“แป้ง อรจิรา” เล่าไปพบจิตแพทย์หลังจากที่อยู่ๆ ก็ร้องไห้กลางไลฟ์ พบตนมีภาวะวิตกกังวลจากความเครียดสะสมที่ต้องแบกรับหน้าที่หลายอย่างในครอบครัว พบจิตแพทย์ เลือกบำบัดตัวเองด้วยการหลบไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ต่างประเทศ 4-5 วัน แทนการกินยา เพื่อนพูดให้สติทำให้เข้าใจการปล่อยวาง
ก่อนหน้านี้ทำหลายคนตกใจที่ อยู่ๆ “แป้ง อรจิรา แหลมวิไล” ก็ร้องไห้ พลั่งพรูความรู้สึกตัวเองออกมา แป้งได้เปิดใจถึงเหตุการณ์ดังกล่าว หลังมาร่วมงานแถลงข่าวซีรีส์ “วารี ๑๐๐ ศพ” โดยยอมรับว่าหลังเกิดเหตุการณ์ตนและสามีได้ไปพบจิตแพทย์ ซึ่งหมอบอกว่าตนมีภาวะวิตกกังวลจากความเครียดสะสม
แป้งเลือกบำบัดตัวเองด้วยวิธีหลบไปใช้ชีวิตคนเดียวต่างประเทศ 4-5 วัน แทนการกินยา วันนี้ดีขึ้นเพราะรู้จักปล่อยวาง เข้าใจตัวเองไม่ได้สตรองอย่างที่คิด
“จริงๆ แล้วมันน่าจะเป็นภาวะหนึ่งของคุณแม่ แล้วก็สาววัยกลางคนที่เริ่ม…. หลังจากเหตุการณ์วันนั้นแป้งก็ไปหาจิตแพทย์ รู้สึกว่าเอ๊ะ ฉันเป็นอะไร ทำไมฉันรู้สึกหมดไฟ รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเจออะไรก็เปราะบางไปหมด ไปเจอทั้งจิตแพทย์ทั้งนักจิตบำบัด อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร เหมือนไปขุดว่ามีปัญหาอะไรข้างในจิตใจหรือเปล่า หมอบอกไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่ว่าอาจจะมีภาวะวิตกกังวล อาจจะเหนื่อย เพราะตอนนั้นลูกปิดเทอม แล้วเราทำหลายหน้าที่ สามีมีลูกอยู่แล้วด้วย เราเลยต้องทำหลายหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งภรรยาด้วย ใดๆ ด้วย คือเป็นภาวะผู้หญิงวัยกลางคนที่เหนื่อยคนหนึ่งค่ะ”
หลังจากไปพบจิตแพทย์แล้วค้นพบว่าตัวเองเป็นคนที่พยายามสตรอง แต่ลึกๆ แล้วไม่สตรองเหมือนที่คิด
“ดีขึ้นแล้วค่ะ จริงๆ เหมือนเราไม่ค่อยได้เข้ามาสนใจตัวเองว่าลึกๆ เราเป็นคนยังไง แป้งเป็นคนข้างนอกดูสตรอง แต่มาค้นพบว่าลึกๆ แล้วเราไม่ได้สตรอง พอไปหาจิตแพทย์เขาก็ทำให้เราเห็นว่าเราไม่ต้องสตรองตลอดก็ได้ เพราะยิ่งเราพยายามสตรอง พอเจออะไรนิดหนึ่งมันจะเบรกดาวน์แล้วมันล้มไปเลย
จริงๆ วันนั้นไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้นะคะ เหมือนไลฟ์พูดคุยปกติแล้วน่าจะมีใครมาถามจี้อะไรสักอย่าง พอถามโดนใจแล้วก็พรั่งพรูออกมาจนมันหยุดไม่ได้ หลังจากนั้นจากที่เคยปิดว่าเราแข็งแรง มันก็เหมือนพร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา ช่วง 2 อาทิตย์นั้นคือพยายามเข้มแข็ง พอได้แตกสลายไปครั้งหนึ่งแล้วมันก็พร้อมจะร้องไห้ตลอด ปกติออกกำลังกายเสร็จปกติจะเฟรช แต่ช่วงนั้นออกเสร็จแค่เจอลมก็อ่อนไหวเลยตัดสินใจไปหาจิตแพทย์เพราะรู้สึกว่าเริ่มไม่ปกติแล้ว ก็ไปหาทั้งแป้งทั้งสามี”
