“แน็ก ชาลี” โพสต์ยาวถึงตำรวจ สู้มา 1 ปี คดีไม่คืบ ทั้งที่จับคนร้ายได้ตั้งแต่ 2 วันแรก ล่าสุดตำรวจนัดรับปืนคืน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นปืนของเล่น ก่อนโยนทิ้งถังขยะ โอดปืนสะสมอีก 62 กระบอกยังไม่ได้คืน ส่วนเงินสด ทองคำ และของมีค่าอีกหลายสิบล้านบาท คงไม่ต้องพูดถึง
จากกรณีที่ “แน็ก ชาลี ไตรรัตน์” ถูกคนร้ายลักทรัพย์ภายในบ้านเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 สูญเสียทรัพย์สินสะสมมูลค่าราว 50 ล้านบาท ทั้งเครื่องดนตรีและปืนสะสมกว่า 64 กระบอก โดยเจ้าตัวเข้าแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่เกิดเหตุ ล่าสุด ภายหลังเจ้าหน้าที่ติดต่อให้ไปรับปืนคืน “แน็ก ชาลี” ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความยาว ระบายความอัดอั้น พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานของตำรวจ โดยระบุข้อความว่า
“25 ก.ค. 2569 ลงไว้เป็นความทรงจำ (จบอย่างที่คิด) ใครไม่ชอบผม ผมขอโทษครับ รบกวนเลื่อนผ่านโพสต์นี้ไปได้เลย หรือใครไม่อยากรับเรื่องแย่ๆที่ไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง ผมขอโทษที่เรื่องของผมรบกวนพวกคุณ 🙏
ผ่านมา 1 ปีกว่าๆ ผมยอมรับจริงๆ ผมคิดถึงปืนของผมมากๆ วันนี้ทาง สน. แจ้งให้ผมไปรับปืนคืน แต่กลับเป็นปืนของเล่นที่ใช้สำหรับโชว์ติดผนังบ้าน ส่วนปืนสะสมที่มีใบอนุญาตครอบครองถูกต้องตามกฎหมายอีก 62 กระบอก ผมไม่ได้คืน เงินสด ทองคำ และของมีค่าอีกหลายสิบล้านบาท ก็คงไม่ต้องพูดถึง
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ผมขอมาโดยตลอด คือขอให้ได้ปืนของผมคืน เพราะปืนทุกกระบอกมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก กว่าผมจะได้มาครอบครองแต่ละกระบอกต้องใช้เวลานานมาก และเป็นการไว้ใจจากเจ้าของเก่า ที่ยอมขายให้ผมมาเก็บรักษาดูแลต่อ ผมดูแลรักษาเป็นอย่างดี ไม่เคยนำไปยิงแม้แต่นัดเดียว ปืนหลายกระบอกมีอายุกว่า 100 ปี ผมเก็บรักษาอย่างดี ไม่เคยเอาออกมาถ่ายรูปโชว์ หรือโอ้อวดใดๆ
แต่เมื่อปีที่แล้ว ผมต้องมาเจอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเจาะตู้เซฟ และขโมยของมีค่าจำนวนมากไปจากบ้านของผม ทั้งที่บ้านปิดมิดชิด มีกำแพงสูงเกือบ 3 เมตร
ที่สำคัญคือ จับคนร้ายได้ตั้งแต่สองวันแรกหลังรู้ว่าถูกขโมยขึ้นบ้าน รู้ว่าใครเป็นคนเจาะตู้เซฟ รู้ว่าใครเป็นคนขโมย มีผลตรวจลายนิ้วมือ มีหลักฐานมากมาย ผู้ก่อเหตุก็ยอมรับ บ้านของกลุ่มคนร้ายก็อยู่ตรงข้ามกองปราบ มีทั้งหลักฐานและคำรับสารภาพ แต่สุดท้ายกลับทำอะไรไม่ได้เลย
ตำรวจพูดกับผมเพียงว่า "ใจเย็นนะ เดี๋ยวจัดการให้" บอกผมว่าอย่าทำให้เรื่องใหญ่ เดี๋ยวจะตามของยาก และบอกว่าให้ใจเย็น ทางตำรวจจะคุยกับคนร้ายเอง พร้อมทั้งกำชับผมว่า ห้ามจับ ห้ามทำร้าย หรือแตะต้องผู้ต้องหา เพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ต้องหา
ผมได้แต่คิดว่า ถ้าเป็นปืนประจำตัวของพวกคุณเพียงกระบอกเดียวที่ถูกขโมยไป และคุณรู้ว่าใครเอาไป มีหลักฐานครบ จับตัวคนเอาไปได้แล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณก็คงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้คนที่ขโมยไปบอกว่าเอาปืนไปซ่อนไว้ที่ไหน และนำมันกลับคืนมาให้คุณจนได้
แต่สิ่งที่ผมเจอคือ ตำรวจพูดคุยกับโจรเป็นอย่างดี แล้วบอกโจรง่ายๆ ว่า "ไปเอาของมาคืนเขาหน่อยนะ" จากนั้นก็ปล่อยตัวผู้ต้องหาออกจาก สน. เพื่อให้กลับไปเอาปืนมาคืนผม 1 กระบอก พร้อมบอกผมว่า "เออ มันเป็นคนดีนะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็เอามาคืนให้เรื่อยๆ ได้ครบแน่นอน" ผมก็ไม่รู้จริงๆเบื้องหลังเขาคุยอะไรยังไงกัน ถึงได้คืนมาง่ายๆ 1 กระบอก นั่นคือครั้งแรกที่ได้รับคืนมา
