xs
xsm
sm
md
lg

“กรรชัย” ใจสั่น “เรย์ แม๊คโดแนลด์” เสียชีวิต คิดว่าเฟกนิวส์ นอยด์หนักรีบเช็กสุขภาพ แฮปปี้เคลียร์ “เบียร์” แต่ไม่เคลียร์ “ปู”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หนุ่ม กรรชัย” ใจสั่น “เรย์ แม๊คโดแนลด์” เสียชีวิต คิดว่าเฟกนิวส์ นอยด์จนรีบไปเช็กสุขภาพ ตื่นเช้ามาก็เช็กตัวเอง ลั่นไขมันสูงจากกรรมพันธุ์ ต้องกินยาตลอดชีวิต แฮปปี้เคลียร์ “เบียร์ เดอะวอยซ์” จบด้วยดี ส่วน “ปู มัณฑนา” ขอให้ศาลตัดสิน

ภายหลังการจากไปอย่างกะทันหันของนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “เรย์ แม๊คโดแนลด์” สร้างความตกใจและความเศร้าให้กับคนในวงการบันเทิง รวมถึงทำให้หลายคนหันกลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เช่นเดียวกับพิธีกรชื่อดัง “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ที่ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าตัวเกิดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ จนต้องไปตรวจร่างกายครั้งใหญ่อีกครั้ง

ล่าสุด “หนุ่ม กรรชัย” เปิดใจถึงเรื่องสุขภาพในงานเปิดตัวแคมเปญตรวจตราให้มั่นใจด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากดัชมิลล์ ณ ลาน Eden ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเผยว่า ตัวเองตรวจพบภาวะคอเลสเตอรอลสูงมานานแล้ว และสังเกตเห็นความผิดปกติจากวงสีฟ้าหรือสีขาวบริเวณดวงตา ซึ่งแพทย์แนะนำให้ตรวจระดับไขมันในเลือด ก่อนพบว่ามีคอเลสเตอรอลสูงจริง

คือในตาผมถ้าเกิดมองดีๆ จะเห็นเป็นวงฟ้าๆ ขาวๆ อยู่ จริงๆ มีตั้งแต่อายุก่อน 40 ด้วย พอไปหาคุณหมอ คุณหมอบอกเลยบอกว่าอยากให้ตรวจคอลเลสเตอรอล เพราะว่าน่าจะมีเรื่องภาวะไขมันสูง มันถึงได้ขึ้นมาที่ตา และมันก็เป็นจุดที่บอกได้ตัวนึงเหมือนกัน ก็เลยตรวจ ปรากฏจริงๆ ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย แล้วก็ออกกำลังกายอยู่บ้างนะ ทำไมมันถึงมีคอลเลสเตอรอลได้ คุณหมอก็เลยให้เราลองกินยา แล้วลองลดดูนะ ก็ลดสัก 2 เดือน คอลเลสเตอรอลลง คุณหมอก็บอกว่าหยุดยาแล้วออกกำลังกาย ให้ไปกินแต่ผักแต่หญ้าเลย (หัวเราะ) คือไม่ต้องไปกินอะไรที่เป็นมันๆ ของทอด ผมก็หยุดเลย ประมาณสัก 2 เดือนไปตรวจใหม่ มันขึ้นไปอีก คุณหมอบอกงั้นคุณต้องกินยาตลอดชีวิตแน่ เพราะคุณต้องเป็นกรรมพันธุ์

ตอนนี้ก็ยังทานยาอยู่ทุกวัน จริงๆ แล้วมันมีการตรวจเลือดด้วยนะ เรื่องของการดูเรื่องของกรรมพันธุ์ ว่าคุณมีเรื่องของภาวะไขมันในเลือดสูงเหมือนทางครอบครัวหรือเปล่า ก็ไปตรวจได้นะ (เราเป็นเหมือนแรงกระเพื่อมให้คนสนใจสุขภาพมากขึ้น?) คือดีใจนะครับ เพราะว่าอยากให้หลายๆ คนได้มีโอกาสในการรู้ว่าบางทีภัยมันไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ บางคนอาจจะไประวังเรื่องรถ เรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จริงๆ แล้วอาจจะลืมไปว่า โรคภัยไข้เจ็บนี่แหละครับ มันเป็นภัยมืดอยู่กับตัวเรามานานตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะต้องรู้ตัวเองไว้ก่อนว่าเราเป็นอะไร เราอยู่กับอะไร”

