“ต้า เฟ็ดเฟ่” เปิดใจทั้งน้ำตา รับปวดใจเห็น “ยัต” ร้องไห้ แต่เชื่อรอยร้าว 27 ปีจบยาก พร้อมสู้ต่อเพื่อความเป็นธรรม 19 ล้านบาท วอนสังคมอย่าวิจารณ์ภรรยาเพื่อน ชี้แค่ผู้หญิงที่อยากปกป้องสามี ตอบทนายอาร์ม ทำงาน 7 ปี ต้องมีเงิน 10 ล้านแล้วเงินไปไหน?
เป็นการถ่ายรายการแบบมาราธอนเลยทีเดียว สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่าง “ต้า เฟ็ดเฟ่”กับ “ยัต ชัยโสโร” ที่วันนี้มาเคลียร์ใจกันในโหนกระแส ทำแฟนๆ แห่ดูไลฟ์สดทะลุหลักล้าน โดยภายหลังถ่ายรายการเสร็จสิ้น ทำเอาฝั่งยัตถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ด้วยความกดดัน เพราะขบวนรถทัวร์รุมสกรัมหนักมาก เรียกว่าร้องไห้จนไม่สามารถออกไปชี้แจงกับสื่อมวลชนได้ ทั้งที่ในรายการเอ่ยปากว่าพร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อที่มารอทำข่าวเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ได้ออกมาเปิดใจสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจบรายการ ด้วยสีหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ พร้อมหลั่งน้ำตาขอบคุณทุกกำลังใจจากประชาชนที่ช่วยฉุดตนเองขึ้นมาจาก “หลุมดำ” ยอมรับปวดใจเหมือนกันที่เห็นอดีตเพื่อนรักร้องไห้ แต่จากการที่ได้อยู่กับยัตมา 27 ปี เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ
ต้า : “คิดว่าจบไม่ได้ครับ เพราะว่าอากัปกิริยา ผมอยู่กับเขามา 27 ปี รู้หมดทุกคำพูด อากัปกิริยา แววตาน่าจะ ไม่จบง่ายครับ คืออันนี้ก็ต้องแฟร์ๆ กับเขาก็คือว่า ในมุมที่เขาดี ก็มีเยอะมาก แล้วผมก็ยังคิดถึง และเสียดายโมเมนต์นั้นที่มีกับเขา ก็เป็นอะไรที่แบบไม่อยากเสียไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้ ก็อยากคบกับเขาไปจนแก่ครับ”
โอกาสที่จะกลับมาจับมือกันอีกครั้ง คงต้องใช้เวลา
ต้า : “มันก็คงต้องใช้ระยะเวลาครับ ซึ่งสมมติตอนนี้เขาบอกว่าเขาสูญเสียอะไรไปบ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง จิตใจ หรือทรัพย์สิน เราก็สูญเสียไปเช่นกัน แค่ว่าเราเสียมาก่อนเขา แล้วเราสู้มาคนเดียวเลย ผมสู้มาคนเดียวจนหลังๆ ได้มีนะครับ พี่แอ๊ะ มีทนายมุก แล้วก็ผู้ใหญ่หลายท่านเข้ามาช่วย ต้องขอบคุณพี่แอ๊ะ ขอบคุณทนายมุก ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านนะครับ (ยกมือไหว้)แล้วก็ขอบคุณแฟนคลับพี่น้องประชาชน ที่เริ่มมาให้กำลังใจครับ ซึ่งมันเหมือนวันนี้ว่าผมผ่านแล้ว ทีนี้ถ้ามันมีวันใดวันหนึ่งที่ผมลุกขึ้นมาขยันทำงาน จนผมอาจจะสร้างรายได้ จนผมสามารถแบบว่ามีเหลือในการที่จะเอาไปคืน ในส่วนที่เขาบาดเจ็บในการทะเลาะกันครั้งนี้ เพื่อขอกลับมาเป็นเพื่อน แล้วถ้าเขายอม วันนั้นก็มีครับ”
