“แหม่ม วิชุดา” ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกโยงคดีฉ้อโกง 40 ล้าน ยืนยันบริสุทธิ์ ไม่เคยร่วมลงทุนหรือชักชวนใคร เผยเครียดจนแพนิก นอนไม่หลับ งานได้รับผลกระทบ ฟ้องกลับ 3 ข้อหาหนัก พร้อมเอาผิดเจ้าหน้าที่ตาม ม.157
ตกเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ หลังนักแสดงชื่อดัง “แหม่ม วิชุดา พินดั้ม” ออกมาเปิดเผยว่าตนเองถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท และตกเป็นผู้ต้องหา ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ส่งผลกระทบต่อชีวิต รวมถึงงานในวงการบันเทิง โดยเจ้าตัวยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ พร้อมประกาศฟ้องกลับคู่กรณีแบบจุกๆ ใน 3 ข้อหาหนัก ประกอบไปด้วย ข้อหาแจ้งความเท็จ, ข้อหากลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษทางอาญา และข้อหากรรโชกทรัพย์ ทั้งยังดำเนินการยื่นฟ้องร้อง และร้องขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ที่เป็นผู้รับผิดชอบคดี ในข้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง
โดยวันนี้ แหม่ม วิชุดา ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดของคดี พร้อมด้วย “ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ์” ทนายความส่วนตัว, “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ”, “ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์” และ “นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา” ประกาศกร้าวถึงคู่กรณี คุณคิดผิดแล้วที่ทำแบบนี้
แหม่ม : “มันก็เริ่มจากคู่กรณีเขาโทรศัพท์มาหา แล้วก็ให้ทนายของเขาคุยกับเรา ว่ามีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับเราข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จำนวนเงิน 40 ล้านบาท ก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็กำลังจะออกหมาย ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่เห็นหมาย เราฟังเรื่องแล้วเราก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ก็เลยบอกเข้าไปว่าเดี๋ยวถ้าเรารับหมายแล้วเราจะสู้คดีก็แล้วกัน เขาก็บอกว่าเดี๋ยวยังฟังไม่จบเลย จะมาเคลียร์คดีกันไหม เราก็ยืนยันว่าไม่เคลียร์คดีอะไรทั้งสิ้น เพราะเราไม่ได้ทำความผิดตามที่เขากล่าวอ้าง เราก็เลยบอกว่าเราจะสู้คดี เขาก็เลยบอกว่างั้นเขาก็จะดำเนินคดี
ก็วางสายกันไปแล้วก็มานั่งคิด คือเราก็ทำอาชีพสุจริตของเราอยู่ดีๆ เป็นนักแสดง จะมายัดเยียดคดีแบบนี้ให้เรามันก็ไม่ถูกค่ะ หลังจากนั้นเราก็ได้รับหมาย แล้วก็ติดต่อขอเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ช่วงนั้นพนักงานสอบสวนไม่ว่าง ตำรวจไม่ว่าง ก็เลยบอกให้เรารอ ก็รอนานเลยค่ะ ประมาณปีครึ่ง (หัวเราะ) แล้วระหว่างนั้นเราก็พยายามที่จะสืบหาความจริงตลอด ว่าไอ้สิ่งที่เราเจออยู่มันคืออะไร แต่ว่ามันก็ค่อนข้างลำบากนิดหนึ่งค่ะ เพราะเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย แล้วคู่กรณีเขาไปแจ้งเรา เขาก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไร ก็เลยต้องเดือดร้อนเพื่อนนะคะ ก็ขอให้พี่อี้ช่วยลองคุยให้หน่อย ว่าเรื่องที่เราเจออยู่นี่มันคืออะไร เพราะจริงๆ ก็งง ว่ามันมาแบบนี้ได้ยังไง พี่อี้ก็คุยให้ ก็เลยได้เรื่องมา”
ได้รู้จักกับคู่กรณีช่วงก่อนโควิด โดยมีคนแนะนำให้รู้จักในงานอีเวนต์หนึ่ง
