“บิ๊ก ศรุต” รับสุดกลัวเหตุไฟไหม้ผับ ถ้าเป็นตัวเองก็ไม่รู้จะรอดไหม วอนเจ้าของดูแลความปลอดภัย ชี้แม้เป็นที่อโคจรแต่ก็คือที่ทำมาหากินของนักดนตรีต้องทำงานเพื่อใช้ชีวิต อย่าฟันโชะว่าคนที่อยู่ตรงนั้นสมควรโดน ไปทำไม จวกให้ถามตัวเองใจกว้างพอเห็นความเป็นมนุษย์เท่ากันไหม
กับเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายราย รวมไปถึงนักร้อง นักดนตรีวงทศกัณฐ์ ที่ต้องสูญเสียสมาชิกไปถึง 4 คน ทำคนในวงการออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องความปลอดภัยของศิลปินเป็นจำนวนมาก ในฐานะนักดนตรีคนหนึ่ง “บิ๊ก ศรุต วิจิตรานนท์”ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวมาก ซึ่งถ้าเป็นตนอยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่รู่ว่าจะหนีรอดหรือเปล่า
“น่ากลัวครับ น่ากลัวมากๆ เลย คือผมก็ไปเล่นดนตรีในผับบ่อยนะ คือนึกไม่ออกเหมือนกันถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเรา เราจะมีสติพอ แล้วเราจะโชคดีที่จะรอดออกมาได้ไหม คือด้วยความเร็ว ผมมองว่าไฟพอมันเกิดมันก็ดึงออกซิเจนไปเผาเพื่อเป็นเชื้อไฟ ซึ่งคนที่อยู่ตรงนั้นเขาหายใจไม่ออกแน่ เพราะมันไม่มีออกซิเจน พอหายใจไม่ออกมันก็หนียาก ซึ่งมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด ก็ไม่อยากให้เกิดเลยแหละ
ก็ฝากเจ้าของแล้วกันครับว่าดูแลสถานที่ตัวเอง เพราะถ้ามันเกิดเหตุอะไรขึ้นมา มันหมายถึงชีวิตคนหลายสิบคน ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นมา เจ้าของหรือใครก็ตามมันรับผิดชอบไม่ไหวหรอกครับ พูดตรงๆ มันเหมือนวัวหายล้อมคอกมาตลอด ล้อมในช่วงเวลาหนึ่ง พอมันเริ่มจางไป ก็ปล่อยปละละเลยกันอีกแล้ว ผมว่ามันเป็นสามัญสำนึกของคนที่เป็นเจ้าของสถานที่ เจ้าของกิจการไม่ต้องรอให้มันเกิดแล้วค่อยมาทำ ทำซะไม่ให้มันเกิดดีกว่า”
บอกถึงผับบาร์จะเป็นที่อโคจร แต่ก็เป็นที่ทำมาหากินของนักดนตรีด้วย
“แต่หลายๆ คนบอกว่าจะไปเที่ยวตรงนั้นทำไม มันเป็นที่อโคจร คือเขาจะบอกว่าเป็นที่อโคจรก็ได้ คือมันก็มีทั้งขายเหล้าขายเบียร์ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไปที่ตรงนั้นมันสมควรจะต้องเสียชีวิต หรือว่าสมควรที่จะต้องได้รับผลอะไรแบบนี้ มันเป็นสถานที่ที่เรายังเปิดอยู่ในความถูกต้องของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายให้เปิดได้ นั่นก็แปลว่าเราก็ไปได้โดยที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของแล้วแต่บุคคลว่าเขาก็อยากไปเที่ยว ไปพักผ่อน สังสรรค์ ซึ่งเสร็จจากตรงนั้นเขาก็กลับบ้านนอน ก็เหมือนคนปกติทั่วไป ที่เวลาถ้าเราไม่เที่ยวคุณอาจจะเข้าห้องพระ สวดมนต์ แต่อันนี้มันก็อาจจะเป็นความสุขของเขาที่เขาได้ไป
แล้วมันเป็นที่ทำมาหากินของอาชีพนักร้องด้วย มันคืออาชีพนักดนตรี นักดนตรีที่เล่นกลางคืนส่วนใหญ่เขาก็ต้องเล่นอย่างนี้ เล่นตามร้านอาหาร เล่นตามผับ ซึ่งมันก็เป็นสถานที่ทำมาหากินของคนอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน จะเรียกว่าเป็นที่อโคจรไหม ก็ในที่อโคจรนั้นมันก็ยังมีคนที่ต้องทำงานเพื่อใช้ชีวิตอยู่นะครับ ผมก็ไม่อยากให้ไปฟันโชะว่านี่เป็นที่อโคจร แล้วคนที่อยู่ตรงนั้นก็สมควรโดนแล้ว หรือว่าไปทำไม ไม่น่าจะมีคำถามนี้เกิดขึ้น ผมว่ากลับไปถามตัวเองดีกว่าว่าตัวเองใจกว้างพอที่จะมองเห็นอะไรที่มีความเป็นมนุษย์เท่ากันไหม ถ้าเขาไม่เหมือนเราแล้วก็แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดีเหรอ มันก็ไม่ใช่ครับ”