หลังจบ “โหนกระแส” ยังไม่ได้คุยหรือสบตากันเลย เพราะอากัปกิริยาของอีกฝ่ายดูไม่สู้ดี
ต้า : “ไม่ได้สบตาครับ เพราะว่าหลังจบรายการ ทางพี่หนุ่มก็ขอชวนผมกับเขาไกล่เกลี่ยกันต่อครับ ก็ต้องขอบคุณพี่หนุ่มมากนะครับ ที่ช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าอากัปกิริยาเขาไม่ดีเลยครับ”
ปวดใจเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ หลังรายการจบ
ต้า : “เห็นครับ ก็ปวดใจ เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เห็น ไม่อยากเห็น แล้วเราก็คนเคยแบบดีต่อกัน แล้ววันนี้มันกลายเป็นศัตรูกัน ไม่ได้รู้สึกดีใจ ไม่ได้รู้สึกเสียใจ ไม่ได้รู้สึกสะใจอยู่แล้วครับ แต่ว่าเราอยากชนะในแบบวิธีที่เราทำงานด้วยฝีมือ เราไม่ได้อยากชนะบนกองซากปรักหักพังครับ”
ยันเพื่อนไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเมีย ชื่นชม “แอม” ออกตัวสู้ให้สามีเต็มที่
ต้า : “ไม่เกี่ยวครับ อันนี้ก็ต้องแบบว่าคืออยากชื่นชมเมียเขา ชื่นชมเลยว่าเมียเขาแบบออกตัวให้เขา ต่อสู้ให้เขามาชนกับผม พยายามดีแคร์ คือในมุมหนึ่งก็คือต้องชื่นชมน้องแอมมากๆ ก็เลยแบบเออ แต่เราเคยเป็นคนนั้นมาก่อน เราก็เคยอยู่ข้างๆ เขาแล้วคอยต่อสู้ดีแคร์ให้เขามาก่อน”
ขออย่าวิจารณ์แอม เห็นใจเพศแม่ อยากปกป้องผัว
ต้า : “ก็อยากจะขอสังคม ผมเป็นคนที่เห็นใจเพศแม่ เห็นใจผู้หญิง ก็ไม่อยากให้สังคมไปวิจารณ์ทางน้องแอม เมียเขาครับ เขาก็เป็นผู้หญิง แค่ถ้าทุกคนมองนะครับ อาจจะหมั่นไส้อะไร แต่อยากให้มองว่ามันเป็นความรักบริสุทธิ์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อยากจะปกป้องผัวผมมองในมุมว่าผมชื่นชมน้องแอมมาก”
แจงพูดว่ารำคาญ “แอม” เพราะอีกฝ่ายจะเอาแต่แชตขึ้นมาอ้าง
ต้า : “ผมหมายถึงว่า ณ วันนั้นที่เขาเอาแชตมาอ้าง คือผมพิมพ์ว่าผมไม่เอาอะไรเลย ผมยกหนี้ให้ เพราะผมรำคาญที่เขามาตามตื๊อผม เมียเขา ผมเลยพิมพ์ไปเพื่อที่จะให้เขาไม่มายุ่งกับผมเพราะว่าพิมพ์ไปมันไม่มีผลอะไร เพราะเขาไม่ใช่กรรมการ ก็ไม่ใช่เจ้าของ ผมไม่ได้คุยกับพี่ยัต”
ยอมรับกลัวคนตีความผิด ว่ารำคาญเมียเพื่อน
ต้า : “กลัวครับ ต้องขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้น ผมก็ได้ทำการขอโทษเขาก่อน แล้วพอพูดไปมีคำว่ารำคาญ พอเขารู้สึกไม่ดี ผมก็ขอโทษน้องแอมเขาอีกรอบหนึ่งครับ (ยกมือไหว้)”
