“อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” เปิดใจวงการหนังไทยต้องพึ่งความร่วมมือหลายฝ่าย ชี้คนดูน้อยลงเพราะปัจจัยเศรษฐกิจ ยอมรับโทรศัพท์ โซเชียล และ AI เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนดู เผย “นาคี 3” ทุ่มเต็มศักยภาพ เตรียมเข้าฉาย 22 ต.ค. อัปเดตสุขภาพ 80% ฝากทุกคนดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ
ยังคงเดินหน้าทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่ สำหรับผู้กำกับและนักแสดงรุ่นใหญ่ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ที่ล่าสุดมาร่วมงานประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติ “PATTAYA INTERNATIONAL FILM FEST 2026” ครั้งที่ 4 พร้อมเปิดใจถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเจ้าตัวมองว่าการมีงานประกาศรางวัล ถือเป็นกำลังใจให้คนทำงาน แต่หากต้องการให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
“ในส่วนการทำงานก็เป็นแค่กำลังใจ ใครได้รางวัล แต่ว่าถ้าจะให้ดีมันต้องมีอย่างอื่นประกอบอีกเยอะ อย่าให้พูดเลย มันหนีไม่พ้นเรื่องของความร่วมมือในแง่ของทุกฝ่าย ลำพังนักลงทุนของคนไทย ที่มาลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มันได้ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง มันไม่สามารถที่จะโตไปในส่วนของอินเตอร์ เวิลด์ไวส์ โกลบอล เพราะว่ามันใช้ทุนเยอะ”
คนไทยดูหนังน้อยลง เพราะสภาพเศรษฐกิจ
“พื้นฐานของคนไทยนะ คนจนมากกว่าคนรวย เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีเงิน 200-300 บาท เขาอาจจะเก็บไว้กินข้าว ดีกว่าจะมาดูหนัง แล้วคนจำนวนนี้เป็นประชาชนส่วนมากในประเทศ มีส่วนน้อยที่มีเงินเหลือที่จะมาดู เราก็ทำเสิร์ฟแค่นั้นแหละ ทาร์เก็ต กลุ่มคนดู มันก็มีจำนวนจำกัด”
ถึงจะท้อแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะใจมันรักการทำหนังไปแล้ว
“ก็ทำไงได้ ใจมันรักไปแล้ว มันเป็นวิญญาณ เป็นจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของอาชีพส่วนหนึ่งด้วย กล้องหนังไม่ได้มีแค่ผู้กำกับคนเดียว มีทีมงานเยอะแยะ ที่เขามีรายได้ตรงนี้ ผู้กำกับบางคนทำหนังปีหนึ่ง 2-3 เรื่ง ไม่ใช่ว่าเขาอยากได้เงิน ไม่ใช่ว่าเขาอยากทำงานเยอะ แต่เขาต้องทำเพราะลูกน้องเขา ปัจจัยมันเยอะมาก”
จุดที่เลวร้ายที่สุดของคนทำหนัง คือการแพ้ให้กับโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการใช้ AI
“เฮ้อ จริงๆ นะ นับวันมันก็แพ้ในส่วนของโทรศัพท์ที่เรามี แพ้ก็คือแพ้โซเชียล เราแพ้ราบคาบมาแล้วตอนนี้ก็คือทีวี มันไม่เหลืออะไรแล้ว โดนโซเชียล โดนโทรศัพท์ตรงนี้ทำลาย เพราะว่าคนดูทางโทรศัพท์ ไม่ดูทีวีแล้ว เอเจนซีเขาบอกว่าไม่มีเรตติ้ง เขาก็ไม่จ่ายเงิน สถานีก็ไม่สามารถที่จะควักกระเป๋าทำรายการ หรือทำคอนเทนต์เข้ามาได้ มันจะน้อยลงๆ แล้วก็จะปิดตัวไปในที่สุด สำหรับผมนะ ทีวีอาจจะเป็นแค่ เครื่องถ่ายทอด สำหรับต่อกับโทรศัพท์เรา ต่อกับไอแพดเรา เพื่อดูสตรีมมิ่ง ดูอะไรไป แล้วมันจะลามมาถึงภาพยนตร์ไหม มันก็อาจจะเป็นได้ เพราะทุกวันนี้ AI ก็มีผล ทำง่าย ดูกว่าง่าย หนังสั้น ไม่ต้องลงทุนเยอะ”
