xs
xsm
sm
md
lg

“นก ฉัตรชัย-นก สินจัย” เผยเลี้ยงหลานยุคนี้ไม่ง่ายเหมือนเลี้ยงลูก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นก ฉัตรชัย-นก สินจัย” ปลื้มรับพระราชทานปริญญาบัตร ดุษฎีบัณฑิต-มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เผย “น้องเรย์” โตเป็นหนุ่ม ต้องปรับวิธีดูแล ยอมรับเลี้ยงหลานยุคนี้ไม่ง่าย เน้นคุย-รับฟังมากกว่าควบคุม เล่าตอนนี้ชอบฟุตบอล ถึงขั้นกอดสตั๊ดนอน

ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสองนักแสดงมากฝีมือ ที่ล่าสุดวันนี้ (16 ส.ค. 69) “นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช” ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ และ “นก สินจัย เปล่งพานิช” ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ดิจิทัล จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งงานนี้ก็มีโมเมนต์น่ารักๆ เมื่อเหล่านักศึกษารุ่นน้องร่วมบูมแสดงความยินดีกับทั้งคู่ 

โดยทั้งสองคนได้เผยกับสื่อมวลชน ว่ารู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจมาก เพราะถือเป็นเกียรติอย่างสูง พร้อมขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้เกียรติในฐานะคนทำงานวงการบันเทิง และมองว่าเป็นเสมือนปริญญาของประสบการณ์ ก่อนจะเปิดใจถึงอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในชีวิต นั่นคือการเป็นคุณปู่คุณย่าของ “น้องเรย์” หลานชายวัย 12 ปี ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น เลี้ยงลูกกับเลี้ยงหลานไม่เหมือนกัน ปู่และย่าต้องเตือนตัวเองว่าต้องปรับตัว

สินจัย : “วันนี้น้องเรย์ไม่ได้มาค่ะ ยังไม่ตื่นเลย (หัวเราะ) เขาไม่ทราบค่ะ ตอนนี้ 12 ขวบแล้ว ก็จะเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ค่ะ กำลังปั้นกันอยู่ กำลังเป็นวัยรุ่นด้วย ตอนนี้ความเป็นผู้ใหญ่ของเรานี่แหละ ต้องระมัดระวัง ก็ต้องดูแลเขาไปในอีกแบบหนึ่งแล้ว เพราะเขาก็จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว โตขึ้น กำลังจะเป็นหนุ่มแล้ว เราก็ต้องเตือนตัวเองว่าต้องปรับตัว เขากำลังโตไปอีกระดับหนึ่งแล้ว เขาอาจจะต้องการความเป็นตัวของตัวเอง เราก็ต้องคอยเตือนตัวเองเหมือนกัน ว่าเขาไม่ใช่เด็กๆ ที่เราเคยเลี้ยงแล้วนะ เขาโตขึ้นมาแล้ว"

"เราต้องดูแลทางความรู้สึกมากขึ้น ทางกาย โอเค เราเลี้ยงดูเขามาเติบโตขนาดนี้ก็คิดว่าน่าจะแข็งแรงพอแล้ว คราวนี้ก็ต้องดูในเรื่องของจิตใจ ความสนใจของเขา หรือว่าสิ่งรอบตัวของเขา สังคม มีข่าว มีอะไร เราก็คอยอัปเดตกัน มีอะไรก็ต้องถามกันด้วยค่ะ ว่าตอนนี้เด็ก ๆ สนใจอะไร ตอนนี้เขากำลังสนใจอะไรอยู่ หรือว่าตอนนี้สังคมรอบนอกเป็นยังไงบ้าง มันมีข่าวเรื่องอะไร แล้วก็พูดคุยแลกเปลี่ยน เขารู้ไหม รู้แล้วเขารู้สึกยังไง"

"จริงๆ แล้ว สังคมรอบๆ ตัวเรา เราก็เอามาปรับใช้กับตัวเราเองได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหา หรือสิ่งดี ๆ หรืออะไรก็ตาม ก็คอยเตือนตัวเองด้วยว่าเออ เราก็ไม่อยากให้เด็กมีความรู้สึกไม่ดีเวลาอยู่ที่บ้าน จริงๆ ครอบครัวมันก็เป็นสถาบันที่สำคัญมากๆ อยู่แล้ว ก่อนที่จะออกไปสู่โลกภายนอก เราก็ต้องเป็นครอบครัวที่ดี ครอบครัวที่แข็งแรงพอที่จะให้เด็ก ๆ เขาเติบโตออกไปได้ด้วยค่ะ”

