xs
xsm
sm
md
lg

“หญิง รฐา” ไม่หนุนใช้ AI Gen หน้านักแสดง วอนรัฐออกกม.ควบคุม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หญิง รฐา” ไม่หนุนใช้ AI แทนนักแสดง เชื่องานศิลปะต้องถ่ายทอดด้วยอารมณ์และจิตวิญญาณของมนุษย์ ยอมรับห้ามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองที่ชัดเจน ชี้ AI กระทบได้ทุกอาชีพ ไม่ใช่แค่วงการบันเทิง

ทำเอาสะเทือนไปทั้งวงการ หลังเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมบันเทิงมากขึ้น จนเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่นักแสดง ผู้กำกับ ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลัง ล่าสุดวันนี้ (19 ก.ค.) ได้เจอ นักร้อง-นักแสดงมากความสามารถ “หญิง รฐา โพธิ์งาม” ในงานบวงสรวงละครเวทีฟอร์มยักษ์ “เมืองมารยา THE MUSICAL” เจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงประเด็นนี้ โดยยอมรับว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการนำใบหน้า เสียง หรือการแสดงของตนไปสร้างเป็น AI เพราะเชื่อว่าศิลปะการแสดงยังคงเป็นเรื่องของมนุษย์ และไม่มีเทคโนโลยีใด ทดแทนการถ่ายทอดอารมณ์และจิตวิญญาณของนักแสดงได้

“ไม่รู้ว่านักแสดงแต่ละคนมีความคิดเห็นยังไง แต่สำหรับตัวหญิง รู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว ละสังขารไปแล้ว หญิงก็อยากให้ผลงานของหญิง มันอยู่ในแบบที่มันควรจะเป็น คือหญิงไม่ได้ยินยอมให้ AI มาทำอะไรกับเรา ทั้งหน้า เสียง หรือว่าการแสดง เพราะหญิงก็ยังเชื่อว่าที่สุดแล้วอ่ะ อาร์ตหรือการแสดงมันต้องเป็นเรื่องศิลปะ และการครีเอตศิลปะมันคือเรื่องของมนุษย์"

"แต่ว่าในพาร์ตของเอ็มวี จะทำให้ภาพมันชัดขึ้นหรืออะไรอย่าง มันก็คงเป็นเรื่องในอนาคต แต่ว่าถึงขั้นเอาหน้าเราไปสวม หรือให้เป็นตัวละครไปเลย หญิงก็อาจจะไม่ใช่นักแสดงที่แบบสนับสนุนในเรื่องของการให้ AI มาทำอาชีพนี้ หรือทำหน้าที่แทนเรา การแสดงมันคือการส่งดีลิเวอร์ความรู้สึก หรือว่าจิตวิญญาณของตัวละคร มันน่าก็น่าจะเป็นงานอาร์ต ที่มันยังต้องการมนุษย์ในการส่งความรู้สึกต่อกันอยู่"

"เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคต สมมติว่าเซ็นคอนแท็กต์ให้ AI สามารถใช้หน้าหรือเสียงเราได้ ในอนาคตมันอาจจะเอาไปใช้ผิดที่ผิดทาง อาจจะไม่ได้ใช้ในเฉพาะในการแสดงเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นการพูดโน้มน้าว คือมันสามารถเป็นไปได้หมดเลยค่ะ ดังนั้นหญิงรู้สึกว่าไม่อยากให้ใครเอาเสียงหรือหน้าเราไปใช้”

ไม่สามารถยับยั้งเทคโนโลยีได้ แต่ก็อยากให้ศึกษาเยอะๆ อยากมองแค่ด้านดี
“เราไม่สามารถไปยับยั้งดิจิทัล หรือว่าเทคโนโลยี หรืออนาคตได้หรอกค่ะ เพียงแต่ว่าเราก็คงต้องศึกษามันเยอะๆ คือเวลามอง อย่ามองแค่ด้านดีอย่างเดียว อาจจะต้องมองด้านลบด้วย ณ วันนี้อาจจะเป็นในเรื่องของการแสดง แต่ในอนาคตมันมีนะคะ แบบเวลาที่เราฟังแบบเพลงบางเพลงที่เจนเนอเรตเอาเสียงคนนั้นคนนี้มาใส่ แล้วมันก็ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางความเข้าใจ ว่าเอ้ย…สรุปเพลงนี้ใครร้อง แล้วเพลงนี้มันอะไรยังไง"

