xs
xsm
sm
md
lg

“ต้อม รชนีกร” จี๊ดใจ! โดนด่าเนรคุณที่ทำให้ฟรี ปลดล็อกความเจ็บปวด 3 ปี ร้องไห้ทุกวัน ไม่หวั่น “ปิ่น” ยื่นอุทธรณ์ ยังรอเงิน 50 ล้าน (คลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ต้อม รชนีกร” ปลดล็อก 3 ปี ชนะคดีศัลยกรรมหน้าพัง เจ็บปวดที่สุดถูกด่าเนรคุณที่ทำให้ฟรี ร้องไห้ทุกวัน โล่งใจศาลสั่งคู่กรณีชดใช้ 7.7 ล้าน ตอก “ปิ่น เลอลักษณ์” พูดเองกับปาก แพ้คดีจะให้ทันที 50 ล้าน ลั่นยังรอเงินอยู่ รับอยากแก้หน้า แต่แค่เห็นภาพคนใส่ชุดผ่าตัดก็กลัวและรู้สึกอยากอาเจียน จวกอย่าโยนความผิดว่าเป็นเพราะตน ทำรพ.ได้รับผลกระทบ 100 ล้าน 

หลังจากนักแสดงชื่อดัง “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” ชนะคดีในศาลชั้นต้น ในคดีที่เจ้าตัวเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “ปิ่น พิศพรรณ ศรีไชยยันต์”เจ้าของโรงพยาบาลเลอลักษณ์ และแพทย์ผู้ผ่าตัด เป็นจำเลยในคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากกรณีศัลยกรรมใบหน้า แล้วอ้างว่าเกิดความเสียหาย ใบหน้าผิดรูป ส่งผลกระทบต่อชีวิต และงานในวงการบันเทิง อีกทั้งยังมีประเด็นโต้แย้งกันเรื่องการละเมิดสิทธิ์นำรูป-คลิปขณะผ่าตัดไปเผยแพร่โดยเจ้าตัวไม่ยินยอม กระทั่งบานปลายกลายเป็นคดีความต้องขึ้นโรงขึ้นศาล โดยเมื่อวานที่ผ่านมา(6 ส.ค. 2569) ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้ทางโรงพยาบาลคู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายให้ต้อมเป็นจำนวนเงิน 7.7 ล้านบาท ทำเอา “ปิ่น พิศพรรณ” ช็อกร้องไห้ที่แพ้คดี

ซึ่งคดีนี้ เดิมทีศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษา วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 แต่มีรายงานว่า ทางทนายความของ ต้อม รชนีกร ได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนพิจารณาคดี เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่จะยื่นเพิ่มเติมให้กับศาล เมื่อศาลพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงอนุญาตให้ตามคำขอของทนายความฝ่ายโจทก์ โดยเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ทางด้านของ “ปิ่น พิศพรรณ” เจ้าของโรงพยาบาลเผยว่า แม้ว่าศาลจะพิจารณาจากเอกสารทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าเอกสารหลักฐานที่ต้อมนำมายื่นศาลเพิ่มเติม ศาลน่าจะพิจารณาตรงส่วนนี้ด้วย โดยที่ฝ่ายตนไม่ได้มีโอกาสสืบพยาน เนื่องจากหมดเวลาไปแล้ว จริงๆ ต้องพิพากษาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เลื่อนเวลาออกมาเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พร้อมประกาศยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ และเตรียมฟ้องกลับต้อม เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงเนื่องจากได้รับความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท ซ้ำในช่วงวิกฤตยังต้องกู้เงินมาประคองธุรกิจจนเป็นหนี้เกือบ 200 ล้าน ยืนยันทางโรงพยาบาล และทีมแพทย์เจตนาดี ตั้งใจทำให้ต้อมสวย จากที่อีกฝ่ายมีปัญหามาไม่รู้กี่ครั้ง

โดยเวลา 10.00 น. วันนี้ (7 สิงหาคม) “ต้อม รชนีกร” พร้อมด้วย “นายสิทธิชัย กฤติยาเมชากุล” ทนายความส่วนตัว ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีชนะคดีในศาลชั้นต้น พร้อมเผยถึงหลักฐานเด็ดที่ยื่นเพิ่มเติมจนมีส่วนทำให้ชนะคดี รวมถึงประเด็นเงิน 7.7 ล้าน ที่ทางคู่กรณีต้องจ่ายชดใช้ค่าเสียหายให้ จะได้รับเลยหรือไม่!

ต้อม : “เราสู้มา 3 ปี เป็นจำเลยของสังคมมาร่วม 3 ปี ที่คนไม่ได้รู้ว่าตื้นลึกหนาบางคืออะไร ความจริงคืออะไร เพราะว่าจริงๆ จะพูดไปแล้วก็คือเป็นคน 2 ฝ่ายเท่านั้นที่รู้ความจริง ว่าเรื่องทั้งหมดมันคืออะไร เราโดนโจมตีมาโดยตลอด เพราะว่าเราไม่เคยออกมานั่งพูดดีกว่ามันคืออะไร พูดไปก็มันเหมือนสาดน้ำสาดโคลนเข้าหากันมากกว่า ก็เลยไม่ได้พูด แต่ ณ ตอนนี้ก็คือ 1 คือดีใจแล้ว โล่งแล้ว ได้เป็นมนุษย์ ได้เป็นคนปกติแล้ว ที่ไม่ได้เดินไปตามท้องตลาดแล้วก็มานั่งแบบ เฮ้ย คนนั้นเขาเกลียดเราเปล่าวะ คนนั้นเขารักเราอยู่หรือเปล่าวะ มันเป็นอะไรที่เหมือนจะต้องใส่มาสก์เดินอยู่เป็นเวลา 2 ปีหรือ 3 ปี ซึ่งมันไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเราเองเลยณ ตอนนี้ คือต้องขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ ว่าความยุติธรรมมีจริง จากการที่เราสู้มา ดีใจมากค่ะ”