แหม่ม : “จริงๆ แหม่มรู้จักกับเขานานแล้วค่ะ หลายปีมากเลย นานเหมือนกัน ก่อนโควิดมีคนแนะนำให้เรารู้จักในงานอีเวนต์งานหนึ่ง แล้วก็เจอกันแค่มี่กี่ครั้งด้วย เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์เนี่ย มันแทบจะไม่มีอะไรเลย ก็คือเป็นคนๆ หนึ่งที่มีคนแนะนำให้รู้จักเท่านั้นเลย”
เผยทนายของคู่กรณี บอกถ้าอยากให้เอาชื่อออกจากคดีก็จ่ายมาสัก 2-3 ล้าน
แหม่ม : “ตอนนี้ก็ได้คำตอบแล้วค่ะ พี่อี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญเลย ที่ทำให้เรารู้ว่าเฮ้ย เรื่องมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รายละเอียดมันเป็นอะไรกันแน่ เพราะว่าพี่อี้ช่วยโทร.ไปคุย กับทั้งตำรวจ แล้วก็คู่กรณี ซึ่งคู่กรณีเขาให้คุยกับทนาย ทนายเขาก็บอกกับพี่อี้มา ว่าถ้าจะเอาชื่อของแหม่มออกจากคดี ก็จ่ายมาสัก 2-3 ล้านก็แล้วกันเราก็จะจ่ายทำไมล่ะ (หัวเราะ) เราไม่ได้ไปเอาเงินเขามา”
อี้ : “คือคู่กรณีเขาไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี แล้วไปเจอหมออยู่สองคนนะครับ เขาเห็นว่าธุรกิจกิจการมันน่าจะไปได้ดี ก็อยากจะมาทำที่ไทย เรื่องของเรื่องคือไม่มีอะไรมากเลย พอเขาจะมาทำที่ไทย ทางเกาหลีเนี่ยเป็นคนบอกว่าให้ลงทุน 40 ล้าน คุณแหม่มเนี่ยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เพียงแค่บอกว่าก็ไปจัดการให้มันถูกต้อง ไปซื้อหุ้นซื้ออะไรต่างๆ ทางคู่กรณีก็เห็นว่าทางเกาหลีเนี่ยมาจริง มีตัวตนจริง อะไรจริง ก็ไปโอนของเขาเองนะครับ คุณแหม่มไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปรับเงินรับทองอะไรสักบาทเดียว ไม่มีเลย
ผมก็เอะใจว่าทำไมถึงต้องมาเกี่ยวข้องกับคุณแหม่มด้วย เพียงแค่ว่าคุณแหม่ม ก็เหมือนกับว่า ต่างคนต่างรู้จักกันนะครับ แล้วก็อยากช่วยกันในแง่ว่าถ้ามันเป็นธุรกิจที่ดีก็เดินทางไป โดยการตัดสินใจเป็นของคู่กรณีล้วนๆ เลย คุณแหม่มไม่ได้ไปชักชวน ไม่ได้ไปโน้มน้าว ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปถือหุ้นสักบาท ไม่ได้ไปติดต่อว่าจะขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ก็ปรากฎว่าพอโอนไปแล้วเนี่ย ก็ไม่ได้มีการไปทำคลินิกจริงๆ 40 ล้านโอนไปเสร็จปั๊บ เขาก็ไปแจ้งความเกาหลี 2 คน แจ้งความเกาหลีเสร็จก็พ่วงคุณแหม่มไปด้วย
ทีนี้ผมก็โทร.ไปคุยกับทางคู่กรณี ทนายเขาก็บอกว่าไม่มีอะไรมากหรอกพี่ ถ้าอยากให้เอาชื่อออกเนี่ย ขอสัก 2-3 ล้านแล้วกัน เดี๋ยวเอาชื่อออกให้ ผมบอกเฮ้ย ได้ยังไง (หัวเราะ) มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าเขาทำอะไรผิดผมก็คงไม่ได้ คงจะต้องคุยกับเขาอีกแบบหนึ่ง ว่าเดี๋ยวต้องหาทางเยียวยาผู้เสียหายไปนะ ผมก็ฟังดูแล้วมันก็แปลกๆ อันนี้มันก็เลยทำให้คุณแหม่มเองก็เกิดแพนิก เกิดความวิตกกังวลสูงมาก แล้วก็เลยเครียด อันนี้มันก็เป็น การคล้ายๆ กับไปข่มขู่เขา โดยเอาคดีเนี่ยไปให้เขาหรือเปล่า
อันนี้ตั้งเป็นข้อสังเกตแล้วกันนะว่าทำไมไม่สืบสาวราวเรื่อง ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งทนาย ทั้งคู่กรณีต่างๆ นะครับ การที่จะไปดำเนินคดี มันต้องมีลักษณะไปเชิญชวน แต่นี่ไม่มีไม่มีการเชิญชวนเลย เพราะว่าถือว่าเป็นอิสระของในการทำธุรกิจของใครของมัน เพราะฉะนั้นการมาดำเนินคดีตรงนี้ มันก็เลยเป็นการแจ้งข้อความเป็นเท็จให้กับเจ้าพนักงาน แล้วก็ทำให้คุณแหม่มได้รับความเดือดร้อนคือเครียด จะมายัดเยียดความเป็นผู้ต้องหาให้มันไม่ถูก ไม่ใช่ว่าใครๆ จะไปแจ้งความได้ คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาวิตกกังวลสูงมาก คือคนไม่เคยโดนคดีจะไม่รู้”