การเสียชีวิตของ “เรย์ แม๊คโดแนลด์” ทำนอยด์ ต้องรีบไปเช็กสุขภาพ
“คือผมไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเรย์เลย แต่อาจจะมีเจอกันบ้าง แล้วก็มีไปถ่ายรายการ แต่ถ้าทำงานร่วมกันจริงๆ ยังไม่เคย แต่ตอนทราบข่าวตกใจมาก ใจสั่นเลยล่ะ ตอนเช้าจำได้ ตอนนั้นกำลังนั่งรถไปทำงาน แล้วก็มีทีมงานส่งมาบอกว่าพี่เรย์เสียชีวิตแล้ว ก็เลยบอก เฮ้ย มันไม่ใช่มั้ง เฟกนิวส์หรือเปล่า สุดท้ายก็เลยโทรไปเช็ก ปรากฏว่าเรื่องจริง

เอาจริงๆ เรื่องของสุขภาพเนี่ย ผมรู้สึกว่าน้องเขาคือคนที่ทำงานอยู่ในวงการเดียวกัน แล้วเราก็รู้จักว่าเรย์คือไอดอลของน้องๆ หลายๆ คนในยุค 90 จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน เราก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้เกิดขึ้นกับน้อง คือถ้าเกิดว่าให้กลับมาย้อนมอง ก็ต้องมองว่าเรย์ดูเป็นคนแข็งแรงไหม ผมก็มองว่าต้องแข็งแรง เพราะเรย์เป็นคนที่ ออกกอง ลงพื้นที่ การแบกเป้แล้วเดินไปหมื่นห้าพันก้าว วันๆ นึงใช้ชีวิตในการที่ลงเดินผจญภัยของเขา เขาเดินเป็นหมื่นๆ ก้าวเลยนะต่อวัน แต่สุดท้ายมันมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้น เราก็ตกใจ

ตอนนี้ผมเองถามว่าโอเคไหม ก็ยังโอเคอยู่นะครับ ก็คอยพยายามดูแลตัวเอง แล้วก็นอยด์ วันนั้นสัมภาษณ์หมอเอง นอยด์เอง เมื่อวันอาทิตย์ก็ไปตรวจเลือด เจาะ 2 ข้างเลย ก็ดูคอลเลสเตอรอล น้ำตาล ค่าตับ ตรวจทุกอย่าง ก็เช็กละเอียด แต่ถามว่าผมมีวิธีจัดการความนอยด์ของตัวเองยังไง คือไม่มี ก็ยังนอยด์อยู่ เอาตรงๆ นี่ไม่ได้ตอแหลเลยนะ เดี๋ยวนี้ตื่นขึ้นมาตอนเช้า จะเช็กตัวเองก่อนเลย ตื่นแล้วนะ โอเค ก็ไม่ได้กลัวอะไร แค่รู้สึกว่าพอมันมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ แล้วเราทำข่าวแบบนี้ เราเจอน้องที่อยู่ในวงการเดียวกัน แล้วมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มันก็อดไม่ได้ที่มันเป็นมุมสะท้อน”