เหตุผลที่ทำให้ชนะคดี คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ต้อม : “มันไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นจริง ว่าเราโดนอะไรบ้าง เราถูกกระทำอะไรบ้าง ทั้งที่คนเห็น คนทั่วไปเห็น และคนทั่วๆ ไปไม่เห็น ก็คิดว่าตรงนี้แหละ มันโอเคสำหรับเรา ณ ตอนนี้”

ทนาย : “ข้อเท็จจริงมันเกิดขึ้นยังไง มันก็มีอยู่แบบนั้นนะครับ เพียงแต่ว่าทนายแค่ทำหน้าที่เสนอพยานหลักฐานให้ท่านพิจารณา ก็สู้ตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง อีกอย่างคดีของคุณต้อม จะเป็นเรื่องที่ยากเกี่ยวกับการพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องการแพทย์ ซึ่งคดีของเราที่ฟ้องไป เป็นคดีผู้บริโภค ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายแพทย์ แพทย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิด ไม่เป็นความผิด แต่เบื้องต้นศาลท่านพิจารณาแล้วว่า ความประมาทเกิดจากหมอ ในส่วนหลักฐานที่ยื่นไป ก็คือเป็นคำแถลงการณ์ปิดคดี ซึ่งระบบการพิจารณาคดีผู้บริโภค ศาลท่านก็มีอำนาจที่จะลงมาแสวงหาข้อเท็จจริง แม้หลักฐานที่ว่าทางฝ่ายโจทก์ไม่ได้เสนอลงไป แต่ถ้าศาลเจอหลักฐานที่เป็นประโยชน์กับรูปคดี ศาลก็นำมาประกอบการพิจารณาได้”

หลักฐานที่ส่งไปล่าสุด คือใบรับรองแพทย์
ทนาย : “ก็คือเป็นเกี่ยวกับใบรับรองแพทย์ มีอยู่ในเอกสารสํานวนแล้ว แต่ว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย เหตุผลที่เพิ่งส่งหลักฐานชิ้นนี้ไป เพราะตอนแรกทางทนายเอง ก็มีหมายเรียกให้คุณหมอ ที่ทำการรักษาคุณต้อม หลังจากเกิดเหตุคดีนี้ แต่ปรากฏว่าคุณหมอไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ทางฝ่ายผมเองก็จำเป็นก็ต้องเสนอหลักฐานเท่าที่มี เพื่อเสนอให้ท่านเห็นว่าคุณต้อมไปตรวจแล้ว หลังจากนั้น หมออีกท่านหนึ่งเขามีความเห็นอย่างไร”

ทาง “ปิ่น” มองว่าฝ่าย “ต้อม” ยื่นหลักฐานเพิ่มในช่วงสุดท้าย ฝั่งตนเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานในการสู้คดี
ทนาย : “ผมว่ามันไม่เกี่ยว หลักฐานตัวนี้นักกฎหมายก็ทราบอยู่ทุกคนนะครับ ที่ผมเรียนไปว่ามันเป็นระบบไต่สวน ศาลสามารถหาข้อเท็จจริงได้หมด อีกอย่างหนึ่งศาลก็จดในรายงานกระบวนพิจารณา ว่าให้โอกาสทุกฝ่ายที่จะยื่นเข้ามาได้หมด”

เป็นสิทธิ์ของทาง “ปิ่น” ที่จะยื่นอุทธรณ์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลักฐาน
ต้อม : “อันนั้นก็เป็นส่วนของพี่เขา”

ทนาย : “เป็นสิทธิ์ครับ”

ต้อม : “เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนจะสามารถทำได้นะคะ ถูกไหมคะ”

ทนาย : “ใช่ครับ เป็นสิทธิ์ตามกฎหมายที่เขาจะอุทธรณ์ได้ แต่ทางฝ่ายผม พอสืบคดีออกมาทั้งหมดก็ไม่ได้หนักใจ”

ต้อม : “อย่างพี่ทนายพูดว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับหลักฐาน แล้วจะบอกว่าเราส่งหลักฐานช้า ทำให้อาจจะต้องมีการเลื่อนศาล คือเราไม่มีอำนาจที่จะขอเลื่อนศาลนะคะ ทุกอย่างที่เราส่งไป เราส่งตามกำหนดเวลาที่ระบุเอาไว้ว่าต้องส่งวันนี้ เวลานี้ ซึ่งเราส่งตรงทุกอย่าง สามารถที่จะสืบได้ ว่ามันมีกระบวนการว่าเราส่งวันไหน อะไรยังไง จะมาบอกว่าเราส่งช้าไม่ได้”

ทนาย : “ก็เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว นักกฎหมาย ทนายจะรู้”

ต้อม : “จะมาพูดประโยคนี้ มันต้องเอาออกมาแจงว่าจริงๆ แล้วใครที่ส่งช้า”

ทนาย : “กระบวนพิจารณาตรงนี้ ผมเรียนนิดหนึ่งว่า ศาลท่านพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ได้พิจารณาแค่เอกสารที่เพิ่งยื่นไปภายหลังฉบับเดียว พยานบุคคล พยานเอกสารทุกอย่าง ท่านต้องมาชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อใคร แต่เบื้องต้นวันนี้ก็ผมก็ดีใจกับคุณต้อมด้วย เหนื่อยเหมือนกัน”