ต้องทำใจยอมรับความจริง เรียนรู้และสู้เท่าที่ไหว
“ก็ต้องทำใจครับ มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ ต้องเผชิญกับมัน แล้วก็ต้องเรียนรู้กับมัน สู้เท่าที่สู้ไหวครับ”
ไม่รู้จะกลับมาเป็นแบบเดิมได้ยังไง ทำได้แค่นั่งไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
“เป็นคำถามที่ผมก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะว่าอะไรวะ กูจะทำไง ทำหนังให้คนดู ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยบอกลูกหลานมาดูหนังผมด้วยเถอะ มันทำได้แค่นี้จริงๆ แต่ว่าสำหรับคนทำนะ ผมเชื่อว่า ความสุขของเราอยู่ที่ได้ทำ แล้วก็ภูมิใจที่ได้ทำ มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน เราไม่สามารถไปบอกคนให้มาดูได้ เราไม่สามารถไปบอกคนว่า เฮ้ย มาเถอะ ช่วยหนังไทย กูช่วยตัวกูเองยังไม่รอดเลย ถ้าเขาตอบมาอย่างนี้เราก็ยุ่งนะ เพราะฉะนั้นเราเข้าใจเขา เข้าใจคนส่วนมาก แล้วก็เข้าใจตัวเราด้วย ที่สุดจริงๆ เราต้องเข้าใจ สิ่งที่มันพัฒนาขึ้น เปิดใจยอมรับ แล้วก็ไปกับมัน เรียนรู้มัน ทำได้แค่นั้นเอง”
ภาพยนตร์ “นาคี 3” เตรียมเข้าฉายวันที่ 22 ตุลาคมนี้
“อะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะเหนื่อยยากขนาดไหน เราจะลำบากขนาดไหน เราจะท้อแท้อะไรก็ตาม วันที่ 22 ตุลาคม ไปดูหนังกันนะครับ นาคี 3 ถามว่าคาดหวังไว้ยังไง เราไม่เคยคาดหวัง ทำงานทุกชิ้นในชีวิต พูดตรงๆ ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เท่าไหร่ เพราะเราคาดไม่ได้ ผมว่าอยู่ที่การตลาด ถ้าการตลาดเข้าถึง สามารถทำเข้าไปถึงใจของคน สามารถผลักดันให้เขาลุกจากเตียง ออกจากบ้านมาโรงหนัง ซื้อตั๋วแล้วเข้าไปชมได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่วิเศษสำหรับคนทำหนัง แต่นั่นก็ต้องพึ่งการตลาด การตลาดสำคัญครับ”
ทุ่มเต็มที่เท่าที่ศักยภาพและงบประมาณจะทำได้
“ก็ทำเต็มที่เท่าที่ศักยภาพเราจะทำได้ เท่าที่เงินของเรามี (ทุ่มทุนไปเท่าไหร่?) ไม่ทราบครับ เพราะไม่ได้เป็นคนจ่าย เมียเป็นคนจ่าย นายก็จ่าย เพราะว่าหนังเรื่องนี้ร่วมลงทุนกัน ก็มีโมโน นายประวิทย์ มาลีนนท์ แล้วก็เมเจอร์ ผมมีหน้าที่ใช้เงินอย่างเดียว ใช้เวลาถ่าย 6 เดือนนะ แต่ CG ตอนนี้ 2 ปีแล้วครับ ผมคิดว่าจะแก้จนกว่าจะฉายอะ”
อัปเดตสุขภาพตอนนี้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