แฮปปี้ได้เคลียร์ใจกับ “เบียร์ เดอะวอยซ์” ภัสรนันท์ อัษฎมงคล
“กับน้องเบียร์ก็ไม่มีอะไร มีโอกาสได้เจอกันแล้วนะครับ แล้วก็น้องน่ารักมากนะครับ เอาตรงๆ ตอนแรกก็ยังคิดอยู่เลยว่าเราจะไปคุยกันแบบไหนดี เราจะเริ่มต้นแบบไหนดี แต่พอไปนั่งทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ปรากฏแฮปปี้มาก น้องน่ารักมาก ก็งงว่าทำไมเราถึงไม่ได้คุยกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ มันเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งเลยว่า เวลาที่มีอะไร เราไม่ได้คุยกับตัวเขาเอง ฝากคนนี้ไปคุย เขาก็บอกคนนี้มาให้คุยกับเรา พอแมสเสจมันไปถึงซึ่งกันและกัน ทำให้มันถูกเปลี่ยนไป มันคลาดเคลื่อนไป มันเลยทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งพอเรามานั่งคุยกันแล้ว น้องมีมุมมองในโลกกว้างมากนะ แล้วก็เป็นมุมมองที่ดีมากๆ

คือจริงๆ จุดเริ่มต้นมาจากทนายณิสา ก็เป็นทนายของเบียร์เอง คือตัวผมมีโอกาสได้คุยกับทนายในศาล ในเรื่องอื่นๆ นะ พอคุยกันเสร็จ ก็เลยมาคุยถึงเรื่องของน้องเบียร์ว่าผมอยากเคลียร์กับน้องเบียร์นะ คืออยากคุยกับน้องเบียร์ เพราะรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรที่เราไม่ได้คุยกันเองหรือเปล่า แล้วพอน้องเบียร์ได้รับการฟัง เขาก็อยากคุย ก็นัดกันหลายครั้งแล้ว แต่คลาดกันทุกครั้งเลย

ก็ต้องขอบคุณทนายณิสาด้วย ผมรู้สึกชื่นชอบนะ ที่เขาไม่ได้มีการค้าความ คือถ้าเกิดเราไปเจอทนายคนอื่นๆ ขออภัยนะ สมติเราฝากไป บางทีแมสเสจมันอาจจะเปลี่ยน หรือเขาอาจจะไม่ต้องการให้เบียร์มา เพราะว่าสุดท้ายก็ไปขึ้นศาล ไปฟ้องกัน เพราะฉะนั้นเขาก็เป็นคนหนึ่งที่พยายามเชื่อมให้เราได้คุยกัน

พอได้คุยกันแล้วเราก็แฮปปี้ เราไม่ได้มีคดีฟ้องร้องอะไรกันอีกเลย ก็มีแค่ทางโซเชียล ซึ่งตอนที่ไปคุยกันมันก็เป็นเรื่องที่ดี เราไม่คุยย้อนหลัง เพราะมันจะกลายเป็นฟื้นฝอยหาตะเข็บ มานั่งมีปัญหากันอีก เราคุยไปข้างหน้าว่าเราจะเดินไปด้วยกันยังไง เราจะคุยกันแบบไหน

ในมุมของตัวน้องเบียร์เอง ผมเชื่อว่าน้องเขาไม่ได้มีอะไรกับเราตั้งแต่แรกนะครับ เพียงแต่มันอาจจะมีความเข้าใจผิดในบางเรื่อง ผมบอกน้องเลยว่าถ้าเกิดที่ผ่านมามันมีอะไรทำให้เบียร์รู้สึกไม่สบายใจ พี่ขอโทษ เพราะผมเองก็ไม่มีเจตนาที่จะไปทำให้เบียร์รู้สึกขุ่นข้องหมองใจนะ ซึ่งเบียร์เองเขาก็ตอบกลับมาเหมือนกัน ซึ่งผมรู้สึกว่ามันก็เป็นการพูดคุยที่ดี แล้วน้องก็ไม่ได้มีอีโก้ ไม่ได้มีกำแพงกั้น มันเป็นการมานั่งคุยกัน แล้วก็ขอโทษกัน แล้วก็เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ล่าสุดน้องก็ส่งข้อความมาบอกว่าอยากให้เราทำเรื่องน้ำหรือขยะสักอย่างนี่แหละ แนะนำเคสให้ ซึ่งผมก็ไปตามนะ พยายามอยู่”