ต้อม : “ที่บอกว่าส่งช้า จริงๆ แล้วมันอยู่ในช่วงของการสืบเรียบร้อยแล้ว แต่บังเอิญที่ทนายบอกว่าเป็นภาษาอังกฤษ แล้วทางอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไหน คำประโยคนี้ ซึ่งถามเป็นภาษาไทยเนี่ย มันอยู่ตรงไหน ซึ่งมันไม่มีค่ะ เราก็เลยจำเป็นที่จะต้องไปแปลเอกสารจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย แล้วยื่นส่งให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันอยู่ในกระบวนการเรียบร้อยไปแล้วค่ะ”

เผยเอกสารชุดนี้อยู่ในชั้นสืบพยานอยู่แล้ว
ต้อม : “มันอยู่ในชั้นสืบอยู่แล้ว”

ทนาย : “ในมุมมองของทนาย ที่ผมเรียนไปข้างต้นว่าคดีมันมีพยานหลักฐานหลายๆ อย่าง หลายๆ ประเด็นที่มาเป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องต่อกันให้ได้ ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร พยานหลักฐานทุกชิ้นก็สำคัญหมด เพราะเรื่องนี้สืบพยานกัน 3-4 วันเต็มนะครับ”

ไม่กังวลหลังทนายฝั่งจำเลย เผยว่ายังมีบางประเด็นที่ศาลยังไม่ได้หยิบมาวินิจฉัย เลยจะเอาส่วนนี้มายื่นในชั้นอุทธรณ์
ทนาย : “ไม่ได้กังวลตรงนี้เลยครับ เพราะว่าเรื่องนี้ผมเป็นคนสืบคดี จะรู้ว่าเขาสู้ประเด็นตรงไหน ผมต้องหักล้างตรงไหน ตรงนี้ผมมั่นใจว่าในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่ได้หนักใจ

ศาลให้จำเลยชดใช้ 7.7 ล้าน จากที่เรียกไป 50 ล้าน แต่ทาง “ปิ่น” เคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อเอง ว่าถ้าแพ้คดีจะจ่าย 50 ล้าน
ต้อม : “ตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียกไป 50 ล้าน เขาบอกว่าน่าจะเรียกจำนวนนี้ แต่เราทราบอยู่แล้วล่ะค่ะ ว่าความเป็นจริงศาลท่านไม่ได้ให้จำนวนนี้หรอก ก็ต้องเรียกไปตามความเป็นจริงที่ศาลท่านจะให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่เขาได้พูดออกมาแล้วนะคะ แล้วก็พูดออกสื่อด้วย ว่า จะให้ 50 ล้าน ซึ่งจำนวนนี้ต้อมไม่ได้เป็นคนพูดนะว่าพี่ต้องให้ แต่พี่บอกว่าพี่จะให้ หนูจะได้ไหมคะ

ทนาย : “ก็เคยพูดว่าถ้าแพ้คดี จะจ่ายคุณต้อม 50 ล้าน ตอนนี้เรารับอยู่ไหมครับ”

ต้อม : “รอค่ะ”

ทนาย : “ก็อยู่ที่ฝ่ายจำเลยเขาจะอุทธรณ์ ในประเด็นว่าค่าเสียหายสูงเกินไปหรือไม่ ซึ่งในคดีละเมิดเป็นดุลยพินิจของศาล ที่จะกำหนดเรื่องค่าเสียหาย ว่ากรณีแบบนี้ค่าเสียหายต่อจิตใจเท่าไหร่ แต่ในส่วนของค่ารักษาพยาบาล ตรงนี้ส่วนใหญ่ศาลก็จะให้ตามใบเสร็จ ตามหลักการ ศาลก็จะมีมาตรฐานในการกำหนดค่าเสียหายอยู่แล้ว”

ค่าเสียหาย 50 ล้านบาทที่เรียกไปในตอนแรก ประเมินจากค่าเสียเวลา เสียโอกาสในการทำงาน
ต้อม : “ณ ตอนนั้นที่ทนายคนเก่าทำเอาไว้ให้ เขาก็ประเมินจากรายได้ ประเมินจากโดยรวมนั่นแหละค่ะ แล้วก็ค่าเสียเวลา”

ทนาย : “เขาเรียกว่าเป็นความเสียหายทางจิตใจ หน้าเราเสียโฉมไปตลอด มันเป็นค่าเสียหายที่คำนวณไม่ได้ แต่ศาลก็ใช้ดุลยพินิจได้นะครับ ว่าสมควรให้เท่าไหร่”

ลั่น 50 ล้าน ยังไม่คุ้มกับชีวิตเลยด้วยซ้ำ
ต้อม : “ถามว่าสมเหตุสมผลไหม หรือเรียกสูงไปไหม ก่อนหน้านั้นยังไม่ได้คิดนะคะ แต่พอช่วงหลังจากเริ่มมีคดีความ เริ่มลึกลงไปเรื่อยๆ เริ่มลึกถึงการรักษาไปเรื่อยๆ คิดว่าบางที 50 ล้านยังไม่คุ้มกับชีวิตเราด้วยซ้ำ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราต้องโดนกับอะไร ตั้งแต่เริ่มต้นมา เราไม่เคยพูดถึงเรื่องความสวย ที่ไปฟ้องตั้งแต่เริ่มแรกคดีอาญา ก็ไม่ได้พูดเรื่องความสวย แต่อย่ามาเบี่ยงเบนว่าก็สวยแล้วนี่คะ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องความสวยเลย เราพูดถึงเรื่องภาพที่คุณเอาไปใช้ ที่มันทำให้คนเชื่อไปตามนั้น ว่าหน้าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ หน้าเราผิดปกติแบบนั้นจริงๆ จนกระทั่งมาเป็นตรงนี้ เราได้รับการรักษา ไปรักษากับคุณหมอแล้ว เราถึงได้รู้ว่าที่เราเป็นอยู่เนี่ย มันไม่ใช่แค่ปีหรือสองปีมันรักษาหาย แต่มันต้องเป็นแบบนี้ไปจนตลอดชีวิต ซึ่งไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่หาย แล้วคิดดูว่ามันคุ้มกับเงินที่เราจะได้ไหม”