แหม่ม : “ใช่ คนไม่เคยโดนไม่รู้”
ยืนยัน “แหม่ม” ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนของคู่กรณี
อี้ : “ไม่มี ผมยืนยันได้ เพราะว่าผมตรวจสอบแล้วแน่นอน 100% ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลยครับ จึงเป็นที่มาวันนี้เรามั่นใจว่าเราซัปพอร์ตเพื่อนเสมอครับ”
แหม่ม : “แล้วแหม่มตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งค่ะ คือก่อนหน้าที่คู่กรณีจะโทร.หาแหม่ม ว่าแจ้งความดำเนินคดีกับแหม่ม ช่วงนั้นแหม่มไปเกาหลีกับพี่นุ๊ก มีคนมาตะโกนด่าที่สนามบินว่าอีขี้โกงดังมากเลย”
นุ๊ก : “ซึ่งตอนแรก ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเขาด่าใคร แต่เราก็คิดว่าไม่ได้ด่าพวกเราแน่นอน เพราะเราไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือไปโกงใครแน่นอน แต่สักพักหนึ่ง”
แหม่ม : “มันมีคีย์เวิร์ด”
นุ๊ก : “มันมีการจ้องหน้าจ้องตากัน”
แหม่ม : “มีการมายืนจ้องหน้าเรา แต่ว่าเขาใส่มาสก์เราก็เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขามาตะโกนด่าเรา แล้วก็ยืนจ้องหน้าเรา แล้วก็มีคีย์เวิร์ดแบบพูดบางอย่างที่มันเป็นเกี่ยวข้องกับเรา แล้วก็เราสองคนก็หัวเราะ เขาก็พูดว่าหัวเราะกันเข้าไปเถอะ ทุกอย่างอยู่ในสำนวนหมดแล้ว คือถ้าเราไม่หยุดถามเขาตรงนั้นว่าเมื่อกี้ด่าใครเนี่ย เขาเดินตามด่าเราตลอดทางแน่นอน ตอนแรกเขาใส่มาสก์เราไม่รู้จัก พอเขาถอดมาสก์มาเราก็เลยเอ้า…เราเคยเจอคนนี้ครั้งหนึ่ง เขาทำงานเป็นเอเจนซีอยู่ที่เกาหลี ซึ่งเราก็ไม่ได้เคยมีเรื่องมีราว แล้วก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับเขาด้วย แล้วสุดท้ายเขาก็บอกกับพี่นุ๊ก ว่าอยากรู้อะไรให้ไปถามเพื่อนในวงการบันเทิงคนนี้ที่ชื่อ ก. ไก่ ดู”
อี้ : “เป็นคนดัง เป็นนักร้องยุค 90 รุ่นเดียวกับผม เป็นเพื่อนสนิทกัน คือคนนี้เขาเป็นคนดัง แล้วก็ทำธุรกิจด้วย แล้วก็เป็นคนดีมากนะครับ สาระสำคัญที่ถูกด่าเนี่ย เพราะว่าเขาเอาข้อมูลที่ฟ้องร้องไปเผยแพร่ ไปแชร์ต่อ ทำให้คนที่ไม่รู้ เห็นแค่เอกสารฝั่งเดียว ก็เข้าใจผิดว่าทางคุณแหม่มไปฉ้อโกงเขาจริง ไปชักชวนเขาจริง ซึ่งไม่เป็นความจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผมมีหลักฐานทั้งหมดนะครับ ว่ามีการโอนเงินอะไรต่างๆ ซึ่งคู่ คู่กรณีก็ไปโอนเองนะครับ หลักๆ คือต้องไปแจ้งที่เกาหลี 2 คน ว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการ มันเป็นเรื่องทางแพ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ว่าการไปฟ้องอาญาเนี่ย ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิ์เกินไปครับ และการที่เอาข้อมูลไปแชร์ทำให้เขาเสียหายด้วย”
แหม่ม : “คือมีการเอาไปแชร์ให้คนในวงการบันเทิง ซึ่งเราก็รู้จักกับเขา รู้จักกัน พอไปแชร์ปุ๊บเขาเชื่อ คือเขาเห็นเอกสาร เขาก็เชื่ออยู่แล้ว แล้วก็เราก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่เจอหน้าเราทุกวันนี้ บางคนอาจจะเชื่อ แต่เขาอาจจะไม่พูดก็ได้ บางคนอาจจะอยากจ้างงานเรา อาจจะรู้ข่าวเรื่องพวกนี้ แล้วก็ไม่พูด แล้วก็ไม่เอาดีกว่า ก็ได้”