สุดท้ายคนขโมยทุกคนก็ถูกปล่อยตัว ไม่มีใครต้องติดคุกหรือชดใช้ความเสียหายในช่วงเวลานั้น ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้รับจากตำรวจ มีเพียงคำตอบว่า "กำลังติดตามเรื่องให้อยู่" แค่นั้นจริงๆ แต่ในขณะที่ผมรอคำตอบ ขโมยกลับใช้ชีวิตสบายขึ้น จากเดิมที่อยู่ในชุมชนซอยตรงข้ามกองปราบ กลับมีรถใหม่ ขยับไปอยู่บ้านและห้องพักที่ดีกว่าเดิม
จนกระทั่งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรื่องของผมกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นนักข่าวไปสัมภาษณ์กลุ่มคนที่ขโมยของผม ซึ่งพวกเขาก็ยอมรับออกสื่อว่า ได้เข้ามาขโมยของในบ้านผมจริง
สำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ทั้งน่าตลกและน่ารังเกียจที่สุด ที่คนซึ่งเจาะตู้เซฟ งัดแงะบ้าน และขโมยทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขปกติ โดยแทบไม่ต้องรับโทษอะไรเลย
หลังจากเรื่องกลับมาเป็นข่าวใหญ่ ทางตำรวจก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นขึ้น รีบจับกลุ่มคนร้าย และบอกกับผมว่า "ใจเย็นนะ" พร้อมทั้งบอกกับนักข่าวว่า อย่าทำให้เรื่องใหญ่ เพราะจะตามของคืนได้ยาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเพียงวันแรกที่เป็นข่าว ตำรวจก็แจ้งผมว่า "มีข่าวดี ตอนนี้เจอปืนเพิ่มอีก 2 กระบอก เดี๋ยวคนที่เจาะเซฟจะเอามาคืน"
ใช่ครับ... ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำไมทุกอย่างถึงเงียบ ไม่มีความคืบหน้า แต่พอเป็นข่าวเพียงวันเดียว กลับสามารถให้โจรนำปืนมาคืนได้อีกทันทีถึง 2 กระบอก
และผมก็ได้รับแจ้งว่า มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี และหลังจากเป็นข่าว ก็มีการจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ขโมยของบ้านผมส่งเข้าเรือนจำเรียบร้อยแล้ว ผมสงสัยทำไมรีบเอาเข้าจังหลังเป็นข่าว ทำไมไม่ขยายผลใดๆ ก่อน
และคำตอบที่ผมได้รับในวันนี้คือ "ตอนนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกส่งเข้าเรือนจำแล้ว จึงไม่สามารถสืบขยายผลต่อได้ หากจะเบิกตัวมาสอบก็ต้องทำเรื่องผ่านเรือนจำ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และถึงเรียกมาสอบพวกนั้นก็คงไม่ยอมพูดอะไร เพราะรู้ว่าตัวเองต้องติดคุกอยู่แล้ว" นี่คือคำตอบที่ผมได้รับในวันนี้
ผมถามมาตลอดว่า แล้วทำไมตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในหลายครั้งที่คนร้ายนำของมาคืน จึงไม่มีการสืบขยายผล ทั้งที่มีโอกาสมากมาย เพียงแค่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตอนที่ขโมยเอาปืนมาคืน ก็อาจรู้ได้แล้วว่ามีการรับส่งของกันที่ไหน อย่างไร จากใคร เรื่องที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อน ทำไมถึงไม่มีใครดำเนินการ ทั้งที่ของที่สูญหายมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท และหากปืนเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี ก็อาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุอันตรายได้
ผมคิดว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีให้ตำรวจได้แสดงฝีมือในการสืบสวนและขยายผล เพราะในช่วงที่เรื่องเป็นข่าว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของตำรวจอยู่ไม่น้อยในทางที่ไม่ค่อยดี แต่เมื่อไม่มีการขยายผล ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หรือมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ตั้งใจไม่ตามกล้องวงจรปิดต่อ เพราะอาจไปพบอะไร หรือไปเจอใครบางคนหรือไม่
ผมขอโทษนะครับ หากข้อความนี้รบกวนใคร แต่ผมอึดอัดจริงๆ จึงขอใช้พื้นที่ของตัวผมเองระบายสิ่งที่ได้พบเจอ และผมคงยังมีอีกหลายช่วงที่จะพิมพ์ระบาย ให้มันเป็นข้อความจดจำไว้หน่อย
สุดท้ายนี้ผมคิดว่า ขนาดผมยังต้องเจอเรื่องแบบนี้ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน ก็คงเครียดและรู้สึกหมดหวังยิ่งกว่าผมมากแน่ๆ ขอโทษอีกครั้งครับหาก ข้อความผมรบกวนใครหลายๆ คน 🙏”