ณ ตอนนี้ก็ยังต้องเข้ารับการรักษาอยู่
ต้อม : “ณ ตอนนี้ก็ ก็ยังต้องรักษาอยู่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอ้าปาก ฟัน มันอ้าปากได้ไม่เต็มที่ ทานอะไรก็ไม่ปกติ เคี้ยวของแข็งๆ หรืออะไรอย่างเนี่ย อย่าว่าเคี้ยวของแข็งเลย มันก็ไม่ใช่ มันก็เหมือนคนปกติทานทั่วไปนั่นแหละ แคปหมู ข้าวเหนียว มันคืออาหารของมนุษย์ทาน ที่เขามาพูดว่าอาหารคนก็กินได้นี่คะ มันทานได้ค่ะ แต่มันทานได้ไม่เหมือนปกติ การอ้าปากของเราก็อ้าปากได้ไม่เป็นปกติ การจะทำฟันเราก็ต้องทำไปแล้วก็หยุดไป เพราะเราไม่สามารถที่จะอ้าได้นานๆ มันจะปวดเข้าเบ้าตา มันจะปวดเข้าตรงแบบขมับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ ถามว่าสิ่งที่ให้ทำอยู่ ก็คือกายภาพที่คุณหมอให้ทำ แต่ว่าจะหายหรือไม่หายนั้นมันตอบไม่ได้เลย เพราะมันเกิดเป็นผังผืดไปแล้ว”

ทางจำเลยยืนยัน ว่าผลตรวจออกมาไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
ต้อม : “ขออนุญาตพูดถึงเรื่องหมอคนกลางก่อน ก็คือเป็นหมอที่เขานำขึ้นมาขึ้นศาลเอง ซึ่งหมอคนกลางนี่หมายความว่าศาลท่านต้องเป็นคนเรียกมา แต่อันนั้นคือไม่ใช่ เป็นหมอที่ฝ่ายพี่เขาเรียกขึ้นมา แล้วมาพูดให้ศาลท่านฟัง ว่าเคสมันน่าจะเป็นอย่างงี้ๆ และหมอคนนั้นไม่ได้มีการตรวจสภาพร่างกายกายภาพของเราเลย จะเรียกว่าเป็นหมอคนกลางในคดีนี้ไม่ได้ค่ะแต่หมอที่รักษาเราน่ะมีจริง”

ทนาย : “อีกอย่างหนึ่ง หมอที่ผมถามในกระบวนพิจารณา เขาก็เปิดคลินิกศัลยกรรมเกี่ยวกับเสริมความงามเหมือนกัน”

ต้อม : “แล้วหมอก็ไม่ใช่เป็นคุณหมอทันตกรรมธรรมดานะคะ เราปรึกษาคุณหมอหลายท่านมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอแม็กซิลโลเฟเชียล หมอฟัน หมอศัลยกรรม หมอระบบการบดเคี้ยว เราปรึกษาหมดค่ะ แต่คดีเราเกี่ยวกับคุณหมอ ปัญหาของเราคือบางทีคุณหมอที่จะมาเนี่ย ท่านก็ไม่สะดวก คือหลายคนให้ความเห็นได้ ให้การรักษาได้”

ทนาย : “แต่พอบอกว่าให้มาเป็นพยาน ส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธ บอกว่าอย่าเอาหมอเข้าไปเกี่ยวข้องเลยนะคะ”

ไม่ได้มาฟ้องเพราะแค่อยากได้เงิน
ต้อม : “เงินต้อมไม่ได้มีเยอะเท่าเขา แต่ว่าก่อนหน้านี้ เราก็ทำงานหาเงินได้ตามปกติ เลี้ยงดูครอบครัว เลี้ยงดูลูกได้ปกติ แต่ตั้งแต่มีคดีความมา ทำงานไม่ได้ ทำเงินไม่ได้ ที่สำคัญเลยเงินของเขาไม่ได้ใหญ่ไปกว่าความยุติธรรมและความเป็นจริงนะคะ อันนี้อย่าเอาจำนวนเงิน หรือเอาคำว่าอยากได้เงิน มานั่งพูดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ค่ะ คนเรามีศักดิ์ศรี ประโยคนี้สำคัญที่สุดนะคะ

ถามว่าทำไมเลือกที่จะฟ้องแล้วต่อสู้ จริงๆ ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ พอเราไปรักษา เราไปทำตรงนี้แล้ว ผลมันไม่ได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป เราต้องมีการรักษาซึ่งต่อเนื่อง เราก็เลยมีความรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับชีวิตเราเลย เราจะต้องมาเจอแบบนี้ไปตลอดชีวิตเรา แล้วก็หน้าแบบนี้ไปตลอดชีวิตเราเหรอ ถ้ายังไม่จบคดีคือแก้หน้าไม่ได้ เราต้องเจอสภาพหน้าเป็นแบบนี้ตลอดไปเหรอ ซึ่งมันไม่ใช่ค่ะ ถามว่าแก้ได้ไหม อยากแก้ค่ะ แต่ก็ต้องรอจนกว่าคดีจะจบ แต่ ณ ตอนนี้ขึ้นสืบแล้ว ก็คงจะได้แก้หน้าตามที่ใจหวังไว้ แล้วก่อนหน้านี้ก็เคยพูดไว้ ว่าถ้าใครทำหน้าเขากลับมาได้เหมือนเดิมพี่ยินดีจ่าย ทุกคำคือเงิน ทุกคำคือการดูถูก และทุกคำคือการดูหมิ่นมาก ซึ่งประโยคนี้มันไม่โอนะคะ”