อี้ : “ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะว่าคนทั่วไปพอเห็นเอกสารจากตำรวจ ก็คือเข้าใจต้องหลอกลวง โห ตั้ง 40 ล้าน อย่างนี้เดี๋ยวมาทำงานกับเราเดี๋ยวมาแอบโกงเราหรือเปล่าอะไร ก็เลยเกิดความเสียหาย แล้วซึ่งมันขยายวงไปกว้างขนาดไหนไม่รู้ ตั้งแต่ปี 62 จนถึงปัจจุบัน 7 ปีเนี่ย”
ฟ้องกลับคู่กรณีเรียบร้อยแล้ว เป็นนักธุรกิจ 2 ท่าน และทนายความ 1 ท่าน
แหม่ม : “ใช่ค่ะ”
ทนายกุ้ง : “ก็ฟ้องเรียบร้อยแล้วตอนนี้ เพราะว่าก่อนที่จะมาถึงฟ้องเนี่ย คุณแหม่มก็ไปหลายที่มาก ที่จะพยายามตรวจสอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่มาถึงเราเนี่ยก็ต้องตรวจสอบอีกรอบเหมือนกันนะ เพราะว่าได้ติดต่อมาทางลูกหมี ประสานงานมาว่ามีเคสแบบนี้นะ ก็เรียกเข้ามาคุย แล้วก็ขอเอกสารทุกอย่าง เนื่องจากเราก็ต้องเช็กก่อนว่าเรื่องราวเป็นยังไง เราก็เห็นประจำวันแล้วว่ามีชื่อเขาจริง หลังจากนั้นมันไม่ใช่แค่ประจำวันอย่างเดียว คือหลังจากที่คู่กรณีเขาไปแจ้งความที่ สน. แล้ว ก็ยังมีการไปฟ้องศาลกับคนที่เขาไปร่วมลงทุนด้วย 4 คน แล้วก็ไม่มีชื่อคุณแหม่มนะ ตอนแจ้งความมีชื่อ แต่ตอนฟ้องศาลไม่มีชื่อของคุณแหม่ม
คือไปฟ้องเรื่องเดียวกัน 40 ล้านเหมือนกัน การโอนเงินวันเดียวกันเป๊ะเลย ทุกอย่างไทม์ไลน์เดียวกันเลย แต่ปรากฏว่าไปฟ้องกับจำเลย 4 คน สุดท้ายเท่าที่ทราบมา คือศาลพิพากษายกฟ้อง อันนี้ก็ต้องให้คุณแหม่มขอเอกสารมายืนยันกับเรา ว่าคุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็เช็กไทม์ไลน์ว่าช่วงที่โอนเงินคุณแหม่มอยู่ไหนทำอะไร ปรากฏว่าคุณแหม่ม ยังไม่รู้จักกับผู้เสียหายทั้งสองคน ที่แจ้งความว่าคุณแหม่มร่วมกันฉ้อโกงเลย ยังไม่เคยเจอกันเลย มาเจอกันหลังจากที่เขาร่วมลงทุนกันเรียบร้อยแล้วกับจำเลย 4 คนนั้น พอมีการแนะนำให้รู้จักกับเอเจนซีคนหนึ่ง รู้จักกับกับคู่กรณี ก็เขาก็ยังไปมาหาสู่กัน”
แหม่ม : “ก็เจอกันไปแค่ไม่กี่ครั้งค่ะ”
ทนายกุ้ง : “แล้วเขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเขาไปลงทุนกัน มารู้อีกทีคือโทรศัพท์มาแจ้งว่าคุณเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกงแล้วนะ ซึ่งมันก็โอนเงินตั้งแต่ปี 62 แต่ว่าเขามาแจ้งความประมาณปลายปี 66 แล้วก็มาดำเนินคดีกับคู่กรณีของเขาประมาณปลายปี 66 เหมือนกัน จนศาลพิพากษามาแล้ว เพื่อความชัวร์เราก็เช็กแล้วเช็กอีก ว่าคุณแหม่มไม่เกี่ยวข้องแน่หรือเปล่า สุดท้ายมาจึงมาดูข้อมูล ดูทุกอย่างแล้วว่ามันไม่เป็นเรื่องจริง ก็เลยมีการฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว
ข้อหาแรกคือแจ้งความเท็จ ข้อหาที่ 2 คือแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในลงในเอกสารราชการ ก็คือประจำวัน ข้อหาที่ 3 คือการกรรโชก ก็มาจากที่เขาบอกคุณอี้ ว่าถ้าอยากจะเอาชื่อออกจากการเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง ให้เอามาสัก 2-3 ล้าน มันเป็นการข่มขู่เรื่องเสรีภาพ ก็คือดำเนินคดีอาญา ส่วนอันที่ 2 คือเรื่องชื่อเสียง ยัดเยียดข้อหาให้เป็นผู้ต้องหา ก็มีนัดไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 21 กันยายน เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคุณอี้แล้วก็คุณนุ๊กเป็นพยานด้วย”
