xs
xsm
sm
md
lg

“ตู่ ภพธร - ลูกหว้า” เสียใจเหตุไฟไหม้ เผยเคยเจอร้านไม่ปลอดภัย วอนหน่วยงานคุมเข้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ตู่ ภพธร” สะท้อนเหตุไฟไหม้ผับดัง เผยประสบการณ์ตรงเจอร้านไม่ปลอดภัยนับไม่ถ้วน วอนภาครัฐเข้มงวดตรวจสอบมาตรฐาน ด้าน “ลูกหว้า” ย้ำเป็นบทเรียนให้ทุกคนตระหนักเรื่องความปลอดภัยและทางหนีไฟ

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กระทบความรู้สึกของหลายๆ คน โดยเฉพาะกลุ่มนักร้อง-นักดนตรีที่ถือว่าเป็นแหล่งทำมาหากิน ล่าสุดสองนักร้องชื่อดังอย่าง “ตู่ภพธร สุนทรญาณกิจ” และ “ลูกหว้า พิจิกา จิตตะปุตตะ” เปิดใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็ทำให้ทุกร้านต้องตระหนักถึงอุปกรณ์ในการรักษาความปลอดภัยกันมากขึ้น

ตู่ : “ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้ประสบเหตุทุกท่านนะครับ เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น คือเราผ่านช่วงที่มันมีเหตุที่มันหนักกว่านี้เมื่อหลายปีที่แล้วมาก็เหตุการณ์นึงแล้ว ผมรู้สึกว่ามันก็มีหลายคอมเมนต์เวลาเข้าไปอ่าน ซึ่งสุดท้ายแล้วผมว่าสิ่งที่มันน่าจะแก้ น่าจะเป็นเรื่องของความเข้มงวดของการตรวจสอบทุกร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือผับ หรือโรงแรมหรืออะไร มันมีกฎหมายที่ตั้งไว้ให้เราติด ให้เราทำตาม ถามว่าร้านผิดไหม ผิด แต่มันมีอีกส่วนนึงด้วยที่จะต้องมาคอยตรวจเช็กร้านเหล่านี้ว่าเขาทำตามอยู่หรือเปล่า อันนี้ในความคิดเห็นของผมเองนะครับ ผมไปเล่นร้านเยอะมากที่ผมรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ถ้าเกิดเหตุจริงๆ คือเราออกไม่ทันแน่นอน มันเยอะมากจริงๆ ครับ มันอาจจะไม่ได้มีทุกร้านที่มีความรู้ เรื่องนี้ แต่มันอาจจะต้องมี เริ่มต้นตั้งแต่การให้ความรู้ทุกร้านก่อน ไม่ใช่ว่าเขาทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเราไปสั่งปิดเขา แต่ผมว่ามันจะต้องมีกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้ชัดเจนกับผู้ประกอบการ”

ลูกหว้า : “แล้วส่วนตัวว่าทุกๆ ร้านเองก็ต้องตระหนักถึงสิ่งนี้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นต้องเช็ก พวกสปริงเกอร์ เช็กอะไรต่างๆ ที่เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือเผื่อเอาไว้ก่อน จริงๆ ควรจะมี การซ้อมหนีไฟด้วย ซึ่งอันนี้มันเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องตระหนักกับอันนั้นมากขึ้นแต่สำหรับลูกหว้ายังไม่เคยเจอ แต่อาจจะมีแค่ว่าตีกัน แล้วเราต้องหนีออกไป (หัวเราะ) มันเป็นช่วงคนเมาแหละ เขาคงไม่ได้ฟังเพลงเราหรอก”