แม้ฝั่งจำเลยจะขออุทธรณ์ แต่ก็ยังต้องนำเงิน 7.7 ล้านที่ศาลสั่งให้ชดใช้ มายื่นคำขอทุเลาไว้กับศาล
ทนาย : “ในเรื่องของการบังคับคดี เมื่อวานทางจำเลยก็ไปฟังคำพิพากษา ลงชื่อรับทราบว่ามาฟังคำพิพากษา คำบังคับก็ 30 วัน ถ้าหลังจากนี้ทางจำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ทางฝ่ายโจทก์เองก็สามารถบังคับคดีได้ทันที แต่ว่าสิทธิ์ของจำเลยดังที่ผมเรียนไปว่าเขาจะอุทธรณ์ โดยหลักเขาต้องยื่นคำขอทุเลาการบังคับ การขอทุเลาการบังคับ ก็ต้องนำเงินตามคำพิพากษาที่ศาลพิพากษาไว้มาวางทั้งหมด”

ทาง “ต้อม” จะยังไม่ได้รับเงินชดใช้ตามคำพิพากษาของศาล จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด
ทนาย : “ก็ยังไม่ได้ครับ เขาจะคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายไปปกติ แต่ว่าเงินจำนวนตามคำพิพากษาก็ต้องอยู่ที่ศาล ถ้าสุดท้ายคดีสิ้นสุด ทางคุณต้อมก็ไม่ต้องไปบังคับคดี ไปเขียนคำร้องขอรับเงินได้เลย แต่ก็ต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดนะครับ ถึงจะได้”

ต้อม : “มันเป็นสิทธิ์ของเขาอยู่แล้วนะคะ”

ทนาย : “ตามกฎหมายก็คือจำเลยใช้สิทธิ์อุทธรณ์ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา แต่ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมาสองศาล ผมว่าโอกาสที่จะอนุญาตฎีกาก็ค่อนข้างที่จะยาก คดีแพ่งก็คือศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยคู่ความฝ่ายที่แพ้คดีก็สามารถอุทธรณ์ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ซึ่งแต่ละเรื่องจากผมทำงานมา ไม่ง่ายนะครับ การอนุญาตจากศาลฎีกามันต้องเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่เคยว่ากล่าวกันมา ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งกฎหมายก็กำหนดหลักเกณฑ์ไว้หมด”

ทางฝั่งโจทก์เอง ก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มจำนวนค่าชดใช้ได้
ทนาย : “ในประเด็นตรงนี้ก็สามารถอุทธรณ์ได้ครับ แต่ว่าในเรื่องของเนื้อหาของคดี ว่าจำเลยกระทำละเมิดหรือไม่ ก็คือเป็นไปตามฟ้อง แต่ว่าในเรื่องของค่าเสียหายตรงนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของโจทก์ที่จะอุทธรณ์ได้”

ต้อม : “ถามว่าจะขอเพิ่มเงินไหม ตอนนี้ยังไม่ทราบค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะต้องดู ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า”

ทนาย : “ก็ต้องปรึกษากันก่อนนะ เพราะว่าทางผมเอง หลังจากนี้ก็ต้องขยายอุทธรณ์ไปเหมือนกัน แล้วก็ต้องดูว่าประเด็นที่เขาอุทธรณ์มา ประเด็นไหนบ้าง ต้องแก้อย่างไร”

ปลดล็อกชีวิต 3 ปีที่ต้องเผชิญกับคำด่าว่าอีเนรคุณ อีสตอ
ต้อม : “ตอนนี้ที่อยากสื่อสาร คือมันเหมือนได้ปลดล็อกกับชีวิตไปแล้ว อย่างที่บอกว่า 3 ปีที่ผ่านมามันเป็นจำเลยของสังคมมาก บางคนก็จะด่าคำที่มันรุนแรงสำหรับชีวิตต้อมมาก อีเนรคุณ อีสตอ ซึ่งมันจะเป็นสตออย่างอื่นอะไรใดๆ ซึ่งเราไม่ได้ทำ เราไม่เคยทำ ทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริง เราพูดตรงทุกอย่าง แต่บางทีคนพูดตรงกลับกลายเป็นโดนพลิกว่าเป็นสตอไป มันเป็นอะไรที่แย่กับชีวิตเรา 3 ปีเราต้องเผชิญอะไรแบบนี้ ปลดล็อกในล็อกนึงก็ยังดี ไอ้ 3 ล็อกต่อไป ก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมดีกว่าค่ะ แต่แค่นี้เราก็ถือว่าเราดีใจแล้ว ที่เราได้กลับมายืน ได้กลับมาพูดอะไรที่เราไม่ได้เคยพูด แล้วก็อัดอั้นมาตลอด”

ทนาย : “อย่างน้อยที่สุดก็สังคมจะได้ไม่ต้องพิพากษา ตอนนี้เรามีคำพิพากษามารับรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่ามันเป็นอย่างไร สังคมก็ได้รับรู้ครับผม”

สาเหตุที่ รพ.ได้รับผลกระทบมากกว่า 100 ล้านบาท อาจจะไม่ใช่เพราะคดีนี้อย่างเดียว เพราะเดี๋ยวนี้มีรพ. ใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก
ต้อม : “ถ้าพูดถึงเรื่องปกติปัจจุบันนี้นะคะ มันมีหลายโรงพยาบาลมากๆ ที่ขึ้นมาใหม่ แล้วที่สำคัญคือแต่ละโรงพยาบาล เขาก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ เยอะมาก คุณหมอใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมาเยอะมาก จริงๆ แล้วมันอาจไม่ได้เกิดที่เพราะคดีของต้อมหรือเปล่า อันนี้มันก็แล้วแต่มุมมองนะคะที่จะมอง แล้วก็ถ้าพี่เขาจะบอกว่าเขาต้องไปกู้เงินเพื่อทำกิจกรรมของเขาให้เจริญรุ่งเรือง นั่นมันเป็นสิทธิ์ของเขา แต่จะมาโยนความผิดว่าเป็นเพราะเราคนเดียวมันไม่ใช่ถ้าสถาบันนั้นๆ มีคุณหมอที่มีประสิทธิภาพดี มีคุณภาพดีจริงๆ ต่อให้มีข่าวเลวร้ายขนาดไหน คนไข้ก็เข้าไปค่ะ อันนี้ต้อมพูดถึงความเป็นกลาง ว่าโดยทั่วไปมันมีสถาบันความงามตรงนี้เยอะมากค่ะ”

