xs
xsm
sm
md
lg

อวสานแก๊งบัญชีม้า “เบสท์ ชนิดาภา” เฮ! ศาลตัดสินจำคุกคู่กรณี แต่ทำใจคงไม่ได้เงิน 1.2 ล้านคืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เบสท์ ชนิดาภา” พอใจคำตัดสินมิจฉาชีพรับสารภาพเป็นบัญชีม้า ให้สแกนหน้าโอนเงินผ่านบัญชีหลังถูกหลอกให้โอนเงินจากการหารายได้รีวิวโรงแรมสูญเงิน 1.2 ล้าน เผยบัญชีม้าไม่ซัดทอดใครยอมติดคุกเอง เตือนภัยขนาดเป็นคนเช็กแล้วเช็กอีกในการรับงานก็ยังพลาดมิจฉาชีพสวมรอยบริษัทนั้น ลั่นหากจะสมัครงานหรือทำงานกับบริษัทไหนนอกจากเช็กบริษัทมีอยู่จริงไหม ต้องโทร.ไปเช็กที่บริษัทด้วย ย้ำอย่าโอนเงินให้บัญชีที่เราไม่รู้จักชื่อ

ต่อสู้มาปีกว่า สำหรับคดีที่นักแสดงสาว “เบสท์ ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์” โดนมิจฉาชีพต้มตุ๋นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2568 ซึ่งในตอนนั้นแก๊งมิจฉาชีพได้หลอกลวงสาวเบสท์ ด้วยการสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมา เพื่อใช้โฆษณาชักชวนให้มาสมัครทำงานรีวิวโรงแรมต่างๆ  และสร้างความเชื่อใจด้วยการจ่ายค่าตอบแทนจริงในระยะแรก จนเจ้าตัวหลงเชื่อ ก่อนจะชักชวนให้ร่วมโอนเงินลงทุนจำนวนมากเป็นขั้นบันได จนสุดท้ายโดนสูบไปกว่า 1.2 ล้านบาท กว่าจะรู้ตัวก็เสียรู้แก๊งมิจฉาชีพไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รอด เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมแก๊งบัญชีม้าได้ทั้งหมด 3 คน โดยจำเลย 2 รายยอมรับสารภาพ และต้องโทษจำคุกอยู่ ส่วนจำเลยอีก 1 รายโดนตำรวจคอมมานโดตามรวบตัวมาได้ แต่ในตอนแรกยังคงให้การปฏิเสธ และขอต่อสู้คดีในชั้นศาล

ความคืบหน้าเวลา 09.00 น. วันนี้ (17 กรกฎาคม 2569) ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นัดสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลย โดยเบสท์ในฐานะโจทก์และเป็นผู้เสียหาย ได้เดินทางมาที่ศาลพร้อมด้วยคุณพ่อ และ “นายเฉลิมศักดิ์ วงเมือง” ทนายความส่วนตัว โดยเปิดเผยว่าได้ดำเนินคดีกับคู่กรณีในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, และเป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของตนโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งวันนี้อีกฝ่ายยอมรับสารภาพ ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน เบสท์พอใจคำพิพากษา แต่ทำใจคงไม่ได้เงินคืน

เบสท์ : “จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกจากเฟซบุ๊ก ในเพจของมาร์เก็ตติ้งอินฟูลฯ เขาประกาศรับสมัครนักรีวิวโรงแรม ซึ่งเรารับรีวิวอยู่แล้ว เราสนใจก็เลยทักไป เขาให้เราสมัครเทเลแกรมแล้วก็คุยผ่านทางนั้น มีการทดสอบการรีวิวต่างๆ ซึ่งระหว่างนี้เขามีค่าเสียเวลาให้เราทุกครั้ง เป็นเงินได้เปล่า ครั้งละหลักสิบ เขียนประมาณ 3-4 บรรทัด