"คือหญิงไม่ได้ยึดติดกับเรื่องของชื่อเสียงอยู่แล้ว วันหนึ่งถ้าหญิงต้องไม่อยู่ ถ้าคนมันจะลืมเราไปบ้าง หญิงก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันก็เป็นความธรรมชาติของโลกใบนี้ ที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือหญิงเชื่อเรื่องนี้ แต่บางคนถ้ารู้สึกว่าการมี AI มาเจนเนอเรตหน้าตาเราในวันที่เราไม่อยู่แล้ว อาจจะส่งผลให้คนที่อยู่เบื้องด้านหลังได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้น เช่น ลูกหลานได้รับผลประโยชน์จากเม็ดเงิน หรือการทำรายได้จาก AI แต่มันก็ต้องตั้งอยู่ในระบบหรือสัญญาที่รัดกุมอ่ะค่ะ ว่ามันต้องใช้ในการแสดงเพียงเท่านั้น การแสดงในรูปลักษณ์แบบไหน"

"หญิงว่ามันควรจะมีตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องใหม่ๆ คือเราก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับในทุกวงการด้วยนะ ไม่ใช่แค่ในวงการบันเทิง ตอนนี้เวลาเราเจนเนอเรตอะไร คำถามอะไร บางทีมันกระทบหมดเลยค่ะ มันกระทบเรื่องของการศึกษา เพราะบางทีเดี๋ยวนี้อยากรู้อะไรเราพิมพ์เอาแล้ว เราถามแล้ว หรือว่าในมุมของการดีไซน์เสื้อผ้าหน้าผม สถาปนิก คือมันเข้ามาลุกล้ำอาชีพของมนุษย์มากขึ้น จริง ๆ ก็เป็นเรื่องน่ากลัวอย่างหนึ่งเหมือนกัน สิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คือต้องทำให้มันรัดกุม หรือว่าต้องมีระบบกฎหมาย ในการใช้อย่างรัดกุมมากขึ้น”

เชื่อ AI สามารถแย่งอาชีพมนุษย์ได้
“คือมันได้ทุกอาชีพค่ะ แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่า ฉันอยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีเงินเข้ากระเป๋า มันแล้วแต่ว่ามุมมองของแต่ละคนเป็นยังไง แต่หญิงอาจจะเป็นประเภทที่ชอบทำด้วยตัวเอง มันก็เหมือนยุคเทปผีซีดีเถื่อน มันมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแหละ เพียงแต่ว่าเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง ใน ณ วันหนึ่งทุกอย่างมันอาจจะเป็น AI ไปหมดเลย มันอาจจะไม่ได้มีผลงานชิ้นงานที่เป็นอาร์ต เหมือนเวลาเราดูภาพเขียน หรือว่าเพลงของโมซาร์ต มันก็ยังทรงคุณค่า เรากลับไปคิดถึงตัวเราในอนาคตอีก 100 ปี เราก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เมื่อทุกอย่างมันถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ว่ามันก็น่าเสียดาย”

บางคนไม่ซีเรียสกับการโดนเอาหน้าไป Gen AI เพราะได้เงินจากการเก็บค่าลิขสิทธิ์ แต่ส่วนตัวมองว่าแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น
“ในมุมของหญิง หญิงว่าในมุมไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น ในมุมของงานศิลปะ เพราะเอาจริงๆ เวลาเราดูละคร AI มันก็ให้ความอลังการ แต่ว่าในมุมของอารมณ์ ในมุมของความรู้สึก เส้นไลน์ของภาพ หรือแสงสีทุกอย่าง มันส่งผลต่อความรู้สึกคนดูหมดเลย หญิงดูหญิงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันอินขนาด ดูผ่านๆ เพื่อความสนุกไปก็ได้ มันเก็บอะไรกลับมาไม่ได้ ไม่ได้จดจำอะไรกลับมาได้ ซึ่งเราอยากมีชิ้นงานแบบนั้นในโลกใบนี้เหรอ เราก็อยากจะมีชิ้นงานที่คนจดจำ ทำให้คนไปคิดต่อ ทำให้คนได้ไปพูดกันต่อ ได้มีการถกปัญหา"