ทาง “ปิ่น” ค่อนข้างช็อกและมีน้ำตาหลังแพ้คดีในศาลชั้นต้น แต่ตนร้องไห้มา 3 ปีเต็ม
ต้อม : “ต้อมร้องไห้มา 3 ปีเต็มค่ะ ขอไม่พูดต่อ แต่คิดดูว่าก่อนที่จะทำ หน้าเราเป็นคนปกติค่ะ มีบ้างที่เป็นปกติ อายุ 50 จะบอกว่าโอ้โห สวยเลิศเลอ มันเป็นไปไม่ได้ ตีนกาต้องมีค่ะ รอยเหี่ยวย่นนิดหน่อยมันต้องมี คำว่านิดหน่อยนะคะ ไม่ได้เป็นแบบภาพที่ตกแต่งออกมาแบบนั้นแล้วยังสามารถชี้บ่งไปด้วยว่าเขาเป็นแบบนี้จริงๆ ถ้าทุกคนจะย้อนไปดูนะคะ ละครก่อนไปทำหน้ามันมี ซึ่งมันเป็นภาพเคลื่อนไหวค่ะ มันไม่สามารถตกแต่งได้ แล้วคุณก็รู้อยู่ว่าจอออกทีวีน่ะ ฝ้า กระนิดหนึ่ง รูขุมขนนิดหนึ่ง มันยังเห็นเลยค่ะ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเราเป็นแบบนั้นตั้งแต่เริ่มต้น มันไม่ใช่นะคะ

ถามว่าความเสื่อมเสียมันมีไหม มันเสื่อมเสียมา 3 ปี ที่มันไม่สามารถที่จะรับงานสกินแคร์ งานบิวตี้ ที่ดาราสามารถจะไปทำได้เนี่ย มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้เลยค่ะ แล้วการที่จะต้องตื่นมาส่องกระจก เห็นหน้าอีนี่ เป็นอีอวตารอยู่ตลอดทุกวัน ถามว่าผู้หญิงทุกคน คุณทนได้ไหม ทนไม่ได้ค่ะ แล้วหนังหน้าเราคือทำมาหากินค่ะ ฝากไว้แค่นี้เองค่ะ ร้องไห้มานานมาก แต่ไม่มีใครเห็น ต้องมานั่งร้องไห้ให้ทุกคนเห็นแล้วกูร้องไห้ ไม่ใช่ค่ะ”

อุบตอบค่ารักษาตอนนี้ แต่เป็นจำนวนที่เยอะประมาณหนึ่ง
ต้อม : “โอ้โห ก็เยอะอยู่นะคะ แต่ว่าขอไม่พูดตรงนี้ดีกว่า (จะบวกไปกับที่เราฟ้องไหม?) ก็น่าจะอยู่ในส่วนนั้นด้วยค่ะ”

ทนาย : “ครับ เพราะว่าที่ศาลท่านพิพากษามาในเรื่องของค่าเสียหาย ก็คือค่าเสียหายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าเสียหายเกี่ยวกับจิตใจที่เราได้รับ”

มีอาการแพนิก แค่เห็นภาพคนใส่ชุดผ่าตัดก็กลัวและรู้สึกอยากอาเจียน
ต้อม : “ก็อย่างที่บอก การจะกลับไปแก้หน้าเนี่ย ยังนั่งคิดแล้วคิดอีก ตอนนี้มันเป็นแพนิกไปแล้ว แค่เห็นคนใส่ชุดผ่าตัดมันก็แบบตุ๊มๆ ต่อมๆ มันกลัว มันจะอาเจียน มันบอกไม่ถูกค่ะมันไม่สามารถบอกอารมณ์นี้ได้ ถามว่าอยากแก้ไหม อยากแก้ โคตรอยากแก้เลย แต่มันก็ยังมีฟีลตรงนี้อยู่ แค่เห็นภาพก็ไม่ได้แล้วค่ะ เป็นมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว”

มีสถาบันความงาม ยื่นข้อเสนอแก้หน้าให้หลายแห่ง
ต้อม : “มีเยอะมาก เกาหลีก็มี ไทยก็มีค่ะ อย่างที่บอกเราก็ไปหลายที่ อย่างที่พูดว่าปรึกษาเนี่ย ก็มีทั้งคุณหมอศัลยกรรม มีเจ้าของโรงพยาบาลนั้นๆ ที่เข้ามาคุยกับเรา เกาหลีก็มีค่ะ แต่เป็นตัวเราเองที่กลัว แต่ถามว่าทนได้ไหมกับสภาพหน้าแบบนี้ ทนไม่ได้ ทนได้ไหมกับการที่จะต้องใช้ชีวิตทานข้าวแล้วมันไม่มีความอร่อยเลย จะกินลูกชิ้นเนี่ยต้องเล็มเอา มันหมดไปแล้วค่ะ ชีวิตที่เคยแฮปปี้ ถามว่าการเคี้ยวผิดปกติ ระบบอื่นๆ ไม่ตามมาเหรอคะ ระบบการย่อยมา ระบบขับถ่ายมา ทุกอย่างมาหมดค่ะ

