“หนุ่ม กิติกร” เปิดตัวรายการแข่งทำอาหาร “รสแลกเงิน” กับคอนเซ็ปต์สุดแปลกใหม่ ยิ่งปรุงเยอะเงินรางวัลยิ่งลดน้อยลง ฟุ้งเป็นรายการเดียวในไทย และรายการแรกในโลก!
สมกับเป็นเจ้าพ่อรายการแข่งขันทำอาหารจริงๆ สำหรับ “หนุ่ม กิติกร เพ็ญโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการแข่งขันทำอาหารชื่อดัง ทั้ง MasterChef Thailand, เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย, และ Hell's Kitchen Thailand ล่าสุดเจ้าตัวทำฮือฮาด้วยการเปิดตัวรายการใหม่แกะกล่อง “รสแลกเงิน” กับกติกาแปลกใหม่ ยิ่งปรุงเยอะเงินรางวัลยิ่งลดน้อยลง จะเป็นอย่างไรเมื่อต้องแข่งขันทำอาหารให้อร่อย แต่ปรุงเยอะไม่ได้ พร้อมฟุ้ง รูปแบบของรายการแบบนี้ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน เป็นรายการเดียวในไทย และรายการแรกในโลก
“จริงๆ แล้วเราได้คุยกับทาง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) และทางช่อง 7 ทาง สสส. อยากให้ทำรายการที่ให้ประโยชน์ และให้ความรู้เรื่องการรับประทาน เพราะปัจจุบันปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่เกี่ยวกับการกินทั้งนั้นเลย บางทีการปรุงเยอะเกินไปมันส่งผลเสียต่อร่างกาย เราเลยอยากทำรายการที่ทำให้คนเห็นว่าการปรุงน้อยลงก็ทำให้อาหารอร่อยได้ด้วยตัวมันเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี
ตรงนี้ก็เป็นจุดที่น่าสนใจ และมีความท้าทาย เพราะปกติเชฟจะปรุงตลอด คราวนี้ลองมาดูสิว่าถ้าเชฟไม่ปรุงจะทำอย่างไร ทำให้เชฟแต่ละคนที่ปกติจะมือหนักต้องมาลดการปรุงของตัวเอง แต่ต้องหาเทคนิคอื่นๆ ที่จะมาช่วย เช่น ต้องหาวัตถุดิบประเภทที่เป็นผักมาทำให้มันหวาน ซึ่งจะใช้ความหวานเหล่านั้นแทนน้ำตาล หรือถ้าอยากได้ความเค็ม แทนที่จะใส่น้ำปลาเยอะๆ ก็อาจจะใช้สาหร่ายทะเลเพื่อเร่งรสอูมามิแทน เราอยากให้คนดูเห็นเทคนิคเหล่านี้ว่าการลดปรุงแต่ยังอร่อยทำได้อย่างไร”
ตอนที่เชฟทราบเงื่อนไขนี้ ถึงกับงง
“เขาก็มีงงกันบ้างว่าจะทำอย่างไรดี แต่พอทุกคนรู้ว่ามีเงินรางวัล 50,000 บาท ก็โอเคกันหมดครับ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือผมขายน้ำตาลในรายการราคาสูงถึง 15,000 บาท แต่ทุกคนก็เต็มที่ พยายามไม่ซื้อ และดึงรสชาติจากวัตถุดิบออกมาให้ได้มากที่สุด”
ยอมรับว่า ถ้าตนต้องทำอาหารเองแล้วต้องลดเครื่องปรุง กินไม่ได้ ไม่อร่อยแน่นอน
“ถ้าผมทำเอง กินไม่ได้แน่นอนครับ(หัวเราะ) แต่พอเป็นเชฟทำ เขาจะมีเทคนิคที่น่าทึ่งมาก เขาสามารถอธิบายได้ว่าทำอย่างไรให้หวานหรือเค็มขึ้นโดยไม่ใช้เครื่องปรุงเยอะ ผมคอนเฟิร์มเลยว่า อาหารจืดหรือปรุงน้อยก็อร่อยได้ถ้าเรารู้จักสร้างสมดุลของรสชาติ แต่ถ้าดูรายการนี้แล้วไม่ทำตามสุขภาพก็คงไม่ดีขึ้น ฉะนั้นดูแล้วลองไปทำตามในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้
เชื่อว่าแค่เปลี่ยนวันละนิดชีวิตจะดีขึ้น เพราะว่าในแต่ละตอนของรายการจะมีโจทย์ เช่น ว่าอาหารสำหรับผู้ที่ใกล้จะเป็นโรคเบาหวาน หรืออาหารสำหรับคนที่เป็นโรคอ้วน หรืออาหารสำหรับคนที่เป็นความดันสูง แต่ละตอนโจทย์จะไม่เหมือนกัน อย่างผู้สูงอายุหลายคนเข้าใจว่าต้องกินแต่ของอ่อนๆ อย่างโจ๊ก แต่จริงๆ ลืมนึกไปว่าคนสูงอายุต้องกินโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เชฟก็ต้องแก้โจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้มีโปรตีนครบ และรสชาติดีภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องปรุงครับ”
กติกาการแข่งขัน ตัดสินจากความอร่อยเท่านั้น
“เราตัดสินที่ความอร่อยอย่างเดียวเลย เพราะเรื่องปริมาณเครื่องปรุงเรากำหนดไว้ให้หมดแล้ว ถ้าใครอยากได้เพิ่มต้องซื้อเอา ซึ่งส่วนใหญ่เชฟจะไม่ค่อยซื้อเพราะไม่อยากเสียเงินเยอะ เรามาดูกันว่าภายใต้สภาวะที่ไร้เครื่องปรุงหรือเครื่องปรุงที่น้อย ใครจะทำออกมาได้อร่อยกว่ากัน ซึ่งในแต่ละตอนจะมีผู้ชนะเลย
รายการมีทั้งหมด 20 ตอน ผู้เข้าแข่งขันเป็นเชฟจากรายการที่เราคุ้นเคยกันดี ทั้งจาก MasterChef, Top Chef หรือรายการพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซบ คือเป็นคนที่ที่อยู่ในรายการเราเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีคนที่อยู่นอกรายการเราบ้างมาผสมกัน เพื่อที่จะทำให้อาหารต่างๆ มีความหลากหลาย โจทย์จะมีความหลากหลายตั้งแต่ Street Food ไปจนถึง Fine Dining เลยครับ”
คาดหวังให้รายการนี้เป็นที่รู้จัก และให้ประโยชน์กับคนดูมากที่สุด
“อย่างแรกคือคาดหวังให้รายการนี้เป็นที่รู้จัก แล้วก็ให้ประโยชน์กับคนดูได้มากที่สุด รายการจะออกอากาศวันแรก วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมนี้ เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7 จะเปลี่ยนหมุนเวียนเชฟไปเรื่อยๆ ในทุกตอน คนดูจะได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ที่ทำอาหารภายใต้โจทย์ของการลดปรุง แล้วออกมามีความอร่อย กินได้จริง และสามารถทำตามได้”
พร้อมฟุ้งคอนเซ็ปต์นี้เป็นรายการเดียวในประเทศไทย และเป็นรายการแรกในโลก
“ผมมั่นใจว่าเป็นรายการเดียวในประเทศไทยที่ทำอาหารแล้วไม่ให้ปรุงหรือปรุงน้อยที่สุด หรืออาจจะรายการแรกในโลกด้วย(หัวเราะ)”


