xs
xsm
sm
md
lg

“อาร์ม ศุภชัย” เผย “เร แม๊คโดแนลด์” คือพ่อบุญธรรม! หากไม่เจอวันนั้น คงไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อาร์ม ศุภชัย” เผยเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้ “เร แม๊คโดแนลด์” คือพ่อบุญธรรมผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ ย้ำหากไม่ได้เจอกันวันนั้น ก็คงไม่มีกองหน้าทีมชาติไทยในวันนี้

บรรยากาศพิธีฌาปนกิจ “เร แม๊คโดแนลด์”เต็มไปด้วยความอาลัยจากผู้คนหลากวงการ โดยหนึ่งในผู้มาร่วมส่งเป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ช่วงเช้าคือ “อาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด” กองหน้าทีมชาติไทยและสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เปิดเผยว่าเกือบจะไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเนื่องจากติดภารกิจฝึกซ้อม แต่ต้องขอขอบคุณต้นสังกัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เข้าใจและอนุญาตให้มาส่งผู้มีพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย

อาร์ม ศุภชัย ได้เปิดใจถึงความผูกพันลึกซึ้งที่น้อยคนนักจะเคยรู้ว่า เร แม๊คโดแนลด์ ได้รับตนเป็น “ลูกบุญธรรม” และคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ได้เจอกันในจังหวัดปัตตานี หากวันนั้นไม่ได้เจอเร ก็คงไม่มีวันประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลอาชีพอย่างทุกวันนี้

“วันนี้มามาส่งพี่เรเป็นครั้งสุดท้ายครับ ตอนแรกก็เกือบจะไม่ได้มา เพราะว่ามีภารกิจซ้อมที่สโมสรครับ ก็ขอบคุณสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เห็นความสำคัญ แล้วก็อนุญาตให้ผมได้มาส่งพี่เรครับอะไรที่ช่วยได้ในงาน ก็พยายามที่จะช่วยให้ได้มากที่สุด ให้งานมันออกมาให้มันราบรื่นที่สุด แล้วก็ทำให้ดีที่สุดครับ เรื่องไอเดียส่วนมากเป็นของพี่เปเล่มากกว่า ผมก็มีหน้าที่ช่วยยกของนิดๆ หน่อยๆ เป็นคนช่วยพี่เล่เฉยๆ ครับ”

กลับไปแล้วรู้สึกไม่ไหว คิดถึง “พี่เร”
“จริงๆ ก็นึกถึงแกตลอดครับ ก่อนหน้านี้ที่มีโอกาสมาช่วยงาน 2-3 วันที่ผ่านมา ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่าเราอยู่กับพี่ๆ หลายๆ คน อยู่กับทีมงาน พอเมื่อวานได้กลับไปซ้อมที่บุรีรัมย์แล้วเราได้อยู่คนเดียว มันก็อดคิดถึงไม่ได้ครับ พอกลับไปแล้วก็รู้สึกไม่ไหว รู้สึกคิดถึงพี่เรครับ วันนี้เลยได้มาส่งพี่เรวันสุดท้าย”

ต้องมีลูก-ภรรยาอยู่ด้วยตลอด
“อย่างผมถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็อยู่กับลูก อยู่กับภรรยา มันก็มีคนอยู่ด้วย แล้วก็มันไม่ค่อยมีเวลาคิดอะไรมาก แต่พอได้อยู่กับตัวเองคนเดียว มันก็มีความรู้สึกที่คิดถึง แล้วก็กระวนกระวายที่วันนี้มันก็จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว เราก็รู้สึกใจหาย สภาพจิตใจก็พยายามที่จะข่มไว้อยู่ครับ”

ตกใจลูกไปจุ๊บสแตนดี้ “เร” โดยไม่ได้บอกใดๆ รับลูกผูกพัน
“ก็จริงๆ น้องจะเดินเล่นอยู่รอบๆ งานอยู่แล้วครับ ตอนช่วงที่เขาสวดกันข้างใน ผมก็จะพาลูกมาเดินข้างนอก ซึ่งเราเจอกับพี่เรบ่อยครับ แล้วลูกชายก็ไปเล่นที่บ้านกับน้องมิก้า หรือกับพี่เร พี่แหม่ม (ภรรยา) บ่อย แล้วเขาก็คงมีความผูกพันครับ แล้วพอเขาเดินมาเห็นป้าย เขาก็ไปจุ๊บ ก็ตอนแรกก็ตกใจครับ แต่ครั้งที่ 2-3 ก็เริ่มบอกเขาว่าให้จุ๊บตรงนี้นะ แต่ตอนแรกที่เขาเดินมาจุ๊บก่อนครั้งแรก เราก็ไม่ได้บอก เขาทำเองโดยธรรมชาติ ในจุ๊บแรกที่เขาเดินไปจุ๊บนะครับ เราก็บอกว่ามาส่งลุงเรกันเนาะ มาหาลุงเร เขาก็คงจำได้ แล้วก็คงมีความผูกพันครับ เวลาเขาไปเล่นที่บ้าน ก็ไปเตะบอลกับน้องมิก้า จะเล่นกับพี่เรบ่อย แล้วพี่เรก็ไปแสดงความยินดีกับผมตั้งแต่วันแรกที่ลูกผมลืมตาดูโลก มาหาที่โรงพยาบาล”

ไม่ได้บอกใคร “เร” รับเป็นลูกบุญธรรม
“จริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ครับ นอกจากเรา แล้วก็ครอบครัว ผมก็คิดว่าเขาคงภูมิใจอยู่แล้วในตัวผม แล้วก็ผมก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ ก็ไม่ได้ไปบอกใครว่าพี่เรรับเราเป็นลูกบุญธรรม”

