา” รับเคยคิดว่า “คุณแม่ภนิดา” เห็นแก่เงินแต่พอได้คุยจึงรู้ว่าคุณแม่ป่วย ลั่นนับ 1 ไม่เพิกเฉยต่อความอยุติกรรมในสังคม เชื่อในหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อคนทำใหญ่คับฟ้าจนไม่มีใครกล้ายุ่ง ชี้หากหลักฐานไปถึงคนนั้น ใหญ่แค่ไหนก็ต้องนำตัวมาลงโทษ อย่างน้อยวันนี้ทุกคนได้รู้แล้วว่าแตงโมไม่ได้ตกน้ำเพราะไปฉี่
คดี “แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์” ได้ข้อสรุปแล้วว่าเป็นอุบัติเหตุ จากการไปฉี่แล้วตกเรือ แต่ล่าสุด “นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความลับเมื่อ 4 ปีก่อนสมัยเป็นพนักงานกระทรวงยุติธรรม ได้มีโอกาสเข้าร่วมชันสูตรร่างของแตงโม พบร่องรอยบาดแผลที่ผิดปกติไม่เหมือนคนจมน้ำเสียชีวิต
รวมถึงคุณแม่ “ภนิดา ศิระยุทธโยธิน” ก็ได้ย้ายข้างหอบเอกสารหลักฐานข้อมูลของแตงโมที่มีทั้งหมดมายื่นให้ “อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน บ้านพระอาทิตย์ ช่วยดูแลคดีในการยื่นอุทธรณ์ เรื่องของแตงโมจึงถูกพูดถึงอีกครั้ง โดยอาจารย์ปานเทพ ออกมาเผยว่าแตงโมถูกฆาตกรรม
ในรายการ แฉ ได้เชิญ อาจารย์ปานเทพมาคุยเรื่องแตงโม โดยพิธีกร “มดดำ คชาภา ตันเจริญ” ถามแบบบ้านๆ ตรงไปตรงมาว่า อาจารย์ปานเทพเข้ามายุ่งเรื่องของแตงโมทำไม
“ที่จริงผมทำงานเรื่องสุขภาพเป็นหลัก การเมืองก็ทำในภาคประชาชน แต่วันดีคืนดีมีพิธีกรคนนึงเป็นสโตรก แล้วไม่มีคนจัดรายการ ผมก็เลยไปจัดรายการ พอไปจัดแล้วมันก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับข่าวก็เลยเป็นเหตุให้ไปเกี่ยวข้องกับทนายตั้ม (ษิทรา เบี้ยบังเกิด) เป็นเคสแรกๆ ที่ผมทำเลย แล้วก็ดิไอคอน เลยเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องไปทำข่าวที่ไม่ใช่ด้านสุขภาพและการเมือง
จากเรื่องทนายตั้มก็ไปคดีแตงโม เนื่องมาจากว่าคุณอัจฉริยะ (อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์) ชนะคดีหมิ่นประมาทที่ตำรวจฟ้อง อยู่มาเดือนนึงไม่มีใครสนใจข่าวนี้เลย แล้วข่าวมันถูกดับไปแล้ว เพราะมันเป็นข่าวมา 3 ปีแล้ว ข่าวมันจบแล้ว แล้ววันดีคืนดีหลังจากที่ผมทำเรื่องคดีทนายตั้ม คุณหมอธวัชชัย (นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์) เขาเห็นว่าผมสามารถผลักดันเรื่องทนายตั้มให้เป็นกระแสข่าวให้เกิดความน่าสนใจเข้าสู่การดำเนินคดี หมอธวัชชัยก็มาที่บ้านพระอาทิตย์ มาพรีเซนต์เรื่องนี้ว่ามันยังไม่จบ มันยังมีพิรุธ
เราก็ฟังอยู่ 3 รอบ ต้องใช้เวลาเพราะเราไม่ได้ตามเรื่องนี้มาก่อน ก็มาเรียบเรียงปะติดปะต่อใหม่ เริ่มสืบค้นข้อมูล แล้วนำเสนอ ทำไปทำมาจนสืบถึงมิสแกรนด์มาช่วยกระโดดน้ำจริง จุดนั้นก็ถือว่าเป็นทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าการหงายหลังตกน้ำในเรือที่วิ่ง 7 น็อตไม่มีทางโดนใบพัดเรือ ทุกคนปลอดภัยไม่มีใครมีบาดแผลแม้แต่คนเดียว
แล้วก็มันมีเหตุการณ์ที่หนูวรรณ (กัลยาวรรณ เพ็ชร์อินทร์) และ นิวหยก (สุพรรณิการ์ นพรัตน์) มิสแกรนด์ ซึ่งผมอยู่ตรงนั้นและเป็นคนถ่ายคลิป ขณะถ่ายมีเสียงนับ 1-2-3 แล้วน้องนิวหยกก็กระโดดน้ำ ตัวผมได้ยินเอง ผมก็พูดออกไปว่าใครนับ ปรากฎว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น คุณแม่มาให้สัมภาษณ์เห็นดีเห็นงามกับการที่มิสแกรนด์มาทดลองกระโดดน้ำ แล้วก็บอกว่าเสียงนั้นคือเสียงน้องโม คุณแม่ยืนยันเอง ผมก็ตกใจ คิดว่าทำไมคุณแม่ถึงมาเข้าข้างเราเพราะทนายเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา ในตอนนั้นคุณแม่ก็เอนเอียงไปทางคนบนเรือ