อี้ : “เท่าที่ผมคุยกับทางทนายและผู้เสียหาย เขาเข้าใจว่าคุณแหม่มมีส่วนร่วม หรือรู้เห็นเป็นใจกับการที่ทางโน้นชักชวนลงทุน แต่คุณแหม่มไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ก็ให้เขาไปดีลกันเอง แล้วพอโอนเนี่ย คุณแหม่มแค่บอกว่าต้องไปทำให้มันเรียบร้อย คล้ายๆ ว่าถ้าอยากลงทุนก็ไปจัดการให้เรียบร้อยสิ”
แหม่ม : “ขออนุญาตนะคะ คือเวลาเขาคุยกับพี่อี้ เขาคุยอีกแบบหนึ่ง เขาบอกกับพี่อี้ว่าเขาไม่รู้ เขาคิดว่าแหม่มเกี่ยวข้อง แต่แหม่มมั่นใจว่ารู้เขาอยู่เต็มอก ว่าแหม่มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร เขายังไม่รู้จักแหม่มเลย แหม่มถามเขาว่าไปเอามาจากไหน ว่าแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้อง เขายังตอบไม่ถูกเลย แต่พอเวลาผ่านไปแล้ว พอพี่อี้ไปคุย เขาก็เลยบอกว่าเขาเข้าใจแบบนี้ ซึ่งแหม่มมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์”
ทนายกุ้ง : “เขียนว่าคุณแหม่มเป็นผู้ประสานงาน ให้ไปโอนเงิน แต่ตอนนั้นคุณแหม่มยังไม่รู้จักเขาเลย”
อี้ : “มันผ่านมา 4 ปีแล้ว เพิ่งมาแจ้งความ อันนี้ตำรวจก็ไม่เช็กเลยนะครับ ว่ามันเลยมาเป็นปีแล้ว เขาจะอ้างว่าเพิ่งรู้ไม่ได้ ปกติพนักงานสอบสวนควรเช็กทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย”
แหม่ม : “มีอันหนึ่งที่พี่อี้คุยกับรองผู้กำกับให้ คือช่วงระหว่างที่แหม่มติดต่อขอเข้าพบตํารวจ ทางผู้หมวดเขาบอกว่าไม่ว่าง แหม่มก็เลยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเราจะขอเข้าพบตามหมายเรียกนั้นนะ แล้วก็นัดเป็นวันที่ 30 เมษายน ปี 67 รองผู้กำกับท่านก็ประสานมาบอกว่าให้รอก่อน หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นการคุยกับรองผู้กำกับไป แต่เมื่อเดือนกันยายน ปี 68 ที่ให้พี่อี้ช่วยคุย พี่อี้คุยกับรองผู้กำกับ ท่านก็พูดเองนะคะ ว่าหมายนี้ออกมาผิด คือต่อให้ผู้เสียหายชี้ตัวว่าจะดำเนินคดีกับคนนี้ แต่มันต้องดูด้วยที่พยานหลักฐาน ถ้าพยานหลักฐานไม่มี ก็ต้องออกหมายเรียกเป็นพยาน ไม่ใช่ออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา”
อี้ : “ก็เรียนไปถึงทางผู้กำกับ หรือรองผู้กำกับ สน. ปทุมวัน เดี๋ยวอาจจะมีโอกาสโทร.คุยกับท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็ขอให้ท่านได้พิจารณาใหม่ คือเราไม่ได้มาต่อต้าน หรือขัดขืนกระบวนการยุติธรรม แต่เราคิดว่าเรื่องนี้ท่านดำเนินการไม่ถูกต้อง โดยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ดี และข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นก็ดี เพราะฉะนั้น อยากให้ท่านได้ทบทวน แล้วก็ลองพิจารณา เพราะยังอยู่ในอำนาจตำรวจที่จะสั่งไม่ฟ้องก็ได้”
แหม่ม : “แล้วตัวแหม่มเองก็ใช้ชีวิตยากนะ เอาจริงๆ พยายามทำตัวเข้มแข็ง เพราะว่ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะแพนิก เวลาไปต่างประเทศ เวลาออกจากบ้านไปกองถ่าย คือแหม่มจะโดนล็อกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วพอถึงเวลาวันที่เราโดนล็อกนะคะ เราอธิบายอะไรยังไม่ได้ค่ะ ภาพที่ออกไปมันหนักค่ะ แล้วแม่แหม่มก็แก่มาก 80 กว่าแล้ว หมายก็ส่งไปที่บ้านแม่แหม่ม ถ้าเขาเห็นจดหมายแล้วเขาเป็นอะไรขึ้นมา ใครรับผิดชอบ ชีวิตแม่เราได้ไหม”
แพนิกหนัก ทำนอนไม่หลับเพราะกังวล
แหม่ม : “หนักเลยค่ะ แพนิกเนี่ย แหม่มนอนไม่ได้เลย ถามนุ๊กดู”
นุ๊ก : “คุยตลอดเรื่องนี้ แหม่มไฝว์กับเรื่องนี้มาตลอดค่ะ แล้วก็โทร.คุยตลอดเวลา ตั้งแต่เข้มแข็ง หาคนช่วย ร้องไห้ กลับมาเข้มแข็ง แล้วก็แพนิกอีก”