และการทำรีวิว 1 ครั้งเราจะสะสม 10 คะแนน หากสะสมครบ 100 คะแนนวันรุ่นขึ้นได้ไปรีวิวที่โรงแรมจริงเลย ในระหว่างนั้นเราจะรายงานคะแนนเราตลอด ซึ่งจะต้องไปทำแคมเปญกิจกรรมต่อกับอโกด้า ซึ่งเป็นการแอบอ้าง มีการให้ใช้ทุนสำรองของเราเริ่มต้นที่ 400 บาท เป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ ทำครบ 5 ครั้งได้ร่วมงานเลย แต่ในครั้งที่ 5 ครั้งสุดท้ายไม่ได้เงินคืน แล้วก็ถูกดึงเข้าไปในกลุ่มวีไอพี จำนวนเงินก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ”

มีหน้าม้ามาแสดงเป็นกลุ่มไลน์ทำกิจกรรมด้วยกันกับตนที่เป็นเหยื่อเพียงคนเดียว
เบสท์ : “ณ เวลานั้นเราไม่ทราบว่าในกลุ่มเป็นหน้าม้ามีทั้งหมด 4 คน เราเป็นเหยื่อคนเดียว ทุกคนจะทำกิจกรรมแล้วก็โอนเงิน และทำภารกิจโปรโมตโรงแรมให้กับอโกด้า ให้เราแคปหลักฐานแล้วเขาจะจ่ายเงินให้เรา เราทำไปอยู่ 2 ครั้ง ก็แจ้งว่าไม่สำเร็จเพราะเราทำผิดพลาด คนในกลุ่มที่เป็นหน้าม้าก็มารุมโทษเรา เป็นเพราะเราทำให้พวกเขาต้องโดนยึดเงินทั้งหมด ในนาทีนั้นเราก็รู้สึกผิด เราก็หาวิธีแก้ เขาก็บอกว่าต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อแก้ไขงาน จำนวน 250,000 บาท แล้วก็ต้องโอนอีก 490,000 บาท

พอโอนเรียบร้อยก็เกิดปัญหาอีก คือไม่สำเร็จเพราะเราโอนเงินช้าไป 3 นาที เขาก็บอกเราต้องแก้ไขอีก ต้องโอนมาเพิ่มอีก 600,000 บาท ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ตอนที่โอนก้อนสุดท้ายเราคิดว่าจบแล้วเราก็ได้เงินคืน แต่เขาบอกว่าวงเงินถอนเกิน ต้องโอนมาเพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อปลดล็อกบัญชี เราก็เริ่มรู้ตัวแล้ว ถ้าเราโอนไปอีกมันไม่น่าจะสำเร็จอีก มันไม่ใช่แล้ว ก็เลยหยุดโอน แล้วโทร.ไปอายัดบัญชี โทร.ไปแจ้งความที่ 1441 แล้วก็ไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ทั้งหมด 1.2 ล้าน ใน 1 วัน

ตอนแรกเรายังไม่เชื่อว่าเราโดนมิจฉาชีพหลอก เราคิดว่ามันเป็นเรื่องงานจริงๆ เราไปตรวจสอบมาแล้วว่าบริษัทนี้มีจริง แต่คือเขาสวมรอย ตอนที่โอนเงินเราก็ถามนะทำไมต้องโอนเป็นชื่อบุคคล เขาบอกว่ามันเป็นตัวแทนของอโกด้า ด้วยความที่เราอยากจะทำงาน เราเลยอยากทำให้มิชชั่นสำเร็จสะสมคะแนนให้ครบ 100 คะแนนเต็ม