หมอวิเคราะห์เป็นภาวะวิตกกังวล จากความเครียดสะสม ดีขึ้นได้เพราะคำพูดเพื่อนเตือนสติให้ปล่อยวาง
“หมอบอกว่ามีภาวะ anxiety หรือวิตกกังวล แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรค อาจจะเจอภาวะเครียดหลายอย่างสะสม แล้วเราเป็นคนไม่ค่อยปล่อยวาง พอไปเจอนักจิตบำบัดก็ทำให้รู้ว่าเราแอบมีความเป็นเพอเฟกต์ชั่นนิสต์หน่อยๆ อยากจะคอนโทรลทุกอย่างให้ได้ พอทำไม่ได้มันก็เลยแย่ ที่รู้สึกดีขึ้นเพราะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าฉันเป็นอะไรนะ
ตอนนั้นสามีตกใจเหมือนกันค่ะ ช่วงนั้นคือสามีพูดอะไรคืออย่ามายุ่งกับฉัน อย่าโดนตัว อย่าพูดอะไรที่สวนทาง แค่นิดเดียวคือรับไม่ได้เลย เขาก็ให้สเปซปกติเขาจะชอบบอกให้ทำโน่นทำนี่ แต่ตอนนั้นเขาปล่อยเลย ตอนนั้นแป้งก็ขอไปเมืองนอกคนเดียวประมาณ 4-5 วัน ไปใช้ชีวิตแบบไม่มีลูกไม่มีสามี ซึ่งมันดีขึ้น พอกลับมาก็รู้สึกดีขึ้น เหมือนเราได้ไปเป็นตัวเอง เพราะบางทีพอเป็นแม่เป็นภรรยา เราลืมความสุขของตัวเองจริงๆ ว่าความสุขของเราคืออะไร พยายามจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด อยากให้ลูกมีความสุขก็พาไปทำกิจกรรม สามีก็ไปทำงานแล้วก็มาทำกิจกรรม เราพยายามจะรวมทุกอย่างให้มันดีที่สุด
มันมีคำพูดของเพื่อนพูดว่า ยูจะวอรี่ไปทำไม วอรี่ไปแล้วยูทำอะไรได้เหรอ วันนึงหากมันจะเกิดอะไรขึ้นมันก็คอนโทลไม่ได้อยู่ดีหลังจากเราแป้งก็ปล่อยเลย ช่างมัน พอคิดอย่างนั้นได้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ตอนนั้นมันเปราะบางมากๆ”
พยายามจะไม่พึ่งยา ขอพึ่งตัวเองก่อน
“จริงๆ หมอก็ให้ยามานะคะ เพื่อให้เราชิลขึ้น เพราะตอนนั้นเราเปราะบางพร้อมจะทะเลาะตลอดเวลา แต่แป้งไม่ได้ทานค่ะ รู้สึกว่าฉันจะต้องหายด้วยตัวเอง ไปหาจิตแพทย์มา 2 คน ให้กินยาทั้งสองคนแต่แป้งไม่กินเลย เลือกคุยกับนักบำบัด กดจุดบำบัด เอาทุกศาสตร์จริงๆ ซึ่งกลับมาแล้วหลับดีขึ้น ตื่นมาแล้วรู้สึกดีโดยไม่ต้องพึ่งยา ตอนนั้นจะแข่ง Hyrox ด้วยก็กลัวว่ากินยาแล้วจะไม่มีแรงออกกำลังกาย พอไปพบหมอครั้งที่สอง หมอก็บอกว่าถ้าไม่ไหวค่อยกินนะ เพราะเรายังไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า แค่มีภาวะเครียดชั่ววูบ”
หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำให้ในครอบครัวต้องหันหน้าคุยกันถึงปัญหาอย่างจริงจัง
