“ก้อย รัชวิน” ยืนยันการย้ายไปอยู่ภูเก็ต “ตูน บอดี้สแลม” ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียวแล้วบีบให้ตนต้องไป เผยเป็นสิ่งที่ตนรู้ล่วงหน้าก่อนแต่งงานแล้ว แม้ช่วงแรกจะมีความกังวลในหลายๆ อย่างแต่พอได้ไปใช้ชีวิตที่นั่นจริงๆ กลับรู้สึกดีกว่าที่คิด ตอนนี้พูดได้เต็มปากบ้านของตนคือภูเก็ต แม้จะมีน้อยใจสามีบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถือเอาการตัดสินใจของตูนเป็นสิ่งที่ถูกและดีสำหรับครอบครัว
ทำเอาหลายคนตกใจและเซอร์ไพรส์เมื่อเห็นคลิปในรายการมั่วบ้านงานที่เป็นเทปสัมภาษณ์ “ก้อย รัชวิน คงมาลัย” ไม่คิดว่าก้อยจะมีมุมนี้ ที่เพียงพิธีกร “จ๋า ยศสินี ณ นคร” ถามคำถามสั้นๆ ว่าเหนื่อยไหม แต่ทำเอาก้อยเปลี่ยนท่าที น้ำตาเอ่อ จนสุดท้ายก็ร้องไห้พรั่งพรูเล่าชีวิตอีกมุมนึงที่เป็นแม่ฟูลไทม์ 100% แล้วต้องย้ายรกรากไปอยู่ที่ภูเก็ต ชีวิตต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ไม่มีสังคม ไม่รู้จักใคร ทำได้เพียงระบายความรู้สึกทั้งหมดกับสามี ซึ่งสามีก็ไม่รู้จะช่วยตนได้ยังไง ทำได้เพียงแค่รับฟังทุกอย่างอย่างเงียบๆ
แล้วยังย้อนเล่าถึงชีวิตตนเองที่ไม่มีใครรู้ ว่าก้อยเป็นเดอะแบกมาทั้งชีวิต หาเงินส่งตัวเองเรียน ช่วยที่บ้านใช้หนี้สิน เป็นที่พึ่งเรื่องการเงินให้ทุกคนในบ้าน พอมีชีวิตครอบครัวเป็นของตนเอง ก็เป็นสายซัปพอร์ต เป็นหลังบ้านที่ดีของสามี “ตูน บอดี้สแลม” อาทิตวราห์ คงมาลัย และลูกๆ เอาความสุขของคนที่รักเป็นที่ตั้งมากกว่าความคิด ความฝันของตัวเอง ทำคนดูเห็นใจก้อย และดรามาใส่ตูน ซึ่งก้อยก็ได้ตอบเรื่องนี้ว่า….
“ก้อยไม่ได้อ่านคอมเมนต์เท่าไหร่ มันอาจจะเป็นช่วงเวลานึงของผู้หญิงสองคนที่มามาคุยกัน พี่จ๋าเป็นพี่ที่น่ารักมากๆ เขาเข้าใจความเป็นผู้หญิง เขาเข้าใจความเป็นแม่ เพราะเขามีแม่ที่ทุ่มเทมากๆ ในมุมของเขาเราก็อาจจะต้องเสียสละบางอย่าง เพื่อในวันนี้ได้มาอยู่ตรงนี้ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นพาร์ตนึงของบทสัมภาษณ์ แต่ก้อยอยากให้ทุกคนมองว่าการเป็นพ่อแม่ มันไม่ได้แปลว่าคนใดคนนึงต้องเสียสละ พ่อแม่ทุกคนต่างเสียสละในมุมของตัวเองในบทบาทของตัวเอง พี่ตูนเองก็ต้องออกไปทำงาน เขาก็เสียสละเวลาที่เขาได้อยู่กับลูก ก้อยมาอยู่ที่บ้านอยู่กับลูกดูแลลูก 100% ก้อยก็อาจจะไม่ได้กลับไปทำงาน แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เรามีมีความสุข
ถามว่ามันมีวันที่เราอาจจะเหนื่อยบ้าง อาจจะไม่ได้เป็นดั่งใจบ้างมันเป็นธรรมดาของชีวิต แล้ววันนั้นที่ก้อยคุยกับพี่จ๋า ก้อยก็อาจจะเล่าในพาร์ตที่ก้อยไม่เคยพูด เพราะว่าเวลาทุกคนเห็นก้อย เราก็อยากจะนำเสนอ เราไม่อยากจะเอาเรื่องเศร้าๆ หรือว่าความรู้สึกส่วนตัวของเราไปทำให้คนรู้สึกเศร้าหรือเสียใจอยู่แล้ว แต่จริงๆ วันนั้นก้อยไม่ได้คิดว่าก้อยถ่ายรายการอยู่ ก้อยคิดว่าก้อยคุยกับเพื่อน คุยกับพี่จ๋า แค่นั้นเอง”