"ชิ้นงานแต่ละชิ้นงาน มันจะน่าจดจำหรือทรงคุณค่า ถ้าพูดถึงละครเวที หญิงก็ยังจำสี่แผ่นดินได้ ฟ้าจรดทรายได้ ด้วยดีเทลต่างๆ ที่โอโห้ มันผ่านมาแบบ 18 ปีแล้ว แต่ทำไมเรายังจำสีหน้าพี่นัท มีเรียได้ พี่มอส (ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) ได้ หรือตัวเราเองได้ สิ่งเหล่านี้ AI มันไม่สามารถสร้างได้ค่ะ หญิงรู้สึกว่าถ้าเราอยากจะทำผลงานในรูปแบบนั้นให้คนจดจำ มันก็ต้องเป็นมนุษย์ทำเท่านั้น”

การยินยอมให้นำใบหน้าไป Gen AI ต้องรัดกุมในเรื่องของบทมาก โดยเฉพาะผู้หญิง
“ถ้าเป็นลักษณะแบบนั้น เราก็ต้องรัดกุมในเรื่องของบทมากๆ เลยค่ะ เราไม่รู้เลยนะ โดยเฉพาะผู้หญิง บางทีมันอาจจะไปเจอบทที่แบบเซ็กส์ซีน เลิฟซีน มันเห็นแค่ไหน ที่สุดแล้วมันคือหน้าเรา ต่อให้แค่หน้ามันก็ยังเป็นอัตลักษณ์ของเรา เป็นตัวตนของเราที่ไปแสดง ดังนั้นหญิงว่าอันนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน บางทีนักแสดงอาจจะต้องคิดเยอะๆ ขึ้นอ่ะค่ะ หญิงเชื่อว่ามันมีการมาของสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วแหละ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ มันมาแน่ๆ แต่ว่าเราโพรเทกต์ตัวเองยังไง ถ้าเราตัดสินใจแล้ว ว่าเราอยากจะทำนะ หมายถึงว่าเอาหน้าเราไปทำอย่างอื่น ดังนั้นในแต่ละกฎหมาย ในแต่ละข้อของการทำงาน ในชิ้นงานที่เขาจะเอาไปใช้เราต้องละเอียดมากๆ เลย”

อยากให้มีกฎหมายมาควบคุมเรื่องนี้อย่างชัดเจน
“จริงค่ะ ในมุมของมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ต้องช่วยโพรเทกต์กันเองด้วย เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องที่เราคัดค้านอะไรไม่ได้หรอก มันเป็นการเกิดสิ่งใหม่ ๆ ในโลกใบนี้ มันก็ต้องเข้ามาแทนที่ ปัจจุบันมันก็มีอะไรมาแทนที่เราเยอะ จากแต่ก่อนที่เราต้องขับรถไปซื้อเอง มันก็มีอะไรมาแทนที่เรา แต่ก่อนซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดเราก็เดินไปสั่งกับคน ตอนนี้เป็นกดแล้ว คือมันมีอะไรใหม่ๆ มาแทนที่เสมอค่ะ ดังนั้นเราไปเราไปห้ามหรือว่าคัดค้านหรือเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราก็แค่โพรเทกต์ในสิ่งที่เราสามารถทำได้ ณ ปัจจุบันให้ดีที่สุด"

"ตัวหญิงอาจจะไม่ได้สนับสนุน แต่มันก็อาจจะมีนักแสดงบางกลุ่มที่รู้สึกว่าก็ไม่แย่ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เขามีลูกเต้า มีครอบครัวที่วันหนึ่งถ้าเขาไม่อยู่แล้ว เขาก็อยากให้สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนสมบัติที่ลูกหลานเขายังสามารถไปต่อ มีเงินใช้กันต่อ แต่เราไม่ได้มีลูก เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องทิ้งอะไรไว้ให้ใคร เรารู้สึกว่าเราพร้อมจะเล็ตโกทุกอย่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าถ้าร้อยปีคนจะจำ 2002 ราตรีไม่ได้ เราก็ไม่ได้เดือดร้อนไง เราก็รู้สึกว่าเออ ในช่วงชีวิตหนึ่งคนก็ยังรักเรา แล้วก็มีความสุขกับเรา แค่นั้นหญิงก็โอเคแล้ว”