ปรับตัวให้ทันโลกและวัยของหลาน
สินจัย : “ก็คือปรับตัวค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องการทำงาน หรือเรื่องโลกมันเปลี่ยนไป จริงๆ แล้วเราต้องปรับตัวตลอดเวลา ต่อให้เราไม่มีลูก ไม่มีหลาน เราก็ต้องปรับตัวกับสังคมที่มันกำลังเปลี่ยนแปลงไป วัยที่มันต่างกัน ช่องว่างอะไรต่างๆ เราก็ต้องคอยอัปเดต ว่ามันเป็นอะไรที่เราต้องติดตามไหม หรืออันไหนที่เรารู้สึกว่า เออ ไม่เป็นไร มันห่างไปแล้ว ปล่อยไป เราก็อยู่ในวัยของเรา แต่บางอันความที่เรายังมีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน แล้วก็กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น สิ่งสำคัญเราก็เลยต้องให้ความสำคัญกับเขา ณ เวลานี้มาก มากกว่าค่ะ“

ฉัตรชัย : “จริงๆ เราได้แค่เฝ้าระวัง เฝ้าดูอยู่เฉยๆ เพราะเขาเริ่มโตเป็นตัวของเขาเองแล้ว เขามีความคิดเป็นตัวของเขาเองแล้ว บางทีความคิดเรามันจะโบราณไปแล้วด้วยซ้ำไป ก็ต้องปล่อยเขา แล้วเราก็เฝ้าดู เฝ้าระวัง ว่าอะไรจะมาเกิดขึ้นบ้าง เพราะว่ามันก็มีความเป็นวัยรุ่นเพิ่มเข้ามาแล้ว 12 นี่ก็โตมากแล้ว เพราะตอนที่เรา 12 เราก็นึกว่าเราโตแล้ว เขาก็นึกว่าเขาโตแล้ว เพราะฉะนั้นบางทีต้องดูแลจิตใจเขาด้วย ก็ไม่ไม่ง่ายครับ มันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ แน่ๆ เพราะว่า สังคมปัจจุบันมันก็เปลี่ยนไปจากสังคมเมื่อก่อนเยอะมาก อยู่กับมือถือทั้งวัน อยู่กับเกมทั้งวัน ซึ่งบางทีเราก็ต้องคุยกับเขาดีๆ ว่าเอ้ย พอเหอะ หยุดบ้าง ซึ่งบางทีก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ไม่ง่ายๆ“

สินจัย : “ได้ผลน้อยมาก (หัวเราะ)”

การเลี้ยงหลานกับการเลี้ยงลูก มันต่างกันแบบคนละยุค
ฉัตรชัย : “มันคนละยุคเลยนะครับ นั่นมันยุค 90 ยังไม่มีมือถืออะไรมากขนาดนี้ อย่างมากก็เลี้ยงทามาก็อตจิ“

สินจัย : “ใช่ เกมก็ยังน้อยมาก”

ฉัตรชัย : “มันเลยเถิดมาเยอะแล้วครับ“

สินจัย : “คือเขามีมือถือของตัวเอง มันก็เหมือนเขามีเพื่อน มีโลก มีอะไรของเขาแล้ว เพราะฉะนั้นเราได้แค่แบบ เอ้ย พอหรือยัง วางเถอะ เราได้แค่นั้น เราเข้าไปมากกว่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวเขา คือทำให้เขาเห็นว่าโอเค ทุกคนต้องเคารพความเป็นส่วนตัว เราเคารพเขา เขาก็ต้องเคารพเราด้วยเหมือนกัน แต่ว่าขณะเดียวกัน บางอย่างที่เราคิดว่าควรจะแนะนำ ควรจะบอก เราก็จะบอก จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่งแหละ แต่ว่ายังไงก็ต้องบอก แต่บางอันเราก็เห็นว่าให้เขาเรียนรู้ เราก็ต้องปล่อย มันก็ต้องผ่อนหนักผ่อนเบากัน"