คอยดันทีละสเต็ป อย่าหยุด ต้องพัฒนาต่อ
“จริงๆ เรามองเป็นทีละสเต็ปเลยครับ ครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ ผมก็มาคัดตัวที่โรงเรียนปทุมคงคา พอเข้าที่โรงเรียนปทุมฯ คงคาได้ ก็คัดเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนปทุมคงคาได้ สเต็ปต่อไปก็คือเราจะเข้าไปในโควตานักกีฬาช้างเผือกให้ได้ เพื่อที่จะส่งตัวเองไปอยู่ในหอพักนักกีฬาของโรงเรียน จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่าเดินทาง ให้มันอยู่ในโรงเรียนได้ง่ายขึ้น ทำให้เรามีข้าวทาน 3 มื้อ ทุกอย่างมันก็ไปทีละสเต็ป แล้วพอจากฟุตบอลนักเรียนก็ไปสโมสรโอสถสภา เขาก็พยายามผลักดันเราต่อ ว่าเราต้องไปอีกนะ ไม่ใช่ว่าหยุดอยู่แค่นี้ จากสโมสรโอสถสภาก็ไปบุรีรัมย์ พอไปบุรีรัมย์เสร็จก็ผลักดันต่อ ว่ายังไปได้อีกนะ ยังพัฒนาต่อได้ อาร์มอย่าหยุดแค่นี้นะ ตอนนี้มันยังไม่ใช่

จนถึงทีมชาติอายุ 19 ปี เขาก็บอกว่าอาร์มอย่าพึ่งอันนั้นนะ คอยเตือนตลอดทุกๆ ช่วงเวลาที่เราได้คุยกันครับ จนมาทีมชาติ ยู-23 แล้วก็ทีมชาติชุดใหญ่ พอจบทีมชาติชุดใหญ่ ทีนี้เราต้องรักษามาตรฐานเพื่อที่จะอยู่กับสโมสรบุรีรัมย์ให้ได้นานที่สุด เพราะมันก็สามารถวัดมาตรฐานของเราได้หลายอย่าง ในเวทีแห่งนี้ ส่วนความฝันต่อไป ก็อยากจะมีโอกาสสักครั้งหนึ่งที่ไปเล่นต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้มันยังไม่เกิดขึ้น เราก็พยายามที่จะทำให้ตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้

ความคิดนี้มาจากพี่เรด้วยทุกครั้งแหละครับ ทุกครั้งที่มันมีโอกาส เราก็อยากพยายามที่จะทำให้ดีที่สุด แล้วก็พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ก็อย่างที่ผ่านมาเลยครับ ตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นมาจากปัตตานี แกก็พยายามเน้นย้ำตลอด ว่าอะไรที่เราพัฒนาได้ เติมได้ ก็พยายามทำให้มันมากขึ้น”

ไม่เคยติดต่อเรโดยตรง เพราะเกรงใจ ไม่อยากรบกวน
“ผมจะไปหาแกซะมากกว่า เพราะว่าแกงานยุ่ง จริงๆ ผมไม่เคยรบกวนพี่เรเลย ไม่ว่าจะไปหาที่บ้านหรืออะไร ผมไม่เคยติดต่อพี่เรโดยตรงเลยส่วนตัว เพราะว่าผมเกรงใจ ส่วนมากผมจะคุยกับพี่แหม่ม การที่ผมไปหาพี่แหม่ม ก็ไม่ได้เจอพี่เรทุกครั้ง ผมก็ไปนั่งกินข้าวกันกับพี่แหม่ม ไปหาน้องมิก้า ก็ไปตลอดครับ

แกไม่กล้าไปเชียร์ที่สนาม แกเคยบอกว่าเวลาพี่ไปเชียร์ พี่ไม่ได้ไปเชียร์ที่สนามหรอก หมายถึงว่าบางทีเปิดทีวีเชียร์หน้าจอ ดูแล้วแพ้ว่ะอาร์ม พี่ไม่ดูดีกว่า พี่มาดูผลทีหลัง แกก็มาดูไฮไลต์ พอเวลาเจอก็มานั่งคุยกันเพราะแกเคยเล่าให้ฟังว่าแกเคยดู เปิดดูกับพี่แหม่ม แล้วแบบอาร์มแพ้ พี่เลยไม่ดูเลย พี่รอฟังผลอย่างเดียว”

ขอบคุณเรทุกวัน ที่ได้สร้างตนให้เป็นนักฟุตบอลที่มีคุณภาพ
“ก็จริงๆ ผมรู้สึกขอบคุณแกทุกวันอยู่แล้ว ตอนที่แกยังอยู่ ก็พยายามทำหน้าที่ลูก หน้าที่น้อง หน้าที่เพื่อน ทุกอย่างที่แกเป็นให้กับผม ก็พยายามทำให้ดีที่สุด แล้วก็ตอบแทนแกให้ได้มากที่สุดครับ”

หากไม่ได้เจอกันที่ปัตตานี คงไม่มีวันประสบความสำเร็จ
คงไม่มีวันนั้นครับ คงไม่มีทาง เพราะว่าในวัยนั้น หลังจากนั้นเราก็ไม่รู้ว่าโชคชะตามันจะพาเราไปทางไหน เพราะว่าการที่เราไม่ออกมาจากตรงนั้นเลย มันก็ยากที่จะมีโอกาสพัฒนาตัวเองก็ขอบคุณพี่เรมากๆ ครับ แล้ววันนี้มาส่ง ก็อยากให้พี่เรไปในที่ที่ดี ที่ที่พี่เรเขาเดินทาง แล้วก็คงเป็นการเดินทางที่ไกลแสนไกล พวกเราก็จะคิดถึง แล้วก็นึกถึงแกทุกครั้ง”