เช็กแล้วเช็กอีก เช็กทุกอย่าง บริษัทนี้มีอยู่จริง แต่ก็ยังพลาดเพราะมิจฉาชีพสวมรอยบริษัทนั้น เตือนหากจะสมัครงานหรือทำงานกับบริษัทไหนนอกจากเช็กบริษัทมีอยู่จริงไหม ต้องโทร.ไปเช็กที่บริษัทด้วย
เบสท์ : “เขายิงแอด เป็นการได้รับการโฆษณารับสมัครนักรีวิวโรงแรม ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้ ไม่เสียเงินสักบาท มีแต่เขาโอนมาให้จากการที่เขาทดสอบทักษะเรา ยอดคนติดตามเพจมีความน่าเชื่อถือ คนติดตามเยอะ มีติ๊กถูกสีฟ้า เราก็เช็กหมดทุกอย่างเลยค่ะ ทีหลังเราถึงได้รู้ว่าเขาสวมรอยบริษัทนี้ที่มีอยู่จริง

ก็ขอเตือนภัยแล้วกันถ้าบางครั้งถ้าเราไม่มั่นใจว่าบริษัทนั้นจะถูกสวมรอยหรือเปล่า อาจจะต้องโทร.ไปสอบถามกับบริษัทนั้นก่อนเพื่อความมั่นใจ ถ้าเขาบอกไม่มีก็คือถูกหลอกแน่ ในเวลานั้นเราก็ไม่ได้โทร.ไปสอบถาม เราคิดว่าเราเช็กแค่ว่าบริษัทนี้มีจริงก็คือจบ แล้วอีกอย่าวเทเลแกรมมันคือระบบที่มิจฉาชีพชอบใช้ เพราะทำลายหลักฐานง่าย พอเรารู้ตัวแล้วเราไม่ยอมโอนเงิน เขาก็จะระเบิดตัวเองไปเลย เราก็แคปหลักฐานได้แค่เท่าที่เหลือ พวกเลขบัญชีปลายทางที่เป็นบัญชีม้า จะส่งมาในกลุ่มแค่ 5 นาทีก็จะสลายไปเลย”

นาทีที่รู้ตัวว่าโดนมิจฉาชีพหลอกยังไม่อยากจะเชื่อเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
เบสท์ : “ตอนนั้นยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะโดน มันเกิดรวดเร็วมากภายในวันเดียว อยู่ดีๆ เงินก็หายเกลี้ยงบัญชี มันก็ช็อก คือปัจจุบันพวกมิจฉาชีพรู้ว่าคนต้องการหางาน มีรายได้เสริม เขาก็ยิงตรงเป้าหมายของเขา หลังจากที่โดน ก็มีคนที่โดนเหมือนเราทักมา 100% จะเป็นผู้หญิงทั้งหมด มีผู้ชายไปลองสมัครดู เขาไม่รับ เขารับเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้หญิงขี้สงสาร

แล้วเขาวางแผนมาหมดแล้ว หน้าม้าเขาก็จะมีให้ยืมเงินเขาก่อนด้วย หากเราโอนเงินช้า ซึ่งเขาจะโอนเงินตรงไปให้บัญชีม้าเลย ไม่ผ่านเรา ช่วงเวลาสลิปเขามีการแก้ไขตรงกับเวลาการโอนจริงทุกอย่าง มันสมจริงมาก แต่เขาจะปิดคิวอาร์โค้ดไว้ไม่ให้เราเช็ก เขาบอกว่ามันเป็นความส่วนตัว เขาจะให้ทุกคนปิดคิวอาร์ เราเลยเช็กไม่ได้ว่ามีการโอนจริงไหม”

ฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าที่จับได้ 4 ข้อหา ทั้งหมดรับสารภาพ
ทนาย : “ข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นมาฉ้อโกง , พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ , พ.ร.ก. เทคโนโลยี เอาเฉพาะคดีนี้นะครับ ตอนแรกเขาปฎิเสธ เขาอ้างว่าบัญชีเขาเปิดให้ใช้จริง แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการพวกนี้ที่มาหลอกลวง ก็คือปฎิเสธข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่วันนี้เขาหลุดมาเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง แต่ละครั้งที่แก๊งพวกนี้ให้เขาทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ถ้าโอนเงินให้บัญชีที่มียอดเยอะๆ จะต้องสแกนหน้า หรือไม่ก็ต้องไปแบงก์ หรือทำโอทีพี เขาก็หลุดมาว่าเขาโดนหลอกให้สแกนหน้าทุกครั้งที่โอน ทางเรารู้แล้วว่าบัญชีปลายทางคือใคร แล้วไปไหนต่อ คดีนี้น้องของผู้ต้องหาโอนไปที่บัญชีปลายทาง มันก็จะมีบริษัทไม่กี่บริษัทหรอก ตอนนี้จับผู้ต้องหาได้สามคนแล้ว ติดคุกอยู่สองคน

ในคดีอาญาเขารับสารภาพ ศาลตัดสินอยู่แล้ว มันเป็นคดีที่ไม่ใช่อัตราโทษ 5 ปีขึ้นไป คนแรกสองปีแปดเดือน เพราะว่าเคสนั้นเขามีคดีเก่า ศาลก็เลยมีเหตุให้เพิ่มโทษ คนที่สองคือหนึ่งปี แต่คนล่าสุดวันนี้โดนหนึ่งปี 12 เดือน สารภาพผิดทุกข้อกล่าวหา แล้วศาลตัดสินว่ามีความผิดตามฟ้อง ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดกรรมเดียวกันนี่แหละ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วก็เรื่องบัญชีม้า ซึ่งโทษของวันนี้ก็หนึ่งปี 12 เดือนถ้ารับสารภาพไม่ต้องสืบกันต่อ มันผิดตามฟ้องอยู่แล้วเขาจะยอมติดคุก”

ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะยื่นเพิ่มโทษหรือไม่ ซึ่งจะชดใช้เงินที่สูญไปเขาก็ไม่มีมาคืน
ทนาย : “ต้องพิจารณาดูอีกที เพราะรู้สึกว่าจำนวนเงินที่น้องเขาโดน กับอัตราโทษมันค่อนข้างจะเบาไปหน่อย”

เบสท์ : “จำนวนเงินที่โดน สำหรับจำเลยคนนี้ 740,000 กว่าบาท คือคนแรก 450,000 บาท คนนี้ก็โดนจำคุกสองปีแปดเดือน คนที่สองยอดประมาณ 10,000 กว่าบาท คนนี้โดนจำคุกหนึ่งปี ส่วนคนนี้ 740,000 บาท ก็ที่แจ้งไปว่าหนึ่งปี 12 เดือน ก็ค่อนข้างน้อย”

ทนาย : “ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้แล้วเคยบอกกล่าวให้เขาชำระหนี้คือเขาเองก็เข้าใจว่าเขาเองก็มีหนี้ที่ต้องชำระ ถ้ามีการแยกย้ายถ่ายเททรัพย์สิน มันก็เป็นโกงเจ้าหนี้อยู่แล้วครับ ก็มีความผิดทางอาญา ซึ่งพูดคุยแล้วดูแล้วไม่มี เป็นคนรับจ้างทั่วไปเลย

อย่างกลุ่มแรก รับสารภาพก็เป็นเหมือนพวกเด็กรับส่ง ขับรถขนส่ง อายุยังน้อยอยู่เลย ส่วนคนที่สองก็เป็นคนมีอายุแล้ว น่าจะ 50 เกือบ 60 แล้ว ซึ่งเขาก็มองว่าเขาไม่รู้เรื่องเขาโดนหลอกมาเปิดบัญชี อันนี้คือข้ออ้างของเขานะ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไอ้แก๊งที่รับสารภาพในคดีแรก ก็เป็นญาติกัน เรามีหลักฐาน คือแฟนของผู้ต้องหาคนแรก เป็นลูกของผู้หญิงคนนี้ผู้ต้องหาคนที่สอง”