แหม่ม : “ร่วงแล้วก็ขึ้นอยู่อย่างนี้ค่ะ ต้องประคองตัวเองให้อยู่ให้ได้ แต่ว่ามันยากค่ะ ส่วนเรื่องยกเลิกงาน อย่างที่แหม่มบอกไป ว่าคนที่เขาจะยกเลิกงานเรา มันไม่ได้ว่าเอาเรามาแล้วค่อยยกเลิกนะคะ เขาเห็นเราปุ๊บ ถ้าเขาจะไม่เอาเรา เขากากบาทหัวตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่าเรื่องมันถูกส่งต่อไปถึงคนในวงการบันเทิง”
อี้ : “คือทางคุณแหม่มเขาก็กังวลใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก ต้องนึกภาพว่าคนที่อยู่ในวงการบันเทิงมาตลอดทั้งชีวิตเนี่ย ไม่เคยไปทำอะไรที่ไม่ดี ไม่เคยไปหลอกลวงใคร วันหนึ่งมีหมายจากตำรวจมา มีคดีความมาเกี่ยวข้องเนี่ย เขาก็จะกังวล ก็ไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนไว้ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 67 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผ่านมา 2 ปียังไม่ได้สอบสวนเลย”
ทนายกุ้ง : “อันนี้เราแจ้งคนนี้ ข้อหาหมิ่นประมาทที่มาด่าเราด้วย แล้วก็อีกอันหนึ่งคือเขาส่งเอกสาร เป็นหัวกระดาษหมายศาลเลขคดี แล้วก็ไปตัดเอาหางประจำวันที่มีชื่อคุณแหม่ม ส่งไปให้กับเพื่อนในวงการบันเทิง”
แหม่ม : “ก็คือประจานเราเลย ฝังกลบเลยค่ะ (เท่าที่สังเกตเอง งานหายไปเยอะไหม?) คือส่วนใหญ่หลังๆ เราก็ผันตัวเองมาขายของในติ๊กต๊อกเยอะมากเลย ฝากช่วยอุดหนุนด้วยนะคะ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คือหาทางไปหางานอย่างอื่นก่อนเลยค่ะช่วงนี้”
นุ๊ก : “งานมันหายไปเยอะรึเปล่าไม่รู้ แต่ว่าขนาดเพื่อนที่สนิทได้รับหมายนี้ ก็ยังเชื่อ แล้วก็เตือนว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้เลย”
แหม่ม : “ขนาดคนที่รู้จักเราตั้งแต่เด็ก เขาบอกว่าเดี๋ยวจะเคลียร์ให้นะ คนนี้เขาใหญ่มากเลยนะ เขาพูดแบบนี้กับเรา เราก็ไม่รู้เขาไปฟังอะไรมา แต่เราฟังแล้วเราก็ใจไม่ดีเนาะ ใจเสียเลยค่ะ คำว่าผู้ต้องหาคือติดคุกได้เลยนะ เชื่อไหมว่าวันนี้ก่อนออกจากบ้านมาแพนิก แล้วไม่รู้ว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้ได้หรือเปล่าด้วยซ้ำไป แต่โชคดีคืออาจารย์เดชาบอกเราว่าไม่ต้องเครียด ทำให้มันเป็นเรื่องสนุก ไม่ต้องเครียด เราไม่ใช่คนนั้น คนละคนกัน ก็เลยโอเคขึ้นค่ะ”
ยื่นฟ้องไป 6 มาตรา 3 ข้อหา
ทนายกุ้ง: “กระบวนการตอนนี้เรายื่นฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วก็มีนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 21 กันยายน เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการส่งหมายศาลไปให้กับจำเลยทั้ง 3 คน ที่เราฟ้อง 3 คน ก็มีนักธุรกิจสามีภรรยา แล้วก็ทนายความ เรื่องกรรโชกผ่านทางคุณอี้”
มั่นใจในหลักฐาน มีคลิปเสียงชัดเจน
ทนายกุ้ง: “เราก็ดูจากพยานหลักฐาน ซึ่งมันมีทั้งคลิปเสียง มีทั้งไทม์ไลน์ และหลักฐานต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ง่ายๆ คือถ้าอะไรมันไม่ใช่เรื่องจริง ไปแจ้งความกลั่นแกล้งให้คนอื่นต้องรับโทษทางอาญา มันก็ผิดอยู่แล้ว อันที่ 2 ที่ไปแจ้งความมันเป็นเท็จ มันก็ไม่มีเรื่องจริงเลย ไม่ได้เกิดขึ้นเลย อันนั้นก็ข้อหาที่ 2 อันที่ 3 ก็มาขู่อีก ถ้าไม่จ่ายเงิน 2-3 ล้าน จะดำเนินคดีนะ มันก็ผิดอยู่แล้วชัดๆ เราก็มั่นใจว่าเราฟ้องไปหลายข้อหา มันต้องโดนสักข้อหาแหละ (หัวเราะ) ทั้งหมด 6 มาตรา 3 ข้อหา”