สวน “ยัต” ว่ายังพูดไม่จบ เพราะรู้สึกโดนกดดัน และอยากสู้เพื่อทุกคนที่ให้กำลังใจ
ต้า : “คือผมโดนเขากดมาตลอดหลายปี ณ ตอนนั้นพอเขาแว๊บมา หรือการเห็นแววตาสีหน้าเขา มันเป็นบาดแผลภาพจำที่มันถูกกระทำซ้ำๆ แล้วมันเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิต มันไม่มีวันหายครับ ยังไงผมกลัวเขาอยู่แล้ว แต่ทีนี้ 4-5 วันมานี้ ผมต้องขอบคุณ (ยกมือไหว้) พี่ๆ น้องๆ ประชาชนชาวไทยครับ ที่แบบให้กำลังใจผมครับ (ร้องไห้)ผมสู้คนเดียว ผมสู้คนเดียวมา อันนี้คือร้องไห้ด้วยความดีใจนะครับ ที่ทุกคนเอ็นดูให้กำลังใจผม ผมสู้มาคนเดียว คนเดียวเลยครับ มา 10 กว่าเดือน ผมออกมาสู้ ผมโดนทัวร์ลง หาว่ามาโจมตีขายเพื่อน ผมแบบไม่รู้จะปรึกษาใครครับ แล้ววันหนึ่งทุกคนมาเอ็นดูให้กำลังใจผมมาก จนผมแข็งแรงขึ้น พอเลี้ยวกลับมาที่คำถาม วินาทีนั้นครับ ถ้าผมหงออีก ผมนึกถึงคนที่มาให้กำลังใจผม ผมรู้สึกว่า เอ้ย ผมต้องสู้เพื่อพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจผมครับ”
เสียใจกับสิ่งที่ “ยัต” พูดในวันนี้
ต้า : “รู้สึกเสียใจครับ เพราะเขาจะเบลม จะเบี่ยง จะสาดให้ผมเป็นคนผิดครับ”
ที่ออกมาพูด แค่อยากเรียกร้องความเป็นธรรม
ต้า : “ผมแค่เรียกร้องความเป็นธรรมครับ ในส่วนที่ผมควรจะได้ ที่ผมเหนื่อย ทุ่มอุทิศชีวิตมา วิชาชีพที่สร้างมาจาก เฟ็ดเฟ่ ต่อมา ชัยโสโร ทั้งหมดมัน 15 ปี ผมขอแค่ส่วนที่ผมควรจะได้ แล้วมันอยากจะคุยตกลงกัน ไม่ต้องได้เต็มก็ได้ แล้วผมก็ไปตั้งต้น เป็นทุนตั้งต้นไปสร้างช่องใหม่ของผม”
ตัวเลขคร่าวๆ ที่ตกลงคือ 19 ล้านบาท
ต้า : “19 ล้านครับ อันนี้ยังไม่นับตัวแชนเนล YouTube ที่ผู้ติดตาม 3 ล้านกว่านะครับ Facebook แฟนเพจ แล้วก็ TikTok ที่มีการซื้อขายในกลุ่มฟอลโลว์ อันนี้ยังไม่ได้นับ นับแค่ในส่วนที่ผมควรจะต้องได้ในตลอด 7 ปี ที่อยู่ที่บริษัท ผมไม่ได้บวกอะไรเพิ่มเลยด้วย อะไรที่ไม่นับ ผมตัดทิ้ง ผมตัดได้ อยู่ที่ 19 ล้านครับ”
พร้อมถอยและถอนแจ้งความตามที่อีกฝ่ายจะทำ เพราะอยากให้ทุกอย่างจบไวๆ
ต้า : “ทำครับ ผมพร้อมที่จะถอย พร้อมที่จะให้อภัย ให้มันจบไวๆ ครับ ผมอยากเริ่มต้นใหม่ ผมอยากทำงานแล้วครับ ผมเป็นคนชอบทำงานมากครับ”
ถ้าทุกคนที่ต่อสู้มาเคียงข้าง ไม่อยากให้กลับไปร่วมงานกับ “ยัต” ก็จะยึดตามนั้น