บอกคนไปเที่ยวไม่ผิด แต่แค่ต้องมีสติให้มากขึ้น
ตู่ : “เหมือนเตือนสติเรานิดนึง แล้วทุกครั้งที่เราเข้าไปในร้าน เราก็จะมองดูทางหนีไฟ ทางโน้นทางนี้ ทางนั้น แล้วก็เรื่องของความจุของร้านมันแม็กซิมัมเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คนมันเลยแน่นอน แล้วการเหยียบกันมันจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้ามันมีเหตุการณ์อะไรขึ้น เราเจออยู่ตลอดเวลาครับ เพราะเราเล่นร้านกลางคืนเรื่อยๆแต่ทีนี้เรายังโชคดีที่ไม่ได้เจอเหตุแบบนั้น ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าแค่ตัวผมเองในฐานะนักร้อง แต่เราในฐานะคนไปเที่ยว มันห้ามกันไม่ได้ ยังไง คนก็ต้องไปเที่ยว เราควรจะต้องให้ความสนใจ ระมัดระวังกับอะไรรอบตัวเรา เราเข้าไป ที่ไหนที่มันเป็นที่แออัด เราควรจะดูนิดนึงว่าทางออกอยู่ตรงไหน มันต้องมีสติครับ”

ลูกหว้า : “จริงๆ อย่างน้อยมันก็อาจจะเป็นการกระตุ้นเตือนเหมือนกันนะคะ ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญแล้วนะ แต่ละร้านก็อาจจะต้องไปปรับปรุง หรือไปดูว่าการหนีไฟอะไรต่างๆ มันเป็นไปตามกฎหมายหรือสิ่งที่ควรจะเป็นหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ คิดว่ามันไม่ได้แค่เฉพาะร้าน ไม่ว่าเราจะทำอีเวนต์หรืออะไรต่างๆ ทุกอย่างมันสำคัญหมดค่ะในเรื่องอะไรที่เป็นฉุกเฉิน คือส่วนตัวเอง ก็จะพยายามมีสติ แล้วก็พยายามมองว่ามันมีทางหนีไฟยังไง มันทำอะไรได้บ้าง คือเราต้อง รู้จักไว้บ้าง เพราะว่าจริงๆ เราก็เจอแผ่นดินไหวกันมา เราเจออะไรที่เราไม่เคยเจอกันมา ตลอด ฉะนั้นก็คืออาจจะเป็นเรื่องของการที่เราเองก็ต้องสังเกตอะไรต่างๆ มากขึ้นด้วยค่ะ”

ตู่ : “ผมว่าเรื่องที่ควรจะกลัวมากที่สุด คือเราจะต้องทำยังไงให้ปลอดภัย แล้วผมรู้สึกว่าไม่อยากให้เหตุการณ์นี้มันมาเป็นเครื่องเตือนใจ มันควรจะมีหน่วยงานไหน หรือภาครัฐส่วนไหนที่คอยที่จะมาดูแลว่าร้านนี้ไม่ได้มาตรฐานนะ ต้องปรับแก้ยังไง มันจะต้องมีคนทำอย่างนี้อยู่ตลอดเวลากับทุกร้าน เหมือนต่างประเทศที่เขามีการตรวจเช็กสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะให้เกรด ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการทุกสถานที่ ว่าร้านนี้ปีนี้เขาจะต้องเข้าไปตรวจ 1 ครั้ง บ้านเราผมไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า แต่ว่าตรงนี้สำคัญ แล้วก็ควรจะต้องมีหน่วยงานที่ตรวจสอบทุกที่ อย่างเข้มงวดนะ ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครับ

ถ้าเราสังเกตอะไรที่มันปกติ มันไม่น่าปลอดภัย แล้วเรากล้าบอกเจ้าของร้าน เมื่อก่อนศิลปิน นักร้องอาจจะกลัวหาว่าเราเรื่องเยอะ แต่ถ้าเราเห็นเราต้องบอกครับ แต่บางทีมันก็เกินความ สามารถเราจริงๆ ในการจะให้เราไปเช็กประตูหนีไฟทุกจุดก่อนที่เราเล่นไม่ได้ว่าเขาล็อก หรือเปล่า มันก็อาจจะไม่ใช่หน้าที่เราหรือเปล่า”