บัญชีม้าไม่ซัดทอดใครต่อ
ทนาย : “แก๊งพวกนี้เราก็พยายามถามนะคะว่าที่น้องโอนเงินในบัญชีไปให้ ปลายทางที่น้องโอนไปเป็นใคร เขาก็บอกไม่รู้จัก แต่ไปยอมรับว่าสแกนหน้าให้โอนเงิน ในกรุ๊ปไลน์เราได้แคปโปรไฟล์รูปหน้าเขาไว้เป็นหลักฐานในเรื่องของแชท มันก็มีทั้งชื่อและรูปเขา ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเอารูปคนอื่นมาใช้เป็นโปรไฟล์ เพราะว่ามีหลายคนมาแสดงตัวว่าเขาถูกแอบอ้างใช้รูป ในเคสเราก็มีคนมาแสดงตัวว่า ถูกเอารูปไปใช้ ถูกเอาชื่อไปใช้ เขาเอาชื่อคนอื่นมาใช้หมด”

ได้บทเรียนคือต้องมีสติกับตัวเองให้มากๆ เวลาตัดสินใจโอนเงินในสถานการณ์เช่นนี้อย่าอยู่เพียงลำพัง และอย่ามองว่าคนที่เป็นเหยื่อโง่
เบสท์ : “คือเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เราต้องมีสติ สติสำคัญมาก เวลาเกิดเหตุอะไรพวกนี้เราอย่าอยู่คนเดียวเพียงลำพัง อย่างน้อยถ้ามีคุณพ่อคุณแม่หรือมีเพื่อนอยู่ก็จะมีคนช่วยเตือนสติ อย่างเหตุการณ์นี้เบสท์อยู่คนเดียวในห้อง แล้วคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้านล่าง เขาก็จะไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วก็จะไม่มีคนคอยบอกเรา เราก็เลยโฟกัสอยู่ที่การที่กำลังคุยกับมิจฉาชีพอยู่ มันเลยทำให้เราไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นเลย อันนี้ต้องระมัดระวังในเรื่องของการมีสติก่อน

และต้องคิดเสมอว่าให้เราตรวจสอบดีๆ ในเพจ เฟซบุ๊กต่างๆ แต่เราโดนมาเราก็เลยรู้ว่าเราดูเป็นแล้ว เราจะดูว่าเพจอันนี้ถูกสร้างมาเมื่อไหร่ มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมดกี่ครั้ง แล้วคนที่เป็นแอดมินเป็นคนประเทศอะไรบ้าง ส่วนมากถ้าเป็นมิจฉาชีพก็จะมีหลายประเทศเลย เราสังเกตได้ในข้างต้นก่อน แล้วส่วนมากถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพเขาจะเร่งรัดเรา เร่งรีบในการให้เราทำธุรกรรม ไม่งั้นเราจะเสียโอกาสอะไรสักอย่าง เราก็ต้องระมัดระวัง และใช้เวลาคิดไตร่ตรองให้ดี”

ย้ำอย่าโอนเงินให้บัญชีที่เราไม่รู้จักชื่อ
“สมมติเราตกเป็นเหยื่อ อย่างแรกก็คือคิดก่อนว่าอันนี้เคยบอกตัวเองก่อนจะโดน แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เราก็บอกกับตัวเองว่าอย่าโอนเงินให้บัญชีที่เราไม่รู้จักชื่อ ใครก็ไม่รู้ แต่พอถึงจุดนั้นจริงๆ มันเหมือนเราถูก ด้วยภาวะความกดดัน พอเวลาบอกใครไปคนก็จะไม่เชื่อ คือตัวเราเองก็เจอคอลเซ็นเตอร์โทร.มาเยอะเราก็ไม่เคยตกเป็นเหยื่อของการโทร. แต่อันนี้เป็นการพิมพ์แชตอย่างเดียว ไม่มีการโทร.เข้ามา ไม่มีการวิดีโอคอลทั้งสิ้น มันเป็นการพิมพ์พูดคุย ซึ่งปกติเบสท์รับงานต่างๆ เราก็ใช้พูดคุยเป็นหลักอยู่แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นการสอบถามข้อมูลในการทำงาน