“ประมาณสัก 80 เปอร์เซ็นต์ครับ มันก็เดินพอได้ พูดพอได้ แต่แขนข้างนี้ยังไม่ได้ ก็ยังทำกายภาพอยู่ แต่เราไม่ห่วงอะไรเลย ลูกเราก็สบายแล้ว เพราะว่าเขาโตแล้ว เขาจะไปทางไหนก็เรื่องของเขา เขาเดินไปทางไหนก็ตีนของเขาพาไป ใจเขาก็พาไป เขาอยากทำอะไรก็ทำ ภรรยายิ่งไม่ต้องห่วง แต่ห่วงเรื่องงานเยอะแล้วเขาเครียด แค่นั้นเอง แต่พยายามบอกว่าอย่าไปเครียดเยอะ มันไม่ไม่ได้อะไร ห่วงเรื่องเดียวเนี่ย อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร พยายามจะปล่อยวาง เพราะว่าไม่งั้นตัวเราจะแย่”
ห่วงภรรยาทำงานหนัก บอกตลอดว่าให้พักบ้าง
“บอกครับ แล้วก็โดนด่าแล้วครับ (ไม่กล้ากับคุณภรรยา?) อ้าว ใครกล้า ถามคำถามที่มีคำตอบเดียว (หัวเราะ)”
เตือนโรคภัยอยู่ใกล้ตัวเราแค่นิดเดียว ต้องพักผ่อนและดูแลร่างกายให้ดี
“มันใกล้เรานิดเดียวเอง ใกล้ตัวมาก ไม่ใช่สโตรกอย่างเดียว ทุกอย่าง ต้องระวัง ต้องพักผ่อน พื้นฐานของการที่จะไม่เป็นโรคมีอะไรบ้าง จงทำเถอะ ผมไม่สามารถจะไปบังคับได้ เพราะเมื่อก่อนผมก็บังคับตัวเองไม่ได้ ใครบอกกูก็ไม่เชื่อ หมอสั่งยากูกินวันเดียวแล้วก็วางแล้ว ไม่กินไม่อะไรทั้งสิ้น ไม่เจอกับตัวไม่รู้ แต่สำหรับคนที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว มันทรมานมากนะครับ ถ้าใจคุณไม่แข็งพอก็ติดเตียง ถ้าสโตรกนะ สำหรับโรคอื่น ถ้าใจคุณท้อ มันก็ทำลายคุณ วันดีคืนดีไอ้โรคประหลาดๆ มันก็มา บังคับให้เราเป็น แล้วบังคับให้เราไปฉีดวัคซีน แล้ววัคซีนก็เสืxกทำให้เรา หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนี้ทุกคนโทษวัคซีน
พื้นฐานของคนที่จะไม่อยากเจ็บ ไม่อยากป่วย คือดูแลตัวเอง แต่ดูยังไงเหรอ ไม่รู้ มึงไปหาเอาเอง มึงไปค้นคว้าเอาเอง ดูแลตัวเอง พักผ่อนเยอะๆ สำหรับคนที่ไม่ค่อยกินน้ำ ก็กินน้ำเยอะๆ อย่าไปเครียด เครียดมากไม่ได้ มันสะสม พื้นฐานมันมีแค่นี้เอง กินดีๆ น้ำตาลก็กินน้อยหน่อย กินทำไมมากมาย กินแค่ให้หายอยากก็พอ แต่จะไปบังคับบอกมึงอย่านะ มึงต้องทำนะ ไม่ได้ครับ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์”
การสูญเสียคนในวงการบันเทิงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันหลายรายในปีนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือการป้องกันและดูแลตัวเองให้ดีที่สุด
“เราค่อนข้างจะเข้าใจในการสูญเสียตรงนี้นะครับ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน วันนี้เรายืนอยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะไม่ได้ยืนก็ได้ พระท่านถึงบอกว่า คนเรามีเวลาน้อยนิดเดียวนะ แค่ 3 วันแค่นั้นเอง เมื่อวานนี้ วันนี้ แล้วก็พรุ่งนี้ เมื่อวานนี้เราใช้เวลาไปหมดแล้ว วันนี้เรากำลังใช้อยู่ แล้วใช้ได้ครั้งเดียวนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม พรุ่งนี้ไม่รู้กูจะได้อยู่ใช้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นอะไรจะเกิดมันก็เกิด เราต้องป้องกัน เพราะคนที่ป้องกัน โอกาสที่จะเกิดกับเราก็น้อย แต่คนที่ไม่ป้องกัน โอกาสที่จะเกิดก็มาก เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าอยากให้ป้องกันนะ แต่ป้องกันอะไรยังไง ไปหาเอาเอง”