ต้า : “ก็จะมีใน 2 ส่วนนะครับ ส่วนแรกก็คือว่า อย่างที่บอกผมต่อสู้มาคนเดียว แล้ววันนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่มาช่วยเหลือ มาออกตัวให้ มีแฟนคลับ มีพี่น้องประชาชนที่ดึงผมขึ้นมานะครับจากหลุมดำ ให้ผม ให้ไอ้ต้าสู้ๆ โดยหลักแล้วก็ต้องไม่ลืมคนที่ต่อสู้มาเคียงข้างผม ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ พี่น้องประชาชน แฟนคลับ ดังนั้นถ้าประชาชนไม่โอเค ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่โอเค ผมก็ต้องยึดตามคนที่เขาช่วยเหลือผม ก็คือทุกคนนะครับ”
แต่ถ้าตัดทุกอย่างออกไม่เอาคนอื่น ก็อยากกลับไป
ต้า : “อยากครับ คืออันนี้ก็ต้องพูดแฟร์ๆ ว่าในส่วนที่ดีของเขา ส่วนที่เราชอบโมเมนต์ร่วมกัน ความคลิกกัน อะไรร่วมกัน มันมีเยอะมากครับ เอาจริงมีเยอะมากกว่าสิ่งไม่ดีครับ ก็เสียดายโมเมนต์พวกนั้น ถ้า มันแก้ไขอะไรกลับไปได้ ต้องการอยู่แล้วครับ”
เสียใจจากเคยเป็นแฟนคลับคนแรก วันนี้ต้องมาแตกหักกัน
ต้า : “มันเสียใจมากครับ ก็คือถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ครับ ก็คืออยากจะฝากนะครับ ให้เป็นอุทาหรณ์กับทุกท่าน ว่ามีอะไรก็เคลียร์กัน คุยกันครับ ผมว่าเรื่องนี้อาจจะยังไม่ค่อยเก็ตในสังคมไทย คือคำว่า แกสไลต์ติ้ง มันทำร้ายคนจริงๆ ทำร้ายความสัมพันธ์จริงๆ ครับ บางทีมันอาจจะเกิดจากความเผลอ อาจจะไม่ได้ตั้งใจนะ แล้วแกสไลต์ติ้งมันไม่ได้เกิดแค่เรื่องผม มันมีทั้งคู่รัก ผัวเมีย บางทีผัวจะชอบกดขี่ แกสไลต์ฯ เมีย โดยที่ไม่รู้ตัวด้วย มีในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน
วันนี้มันอาจจะยังไม่ได้เกิดกับคุณ แต่คนที่คุณรักก็อาจจะโดนอยู่ก็ได้ หรือคุณอาจจะทำคนอื่นอยู่ ก็เช็กตัวเองด้วย และใครนะครับที่โดนอยู่ ผมเข้าใจความรู้สึกเลยว่า มันไม่สามารถออกมาได้จริงๆ ครับ เพราะว่าส่วนใหญ่แกสไลต์ฯ จะเกิดจากคนที่เรารัก เราจะออกมาก็ได้ แต่เรารักเขา เราก็ยอม บางทีก็ยอม ก็เลยอยากฝากเรื่องนี้ให้กับสังคมไทยด้วยครับ ว่าใครทำอยู่ เช็กตัวเองแล้วอย่าไปทำกับคนอื่น หรือใครโดนอยู่ให้สู้ครับ แล้วก็ทำเหมือนผมครับ ถ้าคุณเจอปัญหาอยู่ในที่ไหน ทำเหมือนผมคือหนีออกมาครับ หนีออกมาจากตรงนั้น แล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ”
ตอนนี้เป็นความรู้สึก ทั้งรัก ทั้งเคือง
ต้า : “มันทั้งรัก ทั้งเคืองครับ ความเคืองก็มี ยังรักอยู่ก็มีครับ”
เรื่องความแค้นสะสม 9 เดือน ของ “ยัต” จุดเริ่มต้นมาจากอีกฝ่าย ที่บังคับให้เซ็นโอนหุ้น
