xs
xsm
sm
md
lg

“ณวัฒน์” หนุนโทษประหาร! ชี้กฎหมายไทยอ่อนเกิน คนก่อเหตุซ้ำซากเป็นสันดานที่แก้ไม่ได้ เสนอใช้กับคดีคอร์รัปชัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ณวัฒน์” หนุนบังคับใช้โทษประหาร มองผู้ก่อเหตุซ้ำซากเป็นสันดานที่แก้ไม่ได้ ชี้กฎหมายไทยอ่อนเกืนไป บทลงโทษต้องเข้มข้น เพื่อให้คนเกรงกลัว เสนอใช้กับคดีทุจริตคอร์รัปชันด้วย

จากกรณีคดีสะเทือนขวัญ “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” ที่สังคมกำลังจับตา และมีคนในวงการบันเทิงหลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทลงโทษผู้ก่อเหตุ โดยบางส่วนเรียกร้องให้มีการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยโทษประหารชีวิต ล่าสุดวันนี้ (5 ส.ค. 69) ได้เจอ “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ในงานเปิดตัวผู้เข้าประกวด “มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2026” ทั้ง 77 จังหวัด เจ้าตัวก็ได้แสดงจุดยืนต่อประเด็นดังกล่าวเช่นกัน พร้อมสนับสนุนให้มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจัง เพราะมองว่ากฎหมายไทยยังอ่อนเกินไป จนไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้ผู้กระทำผิดได้

“จริงๆ โทษประหารยังมีอยู่ แต่ไม่ปฏิบัติ เนื่องจากว่ามีคนค้านถึงเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา อะไรก็แล้วแต่ ผมสนับสนุนนะ ไม่ใช่ว่าเป็นคนใจร้ายนะ แล้วก็ไม่ใช่เป็นคนป่าเถื่อน ผมถามนิดหนึ่งว่า ถ้าเราไม่แสดงอะไรให้คนเห็น มันก็จะไม่มีใครยอมเข้าที่เข้าทางในอนาคต มันเป็นเรื่องปกติมาก เพราะฉะนั้นคนเราเรียนรู้ด้วยสิ่งที่เราเห็น จากประสบการณ์ ถ้ารู้ว่าการประหารไม่มีจริง ความกลัวก็ลดลงไปเยอะมาก ต้องชื่นชมในบางประเทศ อย่างประเทศเพื่อนบ้านเรา แค่มียาเสพติด เขาก็แขวนคอแล้ว เขาก็ประหารแล้ว ประเทศเขาถึงปลอดยาเสพติด

เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันว่าโทษประหาร ถ้าเป็นคนที่ทำซ้ำๆ เป็นคนที่ไม่รู้จักสำนึก เป็นคนที่ใช้วิธีการที่มันโหดเหี้ยม ไม่เหลือความเป็นมนุษย์เลย เขาก็ไม่ควรจะอยู่ในโลกใบนี้ อันนี้เป็นเรื่องปกติ อย่างบางปัญหาในบ้านเรา ปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาคนโกง ผมว่ากฎหมายมันอ่อนมาก มันอ่อนจนเราไม่สามารถจะทำอะไรใครได้ คนคอร์รัปชันก็เหมือนคนฆ่าคนนะ ฆ่าคนทางอ้อมให้ตายไปทีละนิดๆ

ทุกวันนี้ประชาชนก็ลำบาก ถ้าโทษประหารเนี่ย อยากให้กลับมามีจริงๆ ไม่ได้ใช้กับอาญาอย่างเดียว ใช้กับบุคคลที่คอร์รัปชันด้วยผมว่าน่าจะดี จะทำให้คนกลัวขึ้นเยอะ แล้วเดี๋ยวนี้กฎหมายในเมืองไทย มันก็ไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ด้วย คนที่ทำผิด แล้วสามารถดูแลกฎหมายได้ด้วย ก็ไม่ผิด เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งอ่อน เบา ยิ่งแบบผิวเผิน ทำอะไรก็ได้ อย่างสมมติล่าสุด 2 ศพ เป็น 5 ศพ ก็มีข่าวโคมลอยว่าสนิทกับตำรวจด้วยสมัยก่อน มันก็มีความรู้สึกว่าตำรวจดูแลกฎหมาย มันก็กลายเป็นมีบุญมีบารมี ฉันก็ไม่ต้องกลัวใคร เอ้า ติดคุกเดี๋ยวก็ออกมา นี่ก็เพิ่งออกมาได้เดือนกว่า ถูกไหม

โอเค เมื่อออกมาปั๊บ ฉันก็มีความรู้สึก ฉันก็ไม่กลัวอะไร ติดคุกฉันก็อยู่ได้ ข้าวก็มีกิน น้ำก็มีอาบ ตายก็ไม่ตาย เดี๋ยวก็ออกมา มันก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องกลับไปใช้กฎหมายที่มีการลงโทษแบบเข้มข้นจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผิดศีลธรรม หรือศาสนาเลย ถ้าเอาเรื่องศาสนามากล่าวอ้าง ทุกชีวิตมีคุณค่าเสมอ แล้วเขาไปฆ่าคนอื่นล่ะ เราไม่นึกถึงจิตใจคนที่ถูกฆ่าเหรอ 1 ต่อ 5 เข้าไปแล้ว สมมตินะ เท่าที่เราทราบ มันจะมีอีกเท่าไหร่เราก็ไม่รู้ ฝังอยู่ตรงไหนเราก็ไม่ทราบ เห็นเขาลือกันไปก็ลือกันมา

เพราะฉะนั้น 5 ชีวิตย่อมมีความสำคัญมากกว่า 1 ชีวิต ที่ทำให้ 5 ชีวิตต้องจากไป เพราะฉะนั้นเราคิดว่ามันถึงจุดที่เราอธิบายอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเส้นทางเดียวในครั้งนี้ ก็คือต้องให้เขายุติด้วยตัวของเขาเอง โดยที่เราจัดการให้ เขาจะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่นต่อไปอีก คนแบบนี้ผมบอกเลยนะ จับได้ จับติดคุก สมมติ 50 ปี เต็มแมกซ์ 50 ปี เดี๋ยวทำไปทำมา เหลือ 17-18 ปี ออกมาก็ไม่แก่ ออกมา 50 กว่าก็เอาอีก มันเป็นเรื่องปกติ

บางคนเนี่ย เราต้องเข้าใจว่า ขออนุญาตใช้คำหยาบนะ มันเป็นสันดานที่แก้ไม่ได้แล้ว เหมือนกับคนเราเนี่ย จะต้องดื่มเหล้า ก็ดื่มกันอยู่ตลอดเวลา บอกว่าอย่าดื่ม ก็จะดื่ม เพราะฉะนั้น มันก็เหมือนวิถีชีวิตของเขา เป็นเรื่องปกติ ที่เขาจะเอ็นจอยในการจัดการกับเหยื่อด้วยวิธีแบบนี้”