ไม่ถึงขั้นเป็นปมในใจ แค่เป็นความรู้สึกในบางแว็บในวันที่เหนื่อยล้า ขอได้พูดออกมาบ้าง
“อุ้ย มันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก มันเป็นแค่แว็บนึงของผู้หญิง ก้อยว่าคนเป็นแม่ทุกคนจะเข้าใจนะ อารมณ์อาจจะเป็นวันนั้น อาจจะเป็นช่วงเวลานั้นที่แบบฮอร์โมน คืออยากให้คิดว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเหนื่อย ไม่ว่าเราจะมีความรู้สึกยังไงก็ตาม แต่ว่าเราเป็นคนเลือกเอง เรามีความสุขที่เราได้เป็นแม่ แล้วถ้าให้วันนี้ก้อยเลือกได้ ก้อยก็ยังขอบคุณพี่ตูนที่เขาตัดสินใจพาก้อยไปอยู่ที่ภูเก็ต
วันนี้ก้อยก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ถูก ไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากกลับมาอยู่ตรงนี้ กลับมาอยู่ที่แสงไฟ เขาไม่ได้บังคับก้อย สุดท้ายเราก็รักเขา เราอยากมีครอบครัวกับเขา เราก็แค่จับมือไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจะเหนือหรือใต้ จะที่ไหนก็ตาม ต่อให้ไม่เป็นภูเก็ตก้อยก็ไป”
รู้มาล่วงหน้าอยู่แล้วหากแต่งงานกับ “ตูน” จะต้องย้ายรกรากตัวเองมาสร้างครอบครัวใหม่ที่ภูเก็ต ด้วยจังหวะชีวิตความเป็นแม่ยินดีให้ความสำคัญกับลูกและสามีก่อนตัวเองเสมอ
“จริงๆ แล้ว แพลนการย้ายมาภูเก็ตเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะแต่งงานด้วยซ้ำ เขาไปซื้อที่ดินไว้แล้วเขาก็บอกว่า อยากจะย้ายมาอยู่ที่นี่ เรารู้อยู่แล้วว่าสักวันนึงเราจะต้องมาอยู่ที่นี่ แต่ว่าทุกอย่างมันเร็วขึ้นเพราะว่ามันมีโควิด แล้วก้อยมีน้อง พี่ตูนก็เลยคิดว่าการที่ย้ายมาตอนนี้เลย ให้ลูกได้เติบโตในที่ที่เป็นธรรมชาติ แล้วเราก็มีเวลาให้กับลูกได้แบบเต็มที่ 100% เพราะเขารู้ว่าอยู่กรุงเทพฯ ก้อยอาจจะยังต้องทำงาน ถ้าเราไปอยู่ตรงนั้นเลย เราน่าจะให้เวลากับลูกได้แบบเต็มที่ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราก็ขอบคุณพี่ตูนมากๆ ที่ เขาตัดสินใจในวันนั้น แต่ในระหว่างทางมันมีบ้างอยู่แล้วบางทีเราจะรู้สึกโน่นนั่นนี่ มันเป็นธรรมดาของชีวิต
ก้อยว่ามันเป็นจังหวะของชีวิตมากกว่าค่ะ พอเราเป็นแม่จังหวะชีวิตมันก็จะเปลี่ยนจากสิ่งที่เราเคยเป็นอยู่ อาจจะอยู่ในการทำงาน แล้ววันนึงเราต้องย้ายไปอยู่ตรงนั้น เป็นแม่ มันก็คือเป็นจังหวะชีวิตนึงที่เราจะต้องเปลี่ยนไปแล้วเราจะต้องปรับตัวกับตัวเอง ก็แน่นอนมันไม่สามารถที่จะเหมือนเดิมได้อยู่แล้ว เพราะว่าเรามีสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่เราจะต้องดูแลและรับผิดชอบ เขาคือหัวใจอีกดวงนึงของก้อยไปแล้ว เราเลือกลูกมาเป็นสิ่งสำคัญอยู่แล้ว