ต้า : “อันนี้ก็ขออนุญาตตอบนะครับ แต่ว่าก็ฟังหูไว้หูนะครับ ถ้ามันไม่ถูก ก็ให้ทางเขามาแก้ได้เลย ก็คือว่า จุดเริ่มต้นความแค้น เริ่มจากเขาก่อน ก็คือตัวคลิปเสียงเรื่องบังคับให้ผมเซ็นโอนหุ้น ยกบริษัทช่องเฟ็ดเฟ่ยกให้เขาครับ จุดเริ่มต้นคือวันนั้นเลยครับ เขาบอกว่าเขาอยากได้บริษัทเฟ็ดเฟ่ไปทำต่อ เขาบอกจะเอาไปทำกับเพื่อนๆ ครับ เราก็ช็อกครับว่าหือ เอาขนาดนี้เลยเหรอ เราก็แบบว่าถนอมใจบอกว่าเดี๋ยวขอเอาไปอ่านก่อน แล้วเดี๋ยวเซ็นส่งแมสฯ กลับไปให้ เขาก็หุนหัน โกรธ ไม่ยอม เขาบอกต้องเซ็นเลย เซ็น ต้องเซ็น
แล้วตอนนั้นผมทำงานประจำอยู่บริษัทลอตเตอรี่พลัส เขามาดักเจอผม ผมทำงานอยู่ ผมลงมาแล้วไปดักเจอ แล้วเขาก็มี 3 คน เขา ภรรยาเขา แล้วก็ลูกน้อง รุมกดดันผม ให้ผมเซ็นยกเฟ็ดเฟ่ให้เขา ผมก็ไม่เซ็น เขาก็โกรธ โมโห ด่าทอ ด่าถึงพ่อ เสร็จเขาก็บอกว่าถ้าผมไม่เซ็น เขาจะขึ้นไปที่บริษัทที่ทำงานผม ไปตะโกนโวยวายโวยวายให้ผมโดนไล่ออก ณ ตอนนั้นผมยังไม่ได้ดีขึ้น สภาพอาการจิตผมยังไม่ได้ดี ผมก็กลัว ผมกลัวมาก”
คำว่าเอาไปทำกับเพื่อน ไม่ได้รวมตนอยู่ในนั้น
ต้า : “ไม่มีครับ วันนั้นก็ไม่ได้ถามครับ แต่ว่าเขาเอ่ยชื่อมา ทำกับคนโน่น คนนี้ แต่ไม่มีเราครับ”
ไม่มีสัญญามาให้ ก่อนที่จะบังคับให้เซ็น
ต้า : “ไม่มีเลยครับ มันจะมีเหมือนประมาณว่าตอนที่อยู่บริษัทเก่าเนี่ย เขาทำกับผม ผมเป็นเหมือนหลังบ้าน เป็นคนทำงาน แล้ววันที่เขารั้งผมไม่อยู่ ผมหนีออกมาแล้ว เขาก็ไม่มีใคร เขาก็เลยเบนไปที่กลุ่มเพื่อนเก่าเฟ็ดเฟ่ ก็เลยไปหว่านชวนเพื่อนเก่าเฟ็ดเฟ่ให้มาแทนผม มาทำงานให้เขาแทนผม (เขี่ยเราออก?) ก็ไม่เชิงเขี่ยครับ เราเป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหว หนีออกมาเองกันด้วย แล้วเหมือนเขาก็มองว่าถ้าพี่ต้าไม่อยู่กลุ่มเฟ็ดเฟ่ยังมี เขาก็เลยมองว่าจะเอากลุ่มเพื่อนมาทำงานแทนผม เพื่อทำงานให้เขาต่อ”
ยันไม่ได้ลบเพจทิ้ง ส่วนการดีดแอดมินออก เพราะรู้สึกเหมือนจะโดนแฮก
ต้า : “อันนี้จะมี 2 ส่วนนะครับ มีการเอาแอดมินออก กับลบบัญชี ตอบลบบัญชีก่อนนะครับ ว่าเป็นไปไม่ได้ครับที่ผมจะทำ เพราะว่ามันเป็นเพจผม ใครจะลบเพจตัวเองทิ้งนะครับ เพราะวันนั้นเรายังไม่ได้ตกลงกันเรื่องมีเดียกันเลย ว่าอันไหนเป็นของใคร มันยังเป็นของผมอยู่ครับ แล้วส่วนไอ้ลบแอดมิน เราเป็นเจ้าของเพจ แล้วมันเกิดเหมือนเหตุการณ์ที่เหมือนจะโดนแฮกหรืออะไรสักอย่าง เราไม่ไว้ใจในตัวลูกน้อง เราก็ดีดลูกน้องออกก่อนครับ ซึ่งเขาก็เบลมว่าเป็นเราครับ”
“ทนายอาร์ม” บอกว่าเงินที่เราได้เดือนละแสน ทำมาตั้ง 7 ปี มันต้องมีเงินเป็น 10 ล้าน แล้วมันหายไปไหนหมด
