ทนายเผยเหตุศาลยกฟ้อง “พิ้งกี้-แม่-พี่ชาย” คดี Forex-3D ชี้ชัดสถานะเป็นเพียงนักลงทุนและครอบครัว ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมในขบวนการฉ้อโกง ส่วนพี่ชายแม้เป็นผู้ก่อตั้งแต่ไม่ได้ร่วมบริหาร
วันนี้ (13 ส.ค.) เวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณา 806 ศาลอาญามีการนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงแชร์ Forex3D หมายเลขดำ อ 853/2564 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง “นายอภิรักษ์ โกฎธิ” ผู้บริหาร รวมทั้ง “น.ส.สาวิกา ไชยเดช”หรือ “พิ้งกี้” นักแสดงชื่อดัง “นางสรินยา ไชยเดช”มารดา และ “นายกิตติเชษฐ์ หรือ สรายุทธ ไชยเดช”พี่ชาย กับพวกรวม 24 คนเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงลงทุน Forex-3D นานกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 24 ราย โดยศาลพิพากษาให้นายอภิรักษ์ โกฎธิ จำเลยที่1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 9 จำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 21 รวม 7 ราย (แบ่งเป็น 5 คน 2 บริษัท) จำคุกคนละ 49,110 ปี พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายคืนเงินให้ผู้เสียหายตามความเสียหายจริงพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 และปรับจำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคล อีกเป็นเงินรวมกัน 4,911 ล้านบาท ส่วนจำเลยอีก 17 คน รวมถึงพิ้งกี้, แม่ และพี่ชาย ศาลพิพากษายกฟ้อง
ด้าน “นายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย” ทนายความของบิดา มารดา และน้องชายของ “นายอภิรักษ์ โกฎธิ” ผู้ก่อตั้ง Forex-3D เปิดเผยว่า คดีนี้ใช้เวลาสืบพยานนานประมาณ 5 ปี และถือเป็นการอ่านคำพิพากษาที่ใช้เวลานานที่สุดในชีวิตการทำงานของตน
“ผมสรุปคำพิพากษาคร่าวๆ นะครับ รายละเอียดเยอะมาก คดีนี้สืบ 5 ปี ศาลอ่านคำพิพากษา 6 ชั่วโมง นานมาก ในชีวิตนี้นานที่สุดแล้ว แล้วก็สรุปคร่าวๆ คือศาลพิพากษา ก็คือจำคุกคุณอภิรักษ์ แล้วก็มีจำเลยที่ 5 แล้วก็มีจำเลยที่ 9 จำเลย 11 แล้วก็จำเลย 21 นะครับ ก็จำคุกสูงสุด 20 ปี ตามกฎหมายนะครับ ที่เหลือยกฟ้องนะครับ ซึ่งในส่วนจำเลยที่โดนจำคุกนอกจากคุณอภิรักษ์ แต่ละคนคือที่ศาลพิพากษามานะครับ ก็คือเกี่ยวข้องกับการเทรด Forex และส่วนที่ยกฟ้องส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทหรือคนในครอบครัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของเขา ก็ยกฟ้อง ส่วนที่ศาลก็จะแยกความเกี่ยวข้องเป็นหลักครับ
พฤติการณ์ยังไงของจำเลยที่โดนจำคุก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีเส้นทางการเงิน แล้วก็มีการโฆษณา มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ Forex-3D ครับ แต่ส่วนของคุณพิงกี้ที่ศาลยกฟ้อง ก็คืออย่างครอบครัว พ่อ แม่ แล้วก็น้องชายคุณอภิรักษ์ที่ผมเป็นทนายอยู่ ก็คือว่ายกฟ้องเป็นแค่บุคคลในครอบครัว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกิจของเขา หรืออย่างของคุณพิ้งกี้ที่ศาลยกฟ้องเพราะว่าเป็นแค่นักลงทุน ไม่ได้มีส่วนในการประกอบกิจการของเขานะครับ อย่างพี่ชายคุณพิ้งกี้เป็นแค่ชื่อกรรมการบริษัท ซึ่งจดไว้ตั้งนานแล้ว แล้วเขาไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ได้เข้าร่วมบริหารเลย ก็ยกฟ้อง ศาลท่านก็พิพากษาชัดเจนในแต่ละคนเลยครับ
