“อาร์ม ศุภชัย” นักฟุตบอลทีมชาติ ยังช็อกสูญเสีย “เร แม๊คโดแนลด์” ผู้เป็นพ่อของตนอีกคน จำได้ไม่ลืมเรไปหาพ่อแม่ตนขออนุญาตรับตนเป็นลูกบุญธรรมมาดูแลในช่วงเวลาที่ตนต้องขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ จากนี้จะตั้งใจสานฝันเรในเส้นทางกีฬาฟุตบอลที่เจ้าตัวได้ฝากฝันไว้
วันนี้ (21 ส.ค.) เป็นวันที่ 2 แล้วสำหรับงานสวดอภิธรรม “เร แม๊คโดแนลด์” ผู้เป็นไอคอนิค เป็นจิตวิญญาณของผู้คนในยุค 90 และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งแบ็กแพ็กเกอร์แห่งประเทศไทย รวมทั้งอีกหนึ่งเส้นทางของเรที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว ที่เรได้เพาะเมล็ดพันธุ์ให้กับแวดวงกีฬาฟุตบอล ปลุกปั้นทีมเยาวชนไทย จนมี “อาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด” นักฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดและทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ
ในวันนี้ อาร์ม ศุภชัย ได้บินตรงจากสโมสรบุรีรัมย์เพื่อมาร่วมงานเร โดยเล่าความผูกพันกับเรที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ว่าเรเคยสัญญากับพ่อแม่ตนขอรับเป็นลูกบุญธรรมคอยดูแลตนในวัย 11 ปีที่ต้องมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ
“ผมเป็นเด็กคนนึงที่เล่นฟุตบอลอยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ทางใต้ พี่เรมีโครงการที่พี่เรเองเคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ต่างประเทศ มีวันนึงพี่เรมาคัดเลือกนักฟุตบอลเพื่อหานักกีฬาไปเตะที่ประเทศสวีเดน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไปคัดเลือกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ตอนนั้นพี่เรเป็นประธานสโมสร พี่เรเอาสต๊าฟโค้ช อาจารย์ฟุตบอลมาคัดเลือก แกเป็นคนซัปพอร์ตทีมและเป็นคนพาไปแข่งด้วย แกทำทุกอย่าง ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้รู้จักพี่เรว่าแกเป็นใคร หลังจากที่ได้รู้จักก็รู้สึกผูกพัน ผมได้ใช้ชีวิตกับแก แกลงมาคลุกคลีกับนักกีฬา ให้ความสำคัญกับทุกคน แล้วแกไม่ได้ช่วยแค่เด็ก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดอื่นๆ ใกล้เคียงแกก็ดูแล เด็กใต้ในตอนนั้นจะรู้จักพี่เรกันเยอะ แกเป็นคนใส่ใจ น้อยคนที่จะหาแบบนี้ได้ คนที่ให้โอกาสคน”
“เร” เป็นคนพลิกชีวิตทำให้ตนมีวันนี้ จำได้ไม่มีวันลืม เรเข้าไปคุยกับพ่อแม่ตน ขอตนเป็นลูกบุญธรรมและให้คำมั่นสัญญาจะช่วยดูแลตนในวันที่ต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ตามฝันในวัย 11 ปี
”ตอนเราเล็กๆ เราก็เตะฟุตบอลตามประสาเด็ก หลังจากที่ไปเตะที่สวีเดนกลับมา พี่เรก็ได้ชวนผมและอีกหลายๆ คนมากรุงเทพฯ เพื่อจะได้เปิดโอกาส เปิดประตูให้กับตัวเองสู่เส้นทางอาชีพนักฟุตบอล อาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในตอนนั้นผมเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คนแรก 3-4 ปีแล้วเพื่อนๆ ก็ค่อยๆ ทยอยตามมา
(สิ่งที่เรสอนแล้วเราเอามาใช้กับชีวิตเรา?)จงทำดีด้วยมือขวา ไม่จำเป็นต้องให้มือซ้ายรับรู้ ที่อยู่ด้วยกันมา เขาเป็นผู้ชายที่ติดดินมากๆ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผมในการใช้ชีวิต เขาอยู่กับเรา สนิทกับเรา คลุกคลีกับเรา คน 3 ชายแดนภาคใต้เวลากินข้าวจะกินข้าวด้วยมือ พี่เรไปอยู่ที่นั่นเขาก็ทำตามเราทุกอย่าง ช่วยเราทุกอย่างไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก่อนที่ผมจะขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 11 ขวบ พ่อแม่ผมเป็นห่วงมากๆ หนึ่งในนั้นก็มีพี่เรกับพี่แหม่ม (ภรรยา) ที่ไปคุยกับพ่อแม่ผม ไปขออนุญาต เขาเอ่ยปากพูดว่าเขาจะดูแลผมให้ดีที่สุด และขออนุญาตพ่อแม่ผมให้เขารับผมเป็นลูกบุญธรรม ผมไม่เคยลืมเลยครับ ผมดีใจมากๆ เขาให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่ผมว่าจะดูแลผมให้ดีที่สุดกับการที่ผมต้องมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ
ถ้ามองในตอนนั้นพี่เรเป็นคนที่เปิดประตูและให้โอกาส อย่างที่พี่เรพูดไว้ว่าทุกคนมีส่วนช่วยเหลือผม แต่สำหรับผมพี่เรทำให้ผมมาอยู่ในจุดนี้ได้ เป็นแบบอย่างให้ผมดิ้นรน ต่อสู้ทุกอย่างเพื่อที่จะมาถึงจุดนี้ เขาไม่เคยพูดเอาเครดิตจากผมเลย”
ที่ผ่านมาไปมาหาสู่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน
“ตอนนี้ผมอยู่บุรีรัมย์ ผมจะเข้ามากรุงเทพฯ บางครั้งบางคราวเวลาทีมมาแข่ง ถ้าผมอยู่กรุงเทพฯ ผมก็จะมาหาพี่เร-พี่แหม่มที่บ้าน บางครั้งไปไม่เจอพี่เรก็เจอพี่แหม่ม น้องมิก้า (ลูกชาย) เราติดต่อกันตลอด เวลาไปที่บ้านแทบจะไม่ได้พูดเรื่องฟุตบอลกันเลย นอกจากคุยเรื่องเรื่อยเปื่อย เพราะเขาเห็นเราเล่นในนามสโมสร ในนามทีมชาติเรามีเรื่องเครียดแล้ว เขาพยายามทำให้เรารีแล็กซ์ทุกครั้งที่มาหา พี่เรจะชวนคุยเรื่องอื่น
ผมเจอพี่เรครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ผมกับพี่เรไปมาหาสู่ที่บ้านกันเป็นประจำ บ้านทุกหลังของพี่เรไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่หลัง ผมไปมาทุกหลัง ไม่เจอแกก็เจอพี่แหม่ม น้องมิก้า ที่เจอล่าสุดแกก็ไม่ได้ดูมีอาการป่วยอะไรเลย ทุกครั้งที่เจอกันแกสนุก เอ็นจอยกันทุกครั้ง ไม่มีอาการอะไรเลย ผมก็พาลูกพาครอบครัวมาหาแกบ่อยมากๆ”
จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกช็อก ลั่น “เร” ก็เหมือนเป็นพ่อของตนอีกคน
“วันนั้นตื่นเช้ามามีเพื่อนที่เป็นนักกีฬาที่ไปสวีเดนกับพี่เรด้วยกันเขาส่งมาถามว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ชัวร์ ผมก็บอกว่าขอเช็กดูก่อน ก็รีบโทร.หาพี่แหม่ม มีคนรับแล้วบอกว่าเป็นเรื่องจริง ตอนนั้นช็อกครับ พี่เรก็เป็นพ่อของผมคนนึง
เมื่อวานผมมีติดงานที่บุรีรัมย์วันนี้ก็นั่งเครื่องบินมาแต่เช้า ตั้งแต่ที่ได้ทราบข่าวก็ช็อกจนถึงตอนนี้ก็ยังช็อกอยู่ ผมไม่เชื่อครับ ผมเพิ่งจะมาหาแกเอง เพิ่งจะเจอกันเอง แต่ก็พยายามเข้มแข็ง พยายามจะซัปพอร์ตพี่แหม่ม น้องมิก้า ผมก็ยังจะไปมาหาสู่มาช่วยดูแลพี่แหม่ม น้องมิก้าต่อไป”
จากนี้จะตั้งใจสานฝัน “เร” ในเส้นทางกีฬาฟุตบอลที่เจ้าตัวได้ฝากฝันไว้
“พี่เรเป็นนักกีฬาคนนึง พี่เรเขาเคยมีความฝันของเขา เขาเคยบอกผมว่าความฝันนี้พี่เรฝากอาร์มสานต่อด้วยนะ ไม่ว่าการแข่งขันของสโมสรหรือทีมชาติผมก็จะทำให้เต็มที่ที่สุด ผมจะทำตามความฝันของพี่เร เชื่อว่าวันนี้พี่เรคงภูมิใจในตัวผม ครอบครัวพี่เรก็คงภูมิใจในตัวผมเช่นกัน ผมก็จะทำแบบนี้ต่อไป จะพัฒนาตัวเองต่อไป ก็จะไปให้ได้ไกลกว่านี้ ผมก็บอกกับพี่เรสั้นๆ ว่าวันนี้ผมมาหาแล้ว อะไรที่ช่วยได้ผมก็จะช่วยให้เต็มที่ที่สุด ผมจะทำวันนี้กับวันพรุ่งนี้ให้ดีที่สุด จะดูแลพี่แหม่ม น้องมิก้าต่อไปเรื่อยๆ ครับ
(ในแวดวงฟุตบอลมีใครอีกไหมทึ่เรซัปพอร์ตจนประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้?) จริงๆ มีหลายคนนะครับ มีอีกคนนึงคือพี่อ้นที่ไปสวีเดนด้วยกัน พี่เรซัปพอร์ตและสนับสนุน เขาน่าจะอยู่ดิวิชั่น 2 ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาอยู่ทีมไหน”