ต้า : “ก็ไม่เคยเอาออกมาใช้ครับ (เงินที่ได้อยู่ในบริษัท?) เก็บสะสมไว้ครับ เคยมีเข้าบัญชีแค่ครั้งเดียว ที่แบ่งกำไรกัน ก็คือไอ้ 1,200,000 บาท ที่แบ่งกันประมาณปีที่ 2 ครับแล้วเขาก็ยืมผมกลับไป 550,000 บาท ทุกวันนี้ยังไม่ได้คืนครับ แล้วเป็นครั้งเดียวที่ผมได้เงินกำไรมา จากนั้นต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ไม่เคยเอาเงินออกมาเลยครับ”
เคลียร์ชัดเรื่องติดการพนันไม่ใช่เรื่องจริง
ต้า : “ไม่จริงแน่นอนครับ”
เผยอีกฝ่ายจะเรียกร้อง เรื่องที่ชื่อเสียงเสียหาย
ต้า : “เหมือนวันนี้เขาจะพูดเรียกร้องว่าเขาเสียหาย ในเรื่องของกระแสสังคม”
ทนายมุก : “ในที่นี้ที่เขาเรียกร้องมา จากการพูดคุยคือเขาเสียหายในเรื่องของชื่อเสียง เสียหายในเรื่องที่ว่า สิ่งที่เขาเอากลับคืนมาไม่ได้ในเรื่องของครอบครัวเขา เรื่องลูกน้องเขา ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าในเคสนี้ มันเป็นการแบ่งคนที่อยู่ฝั่งพี่ต้า ฝั่งพี่ยัต แล้วก็ฝั่งเพื่อนๆ ในวันนี้ตอนสุดท้าย เหมือนทั้งคู่ก็ร้องไห้ ทั้งพี่ยัต แล้วก็ทั้งพี่แอม ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่ว่าจากที่คุยกับพี่หนุ่ม แล้วพี่หนุ่มก็ขอว่าอะไรที่มันมันร้ายๆ อย่าเพิ่งพูดได้ไหม
สิ่งที่เขาเรียกร้องมาทั้งหมด ถามว่าในอนาคตทนายประเมินว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป อันนี้ต้องขอพูดตามความเป็นจริงเลยนะคะ ก็คุยกับทนายอีกฝ่ายนึงเหมือนกัน ยกเว้นพี่อาร์มคนเดียว พี่อาร์มพูดว่าเดี๋ยวไปคุยเรื่องตัวเงินเลย แต่ทนายอีกคนหนึ่งก็บอกว่าเดี๋ยวรอดู พี่ยัตก็พูดคำสุดท้ายประมาณว่า พิจารณาต่อ ทีนี้เราไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ แต่คาดว่าน่าจะมีการคุยเรื่องตัวเลขต่อไปค่ะ
เรื่องเงิน 19 ล้าน เบื้องต้นก็ต้องไปดูพวกการเงิน เอาจริงๆ บริษัทเนี่ย สุดท้ายไปดูบัญชี มันก็ไม่ใช่บัญชีที่แท้จริงอยู่ดี มันก็จะมีบัญชี 2 บัญชีอะไรหรือเปล่า ก็คงจะต้องมีการติดตามทนายทั้งสองฝ่าย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นนัดต่อไป วันที่ 22 กันยายน นัดคดีลิขสิทธิ์ ก็ต้องมีการพูดคุยกันในเรื่องของส่วนตรงนี้ ว่าจะเอายังไงกันต่อ (19 ล้านนี่มันเป็นตัวเลขที่มีอยู่จริงไหม?) ถ้าขายทรัพย์สินมีอยู่จริงค่ะ มีสูงกว่านั้น แล้วพี่ต้ายังไม่ได้ประเมินเรื่อง YouTube, Facebook แล้วก็ TikTik YouTube อยู่ที่ 3 ล้านกว่า TikTok อยู่ที่ 500,000 กว่า แล้วเพจล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 25,000”