“ดีฟทอล์กค่ะ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไปดีฟทอล์กกันทั้งคู่ ซึ่งดีนะคะ อยากจะแนะนำทุกคนถ้ามีปัญหาในบ้านไม่เข้าใจกันแล้วคุยกันเองไม่รู้เรื่อง ควรหาคนกลางหรือคนที่มาช่วยเรารับฟัง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก ประเด็นที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เพราะเขาไม่เข้าใจเรา แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราเลย พอได้เจอจิตแพทย์เขาก็ช่วยขุดคุ้ยและอธิบายให้สามีฟังว่ามันเป็นอย่างนี้นะ ตอนนี้ก็ยังนัดหาเรื่อยๆ และต้องบำบัดตัวเองด้วย”
สาเหตุที่ตัดสินใจไปหาจิตแพทย์เพราะลูกสาว ไม่อยากให้อารมณ์ตัวเองมีผลกับลูก
“เหตุผลที่ไปหาจิตแพทย์และอยากจะกินยาเพราะไม่อยากให้อารมณ์เรามีผลต่อลูก แต่คิดอีกทีกลัวว่าถ้ากินยาแล้วมันอาจจะยาวเลยพยายามบำบัดด้วยตัวเองก่อน ไม่แน่ว่าวันไหนเครียดขึ้นมาอีกก็อาจจะต้องพึ่งยา แต่ก็อยากให้เป็นทางออกสุดท้าย ตอนนี้แป้งพยายามจะปล่อยวางทุกอย่าง ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยได้ ตอนนี้กลายเป็นช่างมัน อยากจะเปลี่ยนแพลน อยากจะเป็นแบบนี้ก็ลองเป็นน้ำบ้าง
แต่ก็ไม่ใช่แป้งแบบสมัยก่อนนะคะ แป้งกลับไปเป็นแบบนั้นไม่ได้ เพราะแป้งสมัยก่อนไม่มีลูก ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เรารักลูกมากกว่าตัวเอง แป้งเมื่อก่อนอะไรก็ได้ แต่มีลูกแล้วมันไม่ได้ เรารักเขามากกว่าเรารักตัวเอง อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา ก็งงตัวเองเหมือนกัน บางทีก็รู้สึกว่ารักลูกเกินไป เรารักลูกเกินไป อยากรักให้น้อยลงหน่อยแต่เราทำไม่ได้”
แนะนำหมั่นสังเกตตัวเอง หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติให้ไปพบจิตแพทย์
“ตัวแป้งเองก็เป็นห่วงตัวเอง เห็นคลิปตัวเองก็ตกใจตัวเองค่ะ เห็นแล้วแบบทำไมหน้าบวมขนาดนั้น ตอนนั้นมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ทันคิดว่าจะมีคนเอาไปลง เพราะคิดว่าคุยกันปกติในไลฟ์กับคนที่ดูประจำ ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่พอมันพรั่งพรูออกมาแล้วก็ไม่ทันแล้วค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นประมาณ 80-85%
ถ้าใครเจอภาวะอย่างแป้งอย่ามัวแต่ตกใจ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการไปหาจิตแพทย์ ไปหาคนช่วยเหลือเราจะต้องเป็นโรคจิต แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คือเราต้องหมั่นสังเกตตัวเองว่าปกติหรือเปล่า ตอนนั้นแป้งสังเกตตัวเองแล้วว่าแป้งไม่ปกติ แล้วแป้งก็พูดกับทุกคนว่าแป้งจะไปหาจิตแพทย์ เรารู้สึกว่าเราต้องการความช่วยเหลือ ในโลกที่เครียดทุกวันนี้มันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีจริงๆ ค่ะ”