กรณีกับ “ปู มัณฑนา หิมะทองคำ” คงต้องไปจบที่ศาล!
“คือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เป็นคำพูดหรอก มันคือการกระทำมากกว่า คือผมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันคือการกระทำนะครับ มันไม่ใช่ว่าจะมาพูด คือผมเป็นคนดูที่การกระทำเท่านั้นเอง มันไม่ใช่ว่าวันนี้พูดแบบนี้ พรุ่งนี้พูดแบบนี้ อีก 5 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงพูดแบบนี้ มันไม่ได้มีประโยชน์ สำหรับผมตัดสินใจไปแล้ว ถ้าพูดถึงคุณปู มัณฑนา ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อ เดี๋ยวไม่งั้นเดี๋ยวคนจะสับสนว่าใคร ก็คงจะต้องไปจบที่กระบวนการของทางกฎหมาย

อย่างที่บอกว่าถ้าคุณปูเขามองว่าผมเคยไปทำให้เขารู้สึกเสียหาย หรือทำให้เขารู้สึกพังในชีวิต จริงๆ คุณปูก็ควรจะฟ้องศาลตั้งแต่แรกเลย เอาผิดผมตั้งแต่แรก แล้วให้ศาลท่านตัดสิน เหมือนกับสิ่งที่ผมกำลังทำตอนนี้ว่ามีการพาดพิงมาถึงตัวผม ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อในบางกรณี แต่โดยวิญญูชนเขาทราบกันได้ ก็ให้ศาลท่านเป็นคนตัดสินไป ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นแบบไหน เพื่อความเป็นธรรมของคุณปู และเพื่อความเป็นธรรมของผมเท่านั้นเอง

ผมอยากให้ศาลท่านเป็นคนกลางในการวิเคราะห์ ว่าการกระทำในบางเรื่องราวที่มันออกมาต่อสาธารณชน ต่อให้ไม่ได้มีการเอ่ยชื่อก็ตามแต่ แต่ถ้าเกิดมีการมาพาดพิง ไปพูดทำให้เขาเสียหาย บางทีมันอาจจะเป็นบรรทัดฐานสำหรับเคสอื่นๆ ได้เหมือนกัน”

บอกการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ง่ายเหมือนแค่ดีดนิ้ว
ของผมก็ประมาณสัก 5-6 คดี ที่ผมมีการฟ้องร้องเข้าไป ฟ้องร้องน่าจะประมาณ 5 แจ้งความประมาณ 1 ตัวผมก็ต้องไปครับ แต่ว่าในคดีหมิ่นประมาท จริงๆ แล้วในช่วงแรกผมสามารถให้ทางทนายเป็นผู้มอบอำนาจ ผมมอบอำนาจให้ทนายความในการที่ไปขึ้นศาลแทนได้อยู่ แต่เดี๋ยวพอไปสืบแล้วผมจะไปสืบเอง คงจะเจอกันเร็วๆ นี้แหละ เดี๋ยวขอเช็กกับทนายก่อน ไม่นานนี่แหละครับ ก็ยินดีที่จะไปครับ

ผมเชื่อว่าศาลเองก็คงมีกระบวนการไกล่เกลี่ยนะครับ แต่ในมุมผมก็ต้องขอไปดูบริบทตรงนั้นก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเป็นยังไง แต่ถ้ายังเป็นอย่างทุกวันนี้ ก็คงต้องพูดคำเดิมนะครับว่า คงไปตามกระบวนการ

ถามว่าใจอยากจบไหม การที่คนๆ นึงโดนด่าว่าเป็นลูกเมียน้อย โดนด่าว่าเป็นพ่อเลวๆ ผมว่าบางเรื่องมันก็ล้ำเส้นไป ให้ศาลท่านตัดสินดีกว่า (คิดว่าคนๆ นึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?) ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเลยครับ คนที่จะเปลี่ยนแปลง มันเหมือนแค่ดีดนิ้ว มันรู้ตัวเองนะว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แล้วสามารถแก้ไขตัวเองยังไงได้บ้าง”