xs
xsm
sm
md
lg

วงเมทัลคริสเตียน “ดีมอน ฮันเตอร์” ฟ้องเน็ตฟลิกซ์ ปมชื่อ KPop Demon Hunters ทำแฟนสับสน ถึงขั้นซื้อตั๋วผิด-ขอคืนเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ดีมอน ฮันเตอร์ วงเมทัลที่ใช้ชื่อนี้มานานกว่า 25 ปี ยื่นฟ้องเน็ตฟลิกซ์ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยอ้างว่าความโด่งดังของ KPop Demon Hunters ทำให้ชื่อของทั้งสองฝ่ายเกิดความสับสนทั้งในตลาดเพลง คอนเสิร์ต และสินค้า
วงเมทัลคริสเตียน “ดีมอน ฮันเตอร์” เปิดศึกฟ้อง เน็ตฟลิกซ์ ปมชื่อ KPop Demon Hunters ทำผู้บริโภคสับสน หลังมีแฟนรายหนึ่งทุ่มเงินซื้อตั๋วคอนเสิร์ตของวง ก่อนพบว่าไม่ใช่งานจากแอนิเมชันดัง จนต้องติดต่อขอเงินคืน

ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของแอนิเมชัน “KPop Demon Hunters” กำลังนำไปสู่ศึกกฎหมายครั้งใหม่ หลังวงเมทัลคริสเตียนสัญชาติอเมริกัน “ดีมอน ฮันเตอร์” ซึ่งใช้ชื่อนี้มานานกว่า 25 ปี ยื่นฟ้อง เน็ตฟลิกซ์ โดยกล่าวหาว่าชื่อของภาพยนตร์ดังกล่าวละเมิดเครื่องหมายการค้า และสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

คดีถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 โดย ไฮด์ เลน บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในนามวงดีมอน ฮันเตอร์ เป็นโจทก์ฟ้องทั้งเน็ตฟลิกซ์และผู้จัดคอนเสิร์ต เออีจี พรีเซนต์ส ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดเครื่องหมายการค้า การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการใช้ชื่อที่อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าทั้งสองฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกัน

ดีมอน ฮันเตอร์ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 2000 และมีผลงานเพลง การทัวร์คอนเสิร์ต รวมถึงจำหน่ายสินค้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ฝ่ายวงระบุในคำฟ้องว่า ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเน็ตฟลิกซ์เปิดตัว “KPop Demon Hunters” ในปี 2025 และภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลทั้งในฐานะหนัง เพลงประกอบ และสินค้า จนกิจกรรมทางธุรกิจของทั้งสองชื่อเริ่มทับซ้อนกันในตลาดเพลง การแสดงสด และสินค้า

ดีมอน ฮันเตอร์ เป็นวงคริสเตียนเมทัลจากสหรัฐฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2000 มีผลงานอัลบั้ม ทัวร์คอนเสิร์ต และจำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อวงต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ ก่อนชื่อ “Demon Hunter” จะกลายเป็นประเด็นพิพาทกับเน็ตฟลิกซ์
หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่วงหยิบยกขึ้นมา คือกรณีผู้ซื้อรายหนึ่งจ่ายเงินประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อบัตรระดับพรีเมียมสำหรับคอนเสิร์ตของดีมอน ฮันเตอร์ ในนครออลบานี รัฐนิวยอร์ก เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นการแสดงที่เกี่ยวข้องกับ “KPop Demon Hunters” และตั้งใจพาลูกสาววัย 5 และ 6 ปีไปชม ก่อนติดต่อขอคืนเงินเมื่อทราบว่าเป็นคนละงานกัน

คำฟ้องยังอ้างถึงเหตุการณ์อื่น เช่น โปรดิวเซอร์โทรทัศน์ที่ติดต่อผู้จัดการวงเพราะเข้าใจว่าดีมอน ฮันเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ รวมถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่แท็กบัญชีของวงในโพสต์เกี่ยวกับ “KPop Demon Hunters” ซึ่งฝ่ายวงมองว่าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าความสับสนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในทางทฤษฎี แต่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจริงแล้ว

ปัจจุบันบริษัทของดีมอน ฮันเตอร์มีเครื่องหมายการค้า “Demon Hunter” ที่ครอบคลุมงานเพลงบันทึกเสียงและสินค้า ซึ่งจดทะเบียนในปี 2022 และยังได้ยื่นขอความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับบริการด้านการแสดงสด ขณะที่เน็ตฟลิกซ์เองก็จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “KPop Demon Hunters” สำหรับสินค้าหลายประเภท และยังมีคำขออื่นอยู่ระหว่างการพิจารณา

ความสำเร็จของ KPop Demon Hunters ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนจอ เมื่อเหล่าศิลปินผู้ให้เสียงร้องและอยู่เบื้องหลังเพลงของ ฮันตริกซ์ ออกปรากฏตัวและแสดงสดตามงานต่างๆ ยิ่งทำให้แฟรนไชส์ขยายตัวเข้าสู่ตลาดดนตรีและการแสดงอย่างเต็มรูปแบบ
ฝ่ายดีมอน ฮันเตอร์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งจำกัดการใช้ชื่อ “KPop Demon Hunters” ของเน็ตฟลิกซ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ เพลงบันทึกเสียง การแสดงสด และสินค้า พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายที่ยังไม่ได้ระบุตัวเลข อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และยังไม่มีคำตัดสินว่าเน็ตฟลิกซ์ละเมิดสิทธิของวงจริงหรือไม่

ศึกเครื่องหมายการค้าครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ “KPop Demon Hunters” กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของความนิยม หลังเปิดตัวทางเน็ตฟลิกซ์ในเดือนมิถุนายน 2025 และก้าวขึ้นเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในเวทีรางวัล โดยคว้ารางวัลออสการ์ทั้งสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมและเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

เรื่องราวของภาพยนตร์ติดตาม ฮันตริกซ์ เกิร์ลกรุ๊ปเคป๊อปที่ใช้ชีวิตอีกด้านเป็นนักล่าปีศาจ โดยผลงานถูกสร้างโดยโซนี่ พิคเจอร์ส แอนิเมชัน ก่อนเผยแพร่ผ่านเน็ตฟลิกซ์ และความสำเร็จของภาคแรกนำไปสู่การยืนยันสร้างภาคต่อ รวมถึงมีรายงานถึงการขยายแฟรนไชส์ไปสู่โครงการอื่นๆ ในอนาคต

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกนำมาอ้างในคำฟ้อง คือผู้ชมรายหนึ่งจ่ายเงินประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อตั๋วระดับพรีเมียมของดีมอน ฮันเตอร์ เพราะเข้าใจว่าเป็นโชว์ KPop Demon Hunters ที่ตั้งใจพาลูกสาววัย 5 และ 6 ขวบไปชม ก่อนรู้ว่าซื้อผิดงานและติดต่อขอคืนเงิน