เราก็นำเสนอเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจุดนึงที่คุณแม่ตัดสินใจเปลี่ยนข้าง เลิกจ้างทนายเดิม เพราะเห็นว่าแพ้คดีความในศาลชั้นต้น และต้องการใช้สิทธิ์อุทธรณ์เลยขอมาพึ่งมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินที่ผมดูแลอยู่ ตอนแรกก็ลังเลครับ กังวลอยู่มาก ไม่รู้จะเจอคุณแม่ดีไหมเพราะแกก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เราก็ได้เชิญคุณแม่มาบ้านพระอาทิตย์คุยกันอยู่ 3 ชั่วโมง จากเดิมที่มีความรู้สึกว่าแม่เห็นแก่เงิน ตอนแรกคิดอย่างนั้นจริงๆ ครับ และคิดว่าสังคมไทยก็คิดอย่างนั้น แต่หลังจากที่ฟังแกอยู่ 3 ชั่วโมง ผมก็รับรู้ได้ว่าคุณแม่ไม่สบาย คุณแม่ป่วย แล้วถ้าใครพาไปผิดทิศทางเขาก็จะหลงทิศทางตามเขาไปเรื่อย เราก็เลยเกิดความรู้สึกอีกแบบนึงกับคุณแม่ไปเลย เราต้องช่วยเขา นี่เป็นจุดเปลี่ยนครับ”
ไม่เชื่อตามที่โซเชียลพูดกันว่าหากรู้ตัวคนทำแล้วจะไม่กล้าพูดต่อไปอีก ลั่นหากหลักฐานไปถึงคนนั้น ใหญ่แค่ไหนก็ต้องนำตัวมาลงโทษ
“ไม่จริงครับ ผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์ ไปถึงคนไหนก็ไปถึงคนนั้น แต่ถ้าถึงใหญ่แค่ไหนก็ต้องเอามาลงโทษครับ ผมพูดอย่างนี้ ใหญ่แค่ไหนก็ต้องเอามาลงโทษไม่ว่าจะใครก็ตาม เพราะถ้าน้องโมโดนแบบนี้แล้วทุกคนเพิกเฉยหรือยอมจำนน ทุกคนบอกว่าไม่เป็นไรเราเอาตัวเองปลอดภัย ถ้าวันนึงมันเกิดกับลูกของเรา น้องของเรา พี่ของเรา ญาติของเรา ถึงเวลานั้นทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่ายอมจำนน สังคมมันจะอยู่ยังไงครับ
เราต้องนับ 1 ในคดีนี้ว่าอย่ายอมจำนนในสิ่งที่อยุติธรรม สังคมถึงจะน่าอยู่ขึ้น (ถ้าสามารถหาคนผิดชนะคดีได้จริง มันจะเปลี่ยนอะไรในสังคมได้?) อย่างน้อยเราต้องเชื่อในสิ่งนี้ครับ เราจะต้องไม่จำนนต่อความอยุติธรรม ผมว่านี่คือกฎข้อแรก ไม่ใช่เรื่องธุระไม่ใช่ พวกเรากลัวความเสี่ยง เราไม่อยากไปยุ่งเพราะไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าคิดอย่างนี้เมื่อไหร่ก็เท่ากับว่ามีคนตั้ง 70 กว่าล้านคน กลายเป็นคนที่ยอมจำนนกันหมดทั้งประเทศ
แต่ทุกคนรวมพลังกันแม้อาจจะไม่เยอะ ยังมีคนติดตามเรื่องนี้อยู่ ยังช่วยกันดู ในหลายๆ เรื่องเราได้จากโซเชียลมีเดียที่เขามาบอกเรา เราก็ไปแสวงหาความจริง ดูจากอินสตาแกรมมีคนไปแคปแล้วจำได้ มาบอกเราว่าน้องขวัญ อุษามณีอยู่ที่นี่ ถ้าเขาไม่บอกเราเราจะรู้เหรอครับ เรือมีเยอะแยะ แต่ข้อมูลมันเยอะมาก ถ้าไม่มีใครมาประมวลผลทำให้เข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง”
เมื่อถูกพิธีกร “น็อต วรฤทธิ์” ถามคิดว่าเราจะสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้ “แตงโม” ได้ไหม “อาจารย์ปานเทพ” บอกว่าอย่างน้อยวันนี้ก็คืนเกียรติและศักดิ์ศรีให้แตงโมได้ว่าไม่ได้ไปฉี่ท้ายเรือ
“อย่างน้อยวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้ไปปัสสาวะท้ายเรือ ทำให้เขาเสียเกียรติในวันที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว แล้วเขาพูดไม่ได้ เขาอาจจะมาบอกก็ได้ในวันนึงก่อนหน้านี้ พวกเราในขณะที่ทำงานเราก็รู้สึกว่าเราได้พลังงานจากแตงโมที่มาให้กำลังใจพวกเราหลายจังหวะเวลา เราเลยรู้สึกว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา คุณแม่เองกลัวมากในวันที่ผมไปยื่นดีเอสไอ คิดว่าผมจะยุติแล้ว ผมก็บอกกับแกไปว่าไม่หรอกครับ ผมจะทำอย่างเต็มที่ จะหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับแตงโมครับ”