"มันไม่เหมือนกับตอนเลี้ยงลูก ตอนเลี้ยงลูกเราแค่รู้สึกว่า อุ๊ย ซนจังเลย มันยังเหมือนควบคุมได้เพราะเขาไม่มีอย่างอื่น อยู่ในบ้านเขาก็แค่วิ่งไปวิ่งมา เล่นคอมก็น้อยมาก เรายังรู้สึกได้คุยกัน ได้เจอกันมากกว่าอย่างงี้ แต่ตอนนี้เด็กเขามีมือถือ มีคอมพิวเตอร์ มีอะไรที่มันเป็นโลกของเขาอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเราเริ่มเข้าไปได้ยาก แต่ก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเราเข้าไปก้าวก่ายเขา เราก็ต้องให้มีระยะ ประมาณหนึ่งค่ะ”

พยายามจะมีกฎเหล็ก แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล
สินจัย : “มันมีค่ะ แต่มันไม่ค่อยได้ผล (หัวเราะ) มีหมดเลย เล่นเวลานี้นะ ตอนแรกเล่นคอมได้เฉพาะ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่เรียนอินเตอร์ กลับมาเร็วไง 14:00 น. ก็เลิกแล้ว แล้วอยู่ในหมู่บ้าน ขี่จักรยานกลับมาแล้ว ย่าไม่มีอะไรทำ ทำอันนู้นเสร็จแล้ว ทำอันนี้เสร็จ ขอเล่นแป๊บหนึ่ง ก็แป๊บหนึ่งๆ ไปทุกวัน เอ้า ลืมไปแล้วว่า วันศุกร์ วันจันทร์ อังคาร พุธ เล่นหมดแล้ว มันก็เป็นอย่างงี้ค่ะ แต่ว่าช่วงไหนที่การเรียนเริ่มไม่ค่อยดี ก็ต้องดุกันหน่อย ก็ต้องคุยว่าเห็นไหม พอปล่อยแล้วเป็นอย่างงี้ไง เอาไงดี เขาก็ต้องยอมค่ะ ก็ต้องฟัง"

"ก็จะทำดีกันมาสักระยะหนึ่ง พอดีขึ้น อ้าว โอเค กลับไปเล่นได้แล้วนะ กลับไปเล่นเหมือนเดิม มันก็ต้องโอเคยอม คือเราต้องคุยกับเขา ให้เข้าใจ ว่าในเมื่อเราผ่อนปรนแล้ว เขาก็ต้องเคารพการที่เรายอมเขาด้วย ก็ต้องแลกกัน เจอกันคนละนิดทาง ส่วนเทคนิคการต่อรอง ก็แล้วแต่จังหวะ”

ฉัตรชัย : “บางทีก็ไม่ต่อรอง บางทีก็ต้องบังคับ ย้อนกลับไปใช้วิธีโบราณ ต้องทำนะ ต้องดุ”

ไม่แน่ใจหลานกลัวใครมากกว่ากัน ระหว่างคุณปู่กับคุณย่า
สินจัย : “ไม่แน่ใจ น่าจะกลัวย่าแหละ”

ฉัตรชัย : “แต่ถามว่าใครดุกว่ากัน ก็แล้วแต่อารมณ์ แล้วแต่สถานการณ์”

สินจัย : “ย่าจะดุสม่ำเสมอค่ะ ดุตลอด”

ยังไม่ฉายแววเรื่องการแสดง แต่ชอบกีฬาฟุตบอลมาก ถึงขั้นเอารองเท้าสตั๊ดไปนอนกอด
สินจัย : “ตอนนี้ยัง ยิ่งถ้าพูดถึงแบบการแสดง นี่ก็จะไม่เอาๆ ไม่เล่น ไม่นู้น ทำเป็นไม่สนใจ แต่รู้ว่ากีฬา ตอนนี้ชอบฟุตบอลมาก ชอบที่สุด ถึงขั้นกอดสตั๊ดนอน เขามีทริกของเขา เขาคุยกับเพื่อน”

ฉัตรชัย : “บอกว่าให้เอาสตั๊ดไปนอนกอด แล้วก็คุยกับสตั๊ด เขาก็จะเล่นเก่งขึ้นเรื่อยๆ”

สินจัย : “ถ้าเป็นรุ่นเรามันคือความเชื่อ เราเชื่อว่าเราจะทำได้ เขาก็แบบว่าคุยกันแล้ว ว่าเอาไปนอนกอดนะ แล้วคิดว่าเราจะทำได้ดี แล้วมันดีจริงๆ นะ เราก็ยอม ปล่อยให้เขานอนกอด แต่เขาซ้อมกันอยู่แล้ว ตอนนี้ไปทางกีฬาชัดกว่าด้านอื่นๆ ทางศิลปะนี่ไม่ค่อย แอบๆ ไม่ค่อยยอมเผยตัว แต่ว่าถ้าเล่นกีฬานี่ โอเค”