ส่งเรื่องให้ ป.ป.ท เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ ในการออกหมายผิดพลาด
แหม่ม: “คือหลังจากที่คุยกับพี่อี้เสร็จแล้ว รู้ว่าทางตำรวจแจ้งว่าหมายเนี่ย ก็คือจริงๆ ต้องออกเป็นพยานนะ ไม่ใช่ออกเป็นผู้ต้องหา แหม่มก็เลยเข้าไปขอความเป็นธรรมกับ ป.ป.ท. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ตอนนี้เรื่องที่มีการออกหมายมาแบบผิดพลาด ก็อยู่ที่ ป.ป.ท. แล้ว”
อี้: “ป.ป.ท. ตอนนี้ก็คืออยู่ในระหว่างขอรายละเอียดเพิ่มเติมในกรณีที่เรากล่าวหา ป.ป.ท. ก็จะดูแลในเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการความผิดโดยมิชอบ อาจจะประมาทเลินเล่อ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือใดๆ ก็แล้วแต่ครับ”
แหม่ม: “ล่าสุดตอนนี้ ป.ป.ท. ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ดำเนินคดี แล้ว ป.ป.ช. ก็มีมติ กลับมาให้ ป.ป.ท. จัดการต่อได้เลย คือจริงๆ แหม่ม มาวันนี้ แหม่มอยากจะขอบคุณพี่กุ้ง กับพี่เดชา พี่อี้ แล้วก็นุ๊กมากๆ นะคะ เพราะว่า ที่ผ่านมา แหม่มก็ขอให้คนช่วยแหม่มมาตลอดเวลาเหมือนกัน เพราะแหม่มไม่รู้ว่าสิ่งที่แหม่มเจออยู่มันคืออะไร พยายามขอให้คนนั้นคนนี้ช่วยมาตลอด คนไหนพอจะมีความรู้เรื่องกฎหมายก็ขอ แต่เอาถึงเวลาจริงๆ ก็ทุกคนก็บายหมด อาจจะเป็นเพราะติดอยู่กับการที่เรามีหมายแล้วจริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็จะคิดว่าการที่มีหมายออกมา มันก็ต้องมีผิดสิวะ โชคดีมากที่พี่กุ้งกับ อาจารย์เดชา รับฟังแหม่ม แล้วก็ขอเอกสารเหล่านี้จากแหม่ม ทำให้แหม่มมั่นใจว่า โอเค แหม่ม แหม่มไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ”
ทนายกุ้ง: “ในการที่คู่กรณีเขาไปเบิกความในศาล ที่เขาฟ้อง 4 คนนั้น มันก็ไม่ได้เกี่ยวถึงคุณแหม่ม คือไม่ได้พูดถึงชื่อเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ในคำเบิกความทั้งหมด ทุกพยานทุกปาก ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีที่เขาฟ้องและยกฟ้องไปแล้ว มันก็ไม่มีไทม์ไลน์เกี่ยวกับคุณแหม่มเลย เราก็ไม่เข้าใจทำไมถึงไปแจ้งความ และมาเข้าใจว่าคุณแหม่มไปประสานงานให้ ซึ่งคุณแหม่มบอกแล้วว่าไม่รู้จักเลย อาจจะเห็นว่าคุณแหม่มเป็นคนเป็นดารา มีชื่อเสียงหรือเปล่า อาจจะคุยง่าย หรือยังไง หรือต้องการอะไร ไม่แน่ใจว่าทำไมเขาถึงเข้าใจไปอย่างนั้น ว่าคุณแหม่มไปประสานงาน”
แหม่ม: “แต่สมมตินะคะ ว่าถ้าเขารู้ว่าแหม่มผิดจริงแล้วเขาจะมาเรียกเงินแหม่ม 2-3 ล้านทำไม ทำไมไม่ดำเนินคดีกับแหม่มไปเลยล่ะ มาเรียกเงินแหม่ม บอกแต่เดี๋ยวเอาชื่อออกให้ก็ได้ จ่ายมา 2-3 ล้าน อ้าว อย่างงี้ก็ต้องรู้สิว่าแหม่มไม่ผิด ถูกไหม ถ้าแหม่มผิดก็ดำเนินคดีแหม่ม”
ส่วนตัวมีการสันนิษฐาน ว่าอาจจะทำกันเป็นกระบวนการหรือเปล่า
นุ๊ก : “คือโดยส่วนตัว เราก็มองกันอยู่แล้วสองคน ว่ามันเหมือนกระบวนการ นี่คือความคิดส่วนตัวนะคะ เพราะว่ามันมีแก๊งสำหรับทำลายชื่อเสียง ส่งต่อข้อมูลที่มันไม่จริง ตะโกนด่าอีก แล้วมีอีกฝั่งหนึ่งที่เอาไปแจ้งเป็นผู้ต้องหา คือความรู้สึกของคนที่โดนกระทำ มันก็รู้สึกอยู่แล้วว่าเราตกอยู่ในขบวนการอะไรสักอย่างรึเปล่า อันนี้คือความรู้สึกของเรานะคะ”
ฟ้อง 3 ข้อหา แต่ยังไม่มีการเรียกค่าเสียหาย ข้อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก่อน