ตอนนี้เราก็ต้องระมัดระวังเพราะว่ามิจฉาชีพเขาก็เล็งเห็นว่าประชาชนทุกคนก็อยากมีรายได้เสริม อยากทำงาน บางคนก็โดนหลอก ในลักษณะของการที่อยากจะขายสินค้า ก็จะดึงไปในกลุ่มไลน์โอเพ่นแชต ก็ต้องมีค่าสมัคร สุดท้ายอยากขายของก็กลายเป็นเสียเงิน มันมีเยอะมากมีผู้เสียหายหลายคนทักมา มีทั้งแบบของเบสท์ในเรื่องของการรีวิวโรงแรม บางคนก็โดนขายเสื้อผ้า คือมันเป็นภาวะปกติของมนุษย์ ที่เวลาคนทักมาว่าสนใจสินค้าที่เราลง เราก็อยากจะขาย เราก็มีโอกาสที่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย จากความที่เราต้องการขาย ต้องการมีรายได้ ก็ต้องระมัดระวัง”

มิจฉาชีพปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่คอลเซ็นเตอร์ แต่มาในรูปแบบแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ แล้ว
“จากแพลตฟอร์มปัจจุบันเบสท์ว่านอกจากโทร.เป็นคอลเซ็นเตอร์แล้ว ในแพลตฟอร์มพวกเฟซบุ๊กก็เยอะมาก แล้วพวกเขาก็จะยิงแอดให้ตรงทาร์เก็ต และช่วงอายุเรา ก็ต้องระมัดระวังเขาเจาะกลุ่มตลาดได้ทุกจุดทุกครั้ง ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่เป็นเหยื่ออยู่ ยังมีคนทักมาหาเบสท์ทุกวัน

เบสท์มองว่าการที่เรามาให้ข้อมูลกับสื่อ มันก็เป็นการให้อุทาหรณ์กับคนอื่น อย่างน้อยได้เห็นข่าวของเบสท์ผ่านตา ก็ยังได้ระมัดระวังตัวเองไว้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อแบบเบสท์ ก็อยากให้ทุกคนระมัดระวังจริงๆ ว่ามันน่ากลัวมากๆ เดี๋ยวนี้ AI พัฒนาไปเยอะมากๆ สามารถปลอมวิดีโอคอลได้ มันมีหลายๆ เหตุการณ์ที่เราเจอและคนรอบตัวเจอ เพราะฉะนั้นเวลามีคอลเซ็นเตอร์โทร.เข้ามา แล้วมีเสียงตื๊ด นั่นคือการอัดเสียงแล้ว ต้องระมัดระวังอย่าพูดอะไรไป เพราะพูดไรเสร็จปุ๊บเขาอัดเสียงเรา แค่นิดเดียวเขาสามารถแปลงเป็นเสียงเราให้เหมือนเป๊ะได้

เพราะฉะนั้นเขาสามารถหลอกผู้ปกครองเราว่าเราเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นอาจต้องระมัดระวังคุณพ่อคุณแม่เราอาจจะยังไม่ทันในส่วนนี้ อาจจะต้องเตือนผู้ใหญ่ในบ้านด้วย แล้วขนาดเบสท์เป็นกลุ่มคนยุคใหม่เรายังตกเป็นเหยื่อเลย เพราะฉะนั้นอาจต้องเตือนผู้สูงอายุด้วยแล้วก็เด็กๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เพราะเงินมันไปเร็วมาก เวลาเงินมันออกภายในหนึ่งถึง 2 นาทีมันหายไปเลยในพริบตา แล้วมันเอากลับมายาก ต่อให้เราโทร.อายัดแล้วก็ไม่ทัน”