ส่วนคุณแม่พิ้งกี้ก็เป็นแค่นักลงทุนครับ ก็เหตุเดียวกัน พี่ชายก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ในส่วนของคุณอภิรักษ์เองที่ศาลให้เหตุผลในการผิด ก็ทั้ง 3 ส่วน ในการชักชวน ในการฉ้อโกงประชาชน แล้วก็การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ทั้ง 3 ข้อหาที่ฟ้องมา ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ชัดเจนว่ากระทำผิดจริงนะครับส่วนนี้ ส่วนคนที่พิพากษายกฟ้อง พยานหลักฐานของโจทก์ก็ไม่ได้ชัดแจ้งว่าเขามีส่วนจริงๆ หรือไม่ ตามที่กล่าวหามา แต่ในส่วนการยื่นอุทธรณ์ อันนี้ผมไม่ทราบคือเรียนว่าในทนายของ 5 คนที่ศาลพิพากษาจำคุก ทางพวกผมไม่ได้เป็นทนายด้วย ทนายที่ยืนตรงนี้เป็นทนายของจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องทั้งหมด ก็คือทั้งหมด 24 นะครับ ลงโทษไป 7 แล้วก็ยกฟ้องก็ 17 ครับ
แนวทางการต่อสู้คดีในช่วงที่ผ่านมา ที่นำมาสู่การยกฟ้อง ในส่วนของคุณพิ้งกี้ ก็คือเรื่องขาดเจตนา แนวทางส่วนใหญ่จำเลยก็คือจำเลยไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิดนะครับ ส่วนใหญ่ที่ถามค้านกัน เรียนตรงๆ ว่าเราเป็นระบบกล่าวหา คดีจะให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดเนี่ย ทนายจำเลยก็ต้องถามค้านให้เห็นชัดว่า ที่ทางพนักงานสอบสวนเขากล่าวหามา ที่พยานเขาเบิกความมา ไม่ถูกต้องยังไง แล้วก็เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงกัน ก็ต้องถามค้านให้แตกในส่วนนี้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด จำเลยแต่ละคนก็จะมีกลุ่มของจำเลยหลายๆ ทีม เพราะงั้นต่างคนก็ทำหน้าที่ช่วยลูกความของตัวเองครับ”
เผยไม่แน่ใจว่ามีตัวแทนของผู้เสียหายเข้ารับฟังด้วยไหม แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาร้องเรียน
“คือในห้องมันแคบนะครับ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เสียหาย น่าจะไม่เห็นนะครับ ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตัวญาติๆ จำเลยครับ มาให้กำลังใจ เพราะคดีนี้ไม่ได้ประกันตัวส่วนใหญ่ แล้วก็มันนานมาก ถามว่าถ้ามีผู้เสียหายบางส่วนไม่เห็นด้วยแล้วออกมาเรียกร้อง คือเท่าที่สืบคดีมา 5 ปี ไม่เคยมีผู้เสียหายมาเลยนะครับ ที่เข้ามาร้องเรียนหรือเรียกร้อง เพราะเรียนตรงๆ ว่าจำเลยที่ศาลยกฟ้องส่วนใหญ่ ผู้เสียหายไม่รู้จักด้วยซ้ำครับ ไม่เคยเจอผู้เสียหายด้วยซ้ำครับ ส่วนใหญ่นะครับ”
ด้าน “นายวรยุทธ บุญวงษ์ใส” ทนายความของพี่ชายนักแสดงสาว “พิ้งกี้” ก็เผยว่าตัวพี่ชายแค่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
“เราก็ต่อสู้ด้วยความจริงนี่แหละครับ อยู่ในฐานะเพียงแค่ว่าเป็นกรรมการ ได้รู้จักกับทางอภิรักษ์ แล้วก็ได้ไปร่วมกันจัดตั้งบริษัทตั้งแต่แรก เดิมทีก็คือต้องการที่จะทำชิปปิ้ง ไม่ได้ต้องการทำตัวนี้เลย เพียงแต่ว่าภายหลังจากนั้น อภิรักษ์เขาไปดำเนินงานของเขาเอง แล้วเขาก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ตราประทับอะไรพวกนั้นครับ เขาก็ดำเนินการของเขาเอง จนสุดท้ายแล้ว พี่ชายพิ้งกี้ได้กลับมาจากต่างประเทศ ก็ได้เข้าไปรู้ว่าเขาดำเนินธุรกิจนี้ ก็เลยได้เข้าไปร่วมรู้เห็นแค่นั้นเอง แต่ว่าบริหารอะไรต่างๆ ไม่ได้ร่วมทำนะครับ
เรื่องขั้นตอนการขอปล่อยตัว ประมาณสัก 2 ทุ่ม เดี๋ยวนักข่าวก็ไปดักรอที่เรือนจำได้เลย เดี๋ยวเขาปล่อยวันนี้ เดี๋ยวศาลจะออกหมายปล่อย แล้วก็ต้องเป็นกระบวนการของทางราชทัณฑ์ ทิ้งท้ายก็ขอบคุณสื่อมวลชนที่ติดตาม แล้วก็ขอบคุณศาลนะครับ ศาลพิจารณาละเอียดรอบคอบมาก แล้วก็คำพิพากษารัดกุมมาก ละเอียดมาก เห็นชัดแจ้งนะครับ ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรมกับจำเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ”