ในทางคดีสามารถไปแก้ไขเรื่องใบหน้าได้แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่สภาพจิตใจ
ต้อม : “ถ้าเรื่องหน้า จริงๆ มันก็แก้ได้แล้วล่ะค่ะ แต่เราก็คือสภาพจิตใจ แต่ทั้งเรื่องกายภาพ เรายังรักษาอยู่ตลอดต่อเนื่องค่ะ ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตัวเองผิดปกติ ก่อนหน้าที่จะไปฟ้อง เรารู้แล้วว่าเราผิดปกติ เราก็รักษาตั้งแต่ตอนนั้น ยันปัจจุบันนี้ก็ยังรักษาอยู่ค่ะ”

ทนาย : “ตรงนี้มันคนละประเด็นกันเลยครับ เรื่องคดีก็เป็นเรื่องคดี ทางคุณต้อมเองจะไปแก้ไขที่ไหนอย่างไร ก็อยู่ที่ความเชื่อมั่นว่าจะใช้บริการที่ไหน ที่สามารถแก้กลับมาเหมือนเดิม ส่วนประเด็นฟ้องเพิ่มน่านะไม่แล้วครับ เพราะคุณต้อมเองแค่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรม ว่าการกระทำดังกล่าวที่เขาบอกว่ามันใช่ แต่คุณต้อมบอกว่ามันไม่ใช่ ก็ฟ้องคดีเดียวครับ เป็นคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ว่าเป็นการกระทำโดยประมาททำให้คุณต้อมได้รับความเสียหาย”

ยังไม่มั่นใจกลับไปรับงาน เพราะปากมีอาการชา ตอบไม่ได้ว่าจะรักษาหายหรือเปล่า
ต้อม : “ก็ยังไม่มั่นใจ ช่วงหลังๆ เราแสดงเป็นบท ร้ายๆ เยอะ ก็แว้ดๆ แต่ตอนนี้จะกลับมาพูดเร็วตามบท ปากมันพูดไม่ทันแล้วค่ะ เพราะว่ามันยังมีอาการชาอยู่ ถามว่าพูดได้ไหม พูดได้ แต่ใช้คำว่า ปิดคำบางคำ ไม่ได้ คำบางคำเราพูดไม่ได้เราพูดแล้วเราพูดเหมือนคนติดอ่าง สมองสั่งการ แต่ปากมันพูดไม่ทัน เพราะมันยังชาอยู่ มันก็มีผลกระทบในการทำงานของเราด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ที่มีใบรับรองจากสภาแพทย์ ซึ่งรองรับจากแพทยสภาอีกทีหนึ่ง เขียนเด่นชัดเลยค่ะ ว่ามันเกิดจากอาการ ยืด เหนี่ยว ดึง รั้ง แล้วมันเกิดอาการชา ซึ่งหายหรือไม่หาย ไม่สามารถจะตอบได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า อายุ 60 มันจะหายไหม แล้วรักษามาตลอดขนาดนี้แล้ว มันก็ยังไม่หาย แล้วต่อไปมันจะหายไหม อันนี้ก็ไม่มีใครสามารถจะตอบได้เหมือนกัน”

“ปิ่น” ให้สัมภาษณ์ พูดถึงเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ
ต้อม : “กรรมคือการกระทำค่ะ ต้อมก็เป็นสายวิปัสสนาคนหนึ่งเหมือนกัน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการกระทำ บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาปค่ะ แค่นี้เอง”

ตอนนี้ต้องรอทางจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ถึงจะไปสู่กระบวนการถัดไปได้
ทนาย : “ใช่ครับ ทางฝ่ายจำเลยถ้าใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ก็ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน ถ้ายื่นไม่ทันก็สามารถขยายได้ ทางผมเองก็ต้องขยายไว้เหมือนกัน เพื่อใช้สิทธิ์ตรงนั้น แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องดูฝ่ายโน้น ว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์มาในประเด็นไหนอย่างไร สู้ครับ เพราะว่าตอนนี้พยานหลักฐานมันอยู่ในสัญญาทั้งหมดแล้ว แค่ดูว่าประเด็นไหนที่ฝั่งจำเลยเขาไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล เขาก็หยิบประเด็นนั้นขึ้นมาอุทธรณ์ ทางผมก็ต้องหักล้างว่าที่เขาอุทธรณ์มา ไม่ถูกตรงไหน

ต้อม : “ทุกอย่างก็ต้องเชื่อนะคะ เชื่อในการพิจารณา แล้วก็เชื่อในความยุติธรรม แล้วอีกอย่างหนึ่งเรามีหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่แพทย์ท่านได้เขียนลงวินิจฉัยมา แล้วก็หลักฐานทางกายภาพ ที่มันเห็นกับร่างกายของเราเอง ถามว่าหนักใจไหม ถ้าจะหนักใจคือหนักใจว่า ชีวิตฉันต่อจากนี้ไป ฉันจะหายไหมดีกว่าค่ะ นั่นคือเรื่องที่หนักใจที่สุดในชีวิตมากกว่า”

ไม่กังวลแม้จำเลยบอกว่าจะสู้คคี และฟ้องเรียกค่าเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาท
ทนาย : “ฝ่ายผมเองก็ไม่ได้กังวล การฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องตามอำเภอใจ คุณกล่าวอ้างมา คุณก็ต้องมีหลักฐานมาสนับสนุน ใครๆ ก็พูดได้ว่าจะใช้สิทธิ์ฟ้อง แต่ว่าทางฝ่ายผมเอง ผมก็ไม่ได้เกรงกลัวตรงนี้เลย ไม่ได้กังวล”