จะคอยคุยและถามความคิดเห็นหลานตลอด เวลามีข่าวเรื่องความรุนแรงต่างๆ และคอยเตือนตัวเองว่าอย่าใช้อารมณ์ บีบบังคับมากเกินไป
สินจัย : “ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคุยกัน ว่าเห็นข่าวไหม ข่าวเป็นยังไง เขารู้สึกยังไง บางทีเขาก็จะเห็นจากติ๊กต๊อก เห็นจากในไอจี โรงเรียนบอก โรงเรียนพูดถึง เขาก็จะแสดงความคิดเห็นบ้างบางส่วน สำหรับนก นกมีความรู้สึกว่า เราพูดกับเขาให้เยอะๆ พูดให้เขาเข้าใจเราด้วย ว่าเรามีความคิดยังไง ทำไมเราถึงดุ ทำไมเราถึงต้องถาม ทำไมมันถึงเป็นอย่างงี้ นกว่าเราบอกความรู้สึกให้เขาเข้าใจ มันก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าให้เขาไปคิดเอง"

"บอกให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราต้องห่วง ทำไมเราจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ เพราะมันมีปัญหาอะไรแบบไหน เราก็จะคุยกับเขาเยอะๆ ให้เขาฟังว่าเราห่วงนะ เรา เราไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ขณะเดียวกันเราก็สอนตัวเองนะคะ ไม่ใช่แค่จะสอนเด็กอย่างเดียว เราก็สอนตัวเองว่า เฮ้ย เราอย่าใช้อารมณ์มากนะ เราอย่าบีบบังคับทำให้เด็กเก็บกด เราต้องเตือนตัวเองด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีเราก็ทำด้วยความธรรมชาติ แบบว่าไม่ได้นะ ต้องอย่างงี้ๆ ไปจี้ๆ ไชๆ ซึ่งเราคิดว่ามันปกติ แต่สำหรับเด็ก เขาอาจจะเก็บๆ เอาไว้แล้วไประบายที่อื่น เราก็กลัวไงคะ ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องเตือนตัวเองด้วย บางทีมันก็มาจากผู้ใหญ่หรือเปล่า”

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเคสล่าสุด ทำให้ผู้ปกครองเริ่มเป็นห่วงลูกหลานเรื่องความปลอดภัย เมื่อถามว่า มีการสอนวิธีการเอาตัวรอดให้กับหลานชายอย่างไรบ้าง เวลาเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าตัวก็เผยว่า...
ฉัตรชัย : “โชคดีที่โรงเรียนเรย์ค่อนข้างจะเซฟตี้แล้ว มีระบบเซฟตี้ที่ดี เป็นโรงเรียนอินเตอร์ครับ”

สินจัย : “แต่ก็ต้องคุย ต้องบอกเขาด้วย เพราะว่า เด็กผู้ชาย”

ฉัตรชัย : “โรงเรียนเขาไม่ยอมให้ใช้ความรุนแรงเลย ก็สบายใจระดับหนึ่ง”

สินจัย : “แต่ก็คุยให้เขาฟัง ว่าเหตุการณ์ประมาณไหน หรือว่าสถานการณ์แบบไหนที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะมันไม่ใช่ มันไม่ปกตินะ เรย์ต้องรู้จักสังเกตตรงนี้ด้วย ก็จะบอกเขา แล้วเขาเล่นกีฬาเนี่ย เขาจะกลับค่ำ บางทีเดินออกมาคนเดียว เรย์ก็อย่าคิดว่ามันปลอดภัย เพราะมันมืดแล้ว มันไม่มีคน หรือเรย์คิดว่าอยู่โรงเรียนก่อนก็ได้ ไม่ไม่มีคนแล้ว บางทีมันก็ไม่ได้ว่าแปลว่าจะปลอดภัย หรือขี่จักรยานไปคนเดียวดึกๆ ค่ำๆ ตอนนี้ชอบแบบค่ำๆ ไม่รู้จะทำอะไร นอนไม่หลับ ชอบออกไปขี่จักรยาน เราก็บอกเฮ้ย ถึงแม้จะอยู่ในหมู่บ้าน เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าใครจะขับรถมา ตอนดึกๆ หรืออะไรยังไง ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ก็จะพยายามเล่าเหตุการณ์อะไรอย่างงี้ให้เขาฟัง ว่ามันมีอะไรที่ต้องระวัง”