ส่วนคดี พ.ร.บ.คอมพ์ฯ จะเป็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา แจ้งวัฒนะ นัดเช้าค่ะ เป็นนัดสืบพยานแล้ว จะเป็นนัดสุดท้ายของคดีนี้ ก่อนที่จะพิพากษา ซึ่งพี่ต้าเขาต่อสู้ว่าเขาทำทุกขั้นตอน (วันนั้นจะทราบผลการตัดสินเลยใช่ไหม?) จะเป็นการสืบพยานก่อนค่ะ ซึ่งทางทนายอาร์ม มีการพูดว่าก็น่าจะมีการไกล่เกลี่ยกัน หรืออาจจะอัปเดตสิ่งที่คุยกันวันนี้ค่ะ”
กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา
ต้า : “กราบขอบพระคุณนะครับ พี่น้องประชาชนทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ครับ (ยกมือไหว้) ขอบพระคุณมากๆ คือมีความหมายกับผมมากๆ ผมดีใจมากครับ คือต้องเล่าว่าผมไม่กล้ามาเจอ มานั่งดีเบตกับเขา เพราะผมกลัวเขามาก อย่างที่เคยเล่าครับ เป็นเรื่องจริงหมด ว่าแค่ได้ยินเสียงท่อรถ ผมก็สั่นไปทั้งตัวแล้ว คิดในใจว่าวันนี้กูจะโดนอะไร วันนี้จะโดนด่าอะไร ผมกลัว สั่น กลัวทุกอย่าง ผมกลัวตลอดเวลา เพราะว่าโทรศัพท์ผม เขามีเบอร์ผม ผมกลัวแม้กระทั่งอย่างนั้นนะครับ
แล้วผมก็กังวลมาก หมายถึงว่าก่อนหน้านี้นะครับ ผมแทบจะไม่กล้าเจอเขาเลย แล้วพอ 5 วันที่ผ่านมาได้กำลังใจจากพี่น้องประชาชน แล้วก็พี่ๆ อินฟลูฯ พี่ๆ ดารา นักร้อง ต้องขอบพระคุณทุกคนมากครับ พอได้กำลังใจจากตรงนั้น มันเลยทำให้ผมที่แบบว่า เฮ้ย เราจะมาฝ่อไม่ได้ เขาให้กำลังใจเรา ต้องให้ไม่สูญเปล่า พอวันที่ได้เจอเขาครั้งแรก กลายเป็นผมไม่สั่น คุยรู้เรื่อง ก็เลยต้องขอบพระคุณ ขอบพระคุณพี่น้องประชาชนทุกคนมากครับ
ก็อยากจะขออุทิศเรื่องของตัวเอง ให้เป็นอุทาหรณ์ แล้วผมจะทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน ของสังคม เป็นตัวแทนให้คนที่ หนึ่งคือมีปัญหาทางโรคซึมเศร้า ขอเป็นกำลังใจให้คนที่มีปัญหาซึมเศร้า ขอให้เข้มแข็ง แล้วก็ฝากทุกคนอย่าไปด้อยค่าคนรอบตัว ที่เขาบอกว่าเขาเป็นซึมเศร้า คนที่พูดว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าเนี่ย ไม่กล้าบอกใครนะครับ เพราะกลัวโดนเขาด่าตอแหx อย่าทำอย่างนั้นมันจะยิ่งขยี้เขาครับ
แล้วก็ควรเปลี่ยนสังคมไทยครับ ก็ผมยืนยันคำเดิมว่า นักวิจารณ์มีมากมาย คนให้กำลังใจมีไม่มากพอครับ เราควรเป็นสังคมที่ให้กำลังใจกัน แม้กระทั่งในออนไลน์ เราเลื่อนฟีดไป ไปเจอใครมีปัญหา ต่อให้ไม่รู้จัก พิมพ์ให้กำลังใจเขาครับ มันมีคุณค่ามากครับ ผมเคยได้รับมาแล้วครับ ที่ทำให้ผมยืนได้ครับ”