ต้อม : “แต่จริงๆ ตั้งแต่ตอนที่ทำคดีอาญาตอนแรกเลยนะคะ ก็มียื่นโนติสมาตั้งแต่ประมาณ 2 ปีที่แล้วแล้วค่ะ ว่าจะฟ้องกลับ 100 ล้านเหมือนกัน ก็มีประโยคนี้มา แต่ตอนนั้นศาลประทับรับฟ้องแล้วนะคะ ทุกอย่างก็โอเค ไปตามกระบวนการ แต่มาแจ็กพอตตรงที่ทนายความไม่ได้ไป หลังจากนั้นไม่พูดต่อดีกว่า ก็โดนปัดตกค่ะ เพราะว่าทนายความไม่ได้ไป ไม่ใช่คนนี้นะคะ อันนี้เปลี่ยนแล้วค่ะ”

ทนาย : “ผมเพิ่งเข้ามา 3 สัปดาห์ ก่อนสืบคดีเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เป็นเรื่องละเอียด ที่ผมเรียนไปข้างต้น ว่าเกี่ยวกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งทนายเองเป็นคนละสาขาอาชีพเลย ก็ต้องมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการรักษา การศัลยกรรมเป็นยังไง หัตถการคืออะไร ต้องมาศึกษาหมด”

เผยมีผู้เสียหายรายอื่นติดต่อมาเยอะ
ต้อม : “เยอะค่ะ อุ้ย”

ทนาย : “ไม่เป็นไร เราไม่ต้องกล่าวถึงดีกว่า”

ต้อม : “ไม่รู้ ไปดูในคอมเมนต์ เดี๋ยวซวย”

ฝากคอมเมนต์อวตารหยุดได้แล้ว ขอให้เป็นเรื่องของตนกับจำเลย
ต้อม : “ฝากสำหรับคอมเมนต์ประหลาดๆ ไม่ว่าต้อมจะหันไปทำงานตรงไหน ไอ้คอมเมนต์อวตารไอ้ 200-300 คนเนี่ย ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย อย่ามาคอมเมนต์เลย เพราะว่ามันป่วยจิตเรา เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือว่าคนที่จะมาจ้างงานเราทำงานด้วย เอาเป็นว่า ต่างคนก็ต่างอยู่ดีกว่า เป็นอวตารก็เป็นอวตารที่อื่นไป ฝากแค่นี้ เพราะว่าเหนื่อยแล้ว บางคนต้องไปนั่งกราบที่สถานีตำรวจ ซึ่งคุณทำไปแล้ว กระเช้าแบบนี้ไม่เอา แล้วหลังจากนี้ไปก็ขอแค่เรากับทางฝ่ายจำเลยที่มีปัญหากัน แค่นั้นดีกว่าค่ะ คนที่ไม่รู้เรื่องอย่าเอาตัวเข้าไปแทรกเลย อันนั้นน่ะดีที่สุด

ที่ผ่านมามีดำเนินคดีไปแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องมานั่งบอกกับใคร เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ จริงๆ แล้วก็อยากให้บทเรียนเขามากกว่า ไม่ได้คิดเงิน ไม่ได้คิดอะไรใดๆ กับเขา แค่อยากจะบอกว่ามันไม่ควรจะทำ สั่งสอนให้มันเป็นบทเรียน ว่าสิ่งพวกนี้คือบางทีเสพได้ แต่อย่าเอาเข้าไปลึก”

ทนาย : “ถือว่าวันนี้เป็นครั้งแรกนะครับ หลังจากที่มีคดี ที่มีพื้นที่ในการชี้แจง เพราะว่าก่อนหน้านี้ทางทีมทนายเอง ก็พยายามกำชับคุณต้อมว่าเราอยู่เฉยๆ ดีกว่า คนก็พูดไปเรื่อย ถ้าเราไปเต้นตามกลอง ก็เต้นกันเหนื่อย”

ต้อม : “แต่บางทีมันเสียใจนะคะ กับการโดนด่า”

ทนาย : “เรารอคำวินิจฉัยของศาลดีกว่า”

เจ็บปวดมากกับคำว่า “เนรคุณที่ทำให้ฟรี” ทั้งที่เป็นสัญญาต่างตอบแทน
ต้อม : “คำว่าเนรคุณ ที่ทำให้ฟรี คำว่าฟรีไม่มีนะคะ ต้อมอยากให้ทุกคนเข้าใจกันใหม่ ที่เราทำกันเขาเรียกว่าสัญญาต่างตอบแทน เพราะว่าทำไปแล้วเรามีมูลค่าในตัวเราเองแล้วที่พี่เขามาทำให้เราเนี่ย เขาต้องเห็นแล้วว่า การตอบแทนของเขาได้อะไรบ้าง ถ้าหน้าเราสวย เขาก็ได้ลูกค้าขึ้นมา เพราะฉะนั้นว่าคำว่าฟรีไม่ใช่นะคะ อยากให้ทุกคนเข้าใจใหม่ ว่ามันคือต่างตอบแทนค่ะ

แล้วจะบอกว่าเป็นการเนรคุณ ทำให้ขนาดนี้แล้ว หาหมอที่ดีที่สุดในประเทศมาทำให้แล้ว ก็…หมอเปลี่ยนชื่อมา 4 ชื่อ ต้อมไม่ขอพูดแล้วกัน ว่าเพราะอะไรถึงจะต้องจำเป็นจะต้องเปลี่ยนชื่อ อันนี้คุณสามารถไปดูกันได้เอง หมอที่คุณพูดว่าหาดีที่สุดในประเทศไทยมาให้ ฝีมือแบบนี้ไม่มีในประเทศไทย มีนะคะลายลักษณ์อักษร มีที่คุณเขียนไว้ เพราะฉะนั้นแล้วมันดูที่หนังหน้าเราได้เองว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คำว่า ฟรี ไม่มีจริงค่ะ (เจ็บปวดมากกับคำว่าเนรคุณ?) มากค่ะ”