ทนายกุ้ง: “ยังไม่เรียกค่ะ อันนี้ฟ้องอาญาล้วนๆ เลย โทษจำคุกอย่างเดียว ขอดำเนินคดีก่อนดีกว่า เพราะว่าอันนี้มันก็เป็นเรื่องของชื่อเสียง เรื่องเสรีภาพ แล้วมันก็มีหลายอย่างที่ทำให้คนเข้าใจผิดไปทุกวงการแล้ว อย่างน้อยก็อยากให้คุณแหม่มพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก่อน ว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เรื่องค่าเสียหายเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งค่ะ”
แหม่ม: “ที่ออกมาพูดวันนี้ แหม่มอยากพูดให้เป็น ประโยชน์กับคนที่ได้ดูข่าวนี้ก็แล้วกัน ใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับแหม่ม จะต้องทำยังไง จะต้องรักษาจิตใจตัวเองขนาดไหน เพราะแหม่มเชื่อว่าคนที่จิตใจแย่ จิตใจไม่ดี แล้วก็หาทางออกด้วยทางผิดๆ ก็อาจจะมี เพราะฉะนั้นมาหาอาจารย์กุ้ง อาจารย์เดชาค่ะ”
ทนายกุ้ง: “ที่ออกมาวันนี้ด้วย ก็เนื่องจากว่ามันก็มีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทและคนในวงการ ก็เข้าใจผิด คือถูกตราหน้าว่าร่วมกันฉ้อโกงไปแล้ว ถ้าไม่ออกมาวันนี้ ไม่ออกมาประกาศ ไม่ออกมาพูด หรือไม่ป้องกันสิทธิ์ตัวเอง หรือมาฟ้องศาล ทุกคนก็จะไม่เชื่อถือ จะไม่เชื่อแล้ว เข้าใจผิดไปแล้วว่าร่วมกันฉ้อโกง”
แหม่ม: “อย่างที่เคยพูดไปนะคะ ขอย้ำอีกสักรอบหนึ่งแล้วกัน ว่าแหม่มก็ไม่รู้อะไรมาดลจิตดลใจ ให้คู่กรณีมาทำแบบนี้กับแหม่ม เราไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกัน คุณรู้อยู่เต็มอก ว่าแหม่มไม่เคยไปเอาเงินของคุณมา ไม่เคยโกงเงินคุณ ไม่เคยชักชวนคุณไปทำอะไรแบบนั้นเลย เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แต่คุณดำเนินคดีกับแหม่มข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ส่งหมายเรียกผู้ต้องหาไปที่บ้านแม่แหม่ม ที่มีอายุ 80 กว่า แม่แหม่มแก่มากแล้วนะคะ คุณทำแบบนี้กับแหม่มคือคุณทำร้ายแหม่มมาก ทั้งๆ ที่แหม่มไม่เคย ทำอะไรให้คุณเลย ใครที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดทุกคนเลยนะคะ ที่ร่วมมือทำร้ายจิตใจแหม่ม ทำร้ายชีวิตแหม่ม ให้แหม่มต้องมาอยู่ในจุดนี้ คุณคิดผิดค่ะ”
ทนายกุ้ง : “วันนี้เราก็มีพยานที่จะไปขึ้นศาลด้วย เป็นคนที่เขาถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแรก ที่เขาไปลงทุนกันเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรา เขายินดีที่จะเป็นพยานให้ในศาลเหมือนกัน ว่าคุณแหม่มไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปประสานงาน ไม่ได้ไปรู้อะไรเลยเรื่องการลงทุน”
แหม่ม : “หนูฝากถึงผู้บัญชาการแห่งชาติด้วยนะคะ ท่านขาหนูใช้ชีวิตลำบาก แล้วก็เดือดร้อนมากเลยค่ะ การที่หนูได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาแบบนี้มา แล้วก็ไม่ได้รับเรียกให้เข้าไปสู้หรือชี้แจงคดีเลยค่ะ ค้างเติ่งอยู่แบบนี้มาเป็น 2 ปีแล้ว อยากให้ท่านช่วยตรงนี้ด้วย ให้ความเป็นธรรมกับหนูด้วยค่ะ”
อี้: “ส่วนผมก็จะไปเป็นพยานในส่วนที่เขามีการพูดถึง ว่าให้จ่ายเงิน 2-3 ล้านมา ถ้าอยากให้เอาชื่อคุณแหม่มออกไปครับ ซึ่งผมเป็นคนโทร.ไปคุยเองครับ”
ทนายกุ้ง: “แล้วของคุณนุ๊ก ก็เรื่องที่ไปโดนด่าที่สนามบิน รู้ว่ามีการส่งเอกสาร คือง่ายๆ ว่ามาตรา 267 มีการแจ้งข้อความเป็นเท็จลงในเอกสารราชการแล้ว ยังไปใช้เป็นพยานหลักฐาน คือส่งต่อไปหาบุคคลที่สามอีก อันนี้คุณนุ๊กก็ได้รับเอกสารฉบับนี้ ซึ่งเขาก็เสียหายแหละ ถึงได้ฟ้องข้อมาตรานี้เข้ามาด้วย”