อย่าอายที่จะบอกใครว่าตัวเองโดนมิจฉาชีพหลอกเพราะข้อมูลของเราอาจจะช่วยคนอื่นระมัดระวังตัวไม่ให้โดนหลอกได้
เบสท์ : “ตอนนี้คือกังวลมากพอมีงานติดต่อเข้ามา ตอนนี้ก็กังวลเริ่มกลัวเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามีคนติดต่อให้เราไปรีวิวโรงแรมว่าจะโดนหรือเปล่า จะโดนหลอกอีกไหม เราก็ไม่มั่นใจ ก็ต้องมีการโทร.ไปสอบถามพูดคุย แล้วก็มีการมัดจำกันให้เรียบร้อย อย่างน้อยมั่นใจว่ามันมีงานนี้จริงๆ

เบสท์อยากจะบอกทุกคนอย่าอายการที่จะออกมาให้ข้อมูล เรามีพื้นที่สื่อเรา วันนึงถ้าเราโดนมิจฉาชีพ ก็อยากให้ออกมาแชร์กันเยอะๆ เพราะว่าบางครั้งสื่อที่ออกไปแบบนี้ ประชาชนในประเทศไทยอาจจะไม่ได้ดูครบ แต่ถ้าหนึ่งคนแชร์ไปก็จะมีคนแชร์ต่อๆ ก็เหมือนเราได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เขาไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็อยากขอความร่วมมือ คืออย่าอาย อย่ากลัว ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมมีเงินแต่โง่ คือเกรียนคีย์บอร์ดค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว ในการที่เขามาตำหนิเราแต่อยากจะบอกเลยว่าอย่าซ้ำเติมเหยื่อ เพราะว่าเหยื่อกระทบมากพออยู่แล้ว อยากจะให้กำลังใจกันมากกว่า อยากให้เป็นการเตือนสติระมัดระวังตัวกัน ตัวเองอาจจะโชคดีที่ไม่โดนในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้าเราก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าจะโดนไหม เพราะฉะนั้นก็อยากให้ระมัดระวังตัวกัน”

พอใจกับคำตัดสิน แม้อาจจะไม่ได้เงินคืน
เบสท์ : “ก็พอใจค่ะ ก็ถือว่ารับสารภาพ ไม่ต้องเสียเวลามากในการสืบพยานต่อ อย่างน้อยก็มีสำนึกบ้าง ก็ได้รับโทษ หลายคนก็มีการอินบ็อกซ์มาถามว่า เป็นยังไงบ้างได้เงินคืนไหม ได้เงินคืนครบหรือยัง เพราะบางทีเขาเห็นข่าวว่าจับบัญชีม้าได้ครบแล้วทั้งสามคน เขาก็เลยรู้สึกว่าเราได้เงินคืนแล้วใช่ไหม แต่เบสท์ก็อยากจะบอกว่า เราไม่ได้มีสิทธิพิเศษที่ทำได้เร็วกว่า เพราะนี่ก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน ก็ทำตามขั้นตอนเลย คนก็จะมองว่าพอเป็นเคสคนดัง ดารา จับได้เร็ว แต่เราไม่ได้เงินคืนนะคะ ไม่ได้เลย เพราะว่าทางจำเลยก็ไม่มีเงินที่จะชำระ และชดใช้ทั้งหมด

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็พยายามบอกทุกคนที่เป็นเหยื่อเหมือนกันหรือที่เป็นผู้เสียหาย ทำดีที่สุดคือจับจำเลยหรือคนที่เป็นบัญชีม้าทั้งหมดให้ได้รับโทษและจำคุก นี่คือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในฐานะผู้เสียหายและประชาชนที่เดือดร้อน ทำได้ดีที่สุดแค่นี้จริงๆ แต่เรื่องจำนวนเงินอันนี้ก็อาจจะต้องทำใจไว้หน่อยว่าอาจจะยาก แต่ตอนนี้เราคิดแค่นี้เลยว่าอยากให้คนผิดได้รับโทษค่ะ”