อะไรที่มันเป็นชีวิตส่วนตัวของเรา หรือสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำมันสามารถที่จะวางไว้ก่อน แล้ววันนึงลูกโตขึ้นก้อยว่าเราก็คงมีเวลาที่จะได้กลับมาใช้เวลาของตัวเองบ้าง จริงๆ แม่ทุกคนไม่ได้ต้องการ เขาเรียกว่าอะไร แค่ใครสักคนที่รับฟัง ได้พูด บางคนอาจจะเป็นสามี เป็นเพื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก้อยว่ามนุษย์ทุกคนดีกว่าไม่ต้องเป็นแม่ก็ได้ อย่างก้อยไปอยู่ตรงนั้นก้อยอาจจะไม่ได้มีเพื่อนสนิท ที่ปกติเราอยู่กรุงเทพฯ กริ๊งเดียวมาหา มันมีความรู้สึกที่เราอยากจะแชร์เหมือนกัน คนคนนั้นที่จะอยู่ข้างก้อยได้ตลอด ก็คือพี่ตูน ก็คือสามีของเรา”
ไม่รู้ทัวร์ลง “ตูน” มองตัดสินใจคนเดียวไม่ปรึกษาภรรยา รวมถึงเมินเฉยกับคำปรึกษาของภรรยาที่มาปรับทุกข์ด้วย ยันเจตนาของตูนทุกอย่างคือทำเพื่อครอบครัว และมองการณ์ไกล
“ก้อยไม่รู้จริงๆ มันคืออะไร ก้อยก็อยากจะให้คิดในมุมนึงว่า อย่างตอนที่พี่ตูนวิ่งจากใต้ไปเหนือ มันเป็นอะไรที่เสี่ยงอันตรายมาก มันก็เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ในชีวิตเหมือนกันแต่ว่าวันนั้นเขาก็ไม่ได้มาขอก้อย หรือมาบอกก้อยว่าก้อยจะต้องวิ่งไปกับเขา แต่เราเองเป็นคนเลือกที่จะทำ มันก็เป็นเรื่องเดียวกันคือ เขาอยากจะย้ายนะ อยากจะให้ลูกได้มาเติบโตที่นี่นะ โอเคเราก็มีคำถามแหละ ตั้งคำถามว่าเฮ้ยมันจะโอเคไหม ทุกอย่างมันจะราบรื่นไหม ไปคลอดที่นั่น หมอจะเป็นยังไง ในวันแรกมันมีความกังวลอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกอย่างมันผ่านมา มันก็ผ่านไปได้ เราก็รู้สึกว่า ณ วันนี้มันก็โอเคแล้ว
พี่ตูนเป็นคนคิดการณ์ไกล เขาจะมองภาพอนาคตไว้ค่อนข้างชัดเจน จริงๆ ต้องมองที่เจตนา ก้อยว่า เจตนาเขาอยากให้ครอบครัวให้เราให้ก้อยไปอยู่ตรงนั้น แล้วเราได้มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยกันเต็มที่ แต่ว่าพี่ตูนก็เหนื่อยมากๆ นะ ในมุมของผู้ชายที่ต้องออกไปทำงาน ก็อยากจะให้เข้าใจว่าผู้หญิงกับผู้ชายมันก็มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน
ณ วันนั้นก้อยไม่ได้ปฏิเสธไง ถ้าก้อยยืนยันว่าฉันไม่ไปแน่ๆ มันก็จะไม่เป็นแบบนี้ในวันนี้ไง คนเราพอเราแต่งงานกันแล้ว เชื่อมั่นในการตัดสินใจของอีกฝ่าย เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัว เขาต้องคิดมาแล้วว่า เขาจะสร้างครอบครัวยังไง เรามีภาพยังไง อยากให้ลูกเติบโตที่ไหน เขาต้องคิดมาแล้ว”
ในมุมของตน การได้ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ที่ภูเก็ตมันดีกว่าที่ตนคิดและกังวลไปก่อนหน้าที่จะมาอยู่ ลั่นในตอนนี้ภูเก็ตคือบ้านของตน
“ดีกว่ามาก ก้อยยังรู้สึกว่าภูเก็ตเป็นบ้านก้อยนะ แล้วก้อยก็รู้สึกว่าสิ่งที่พี่ตูนตัดสินใจมันเป็นสิ่งที่ถูกอยู่ดี ถึงแม้ว่าบางมุมที่เราพูด เราอาจจะเป็นผู้หญิงก็จะมีความน้อยใจสามีนิดหน่อย แต่ว่าสุดท้ายแล้ว พี่ตูนก็เป็นพ่อแล้วก็เป็นสามีที่ดีมากๆ ก้อยรู้สึกว่าแค่นี้ก็ขอบคุณแล้วก้อยรู้สึกว่าโชคดีมากๆ แล้ว แต่ถ้ามันจะมีวันที่ก้อยเหนื่อย ก้อยอาจจะระบายพูดอะไรออกมาบ้างกับเพื่อนสาว ก็อยากจะให้คิดว่ามันก็คือพาร์ตนึงของชีวิตมนุษย์ทุกคนที่มันจะ... มันก็มีมุมที่มันไม่ได้ราบรื่นตลอดไป”


