เมื่อผู้กำกับระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่าง “คริสโตเฟอร์ โนแลน” (Christopher Nolan) เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์จาก Oppenheimer หลายคนต่างตั้งคำถามว่า “อะไรคือความทะเยอทะยานขั้นต่อไปของชายคนนี้?” คำตอบที่โลกได้รับคือ The Odyssey ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีกำหนดฉายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 นี้
นี่ไม่ใช่แค่การหยิบเอาบทกวีมหากาพย์กรีกโบราณอายุกว่า 3,000 ปีของโฮเมอร์ (Homer) มาเล่าใหม่ธรรมดาๆ แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างวรรณกรรม นำมาผสมผสานกับความระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา ความสยองขวัญ และงานสร้างที่บ้าคลั่งจนทุบสถิติโลกภาพยนตร์ และนี่คือ 10 เกร็ดข้อมูลเชิงลึกและเบื้องหลังที่น่ารู้ ก่อนจะตีตั๋วเข้าไปร่วมผจญภัยในคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนอันบ้าคลั่งไปพร้อมกับเขา
1. โปรเจกต์ในฝันที่โนแลนเฝ้ารอมานานกว่า 20 ปี
แม้ชื่อของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” จะผูกติดอยู่กับหนังไซไฟล้ำยุคหรือทริลเลอร์หักมุม แต่มีข้อมูลเปิดเผยว่า The Odyssey คือโปรเจกต์ที่เขาอยากทำมากที่สุดมานานกว่าสองทศวรรษ โนแลนเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกหลงใหลในประเด็นการเดินทางกลับบ้าน (Homecoming) และสภาวะจิตใจของคนที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทว่าเหตุผลที่เขาเพิ่งลงมือสร้างมันขึ้นมาในตอนนี้ ก็เพราะเขาเพิ่งรู้สึกว่า “เทคโนโลยีภาพยนตร์ในปัจจุบัน และกระบวนการคิดในฐานะผู้กำกับของเขา” เติบโตจนพร้อมเต็มที่ที่จะรองรับความยิ่งใหญ่ของสเกลเรื่องราวระดับนี้ได้หลังจากความสำเร็จของ Oppenheimer
2. ไม่ได้เริ่มเหมือนในหนังสือ แต่เปิดฉากด้วย “ความพินาศของม้าไม้เมืองทรอย”
ในฉบับวรรณกรรมดั้งเดิมของโฮเมอร์ เรื่องราวจะเปิดฉากด้วยความวุ่นวายในเกาะอิทาคา และตัวโอดีสเซอุสที่นอนสิ้นหวังติดเกาะอยู่กับนางนิมฟ์ แต่สไตล์การเล่าเรื่องของโนแลนย่อมไม่ธรรมดา หนังเรื่องนี้จะพาผู้ชมย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของปมขัดแย้งทั้งหมด
โดยจะเปิดฉากด้วยความวินาศสันตะโรของสงครามกรุงทรอย และแผนการ “ม้าไม้เมืองทรอย” อันเลื่องชื่อ ซึ่งเป็นไอเดียของโอดีสเซอุส โนแลนเลือกเปิดเรื่องด้วยฉากนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอหังการและ “อีโก้” ของมนุษย์ที่กล้าท้าทายอำนาจเทพเจ้า ก่อนที่เขาจะถูกลงทัณฑ์ให้หลงทางในทะเล นอกจากนี้ โนแลนยังได้หยิบยกเนื้อหาจากวรรณกรรมร่วมยุคอย่าง The Aeneid และโศกนาฏกรรม Agamemnon มาร้อยเรียงเพิ่มมิติทางการเมืองและประวัติศาสตร์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย
3. ประวัติศาสตร์ต้องจารึก: ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX 70mm “100% ทั้งเรื่อง” เป็นครั้งแรกของโลก
หากคิดว่าการถ่ายหนังด้วยฟิล์ม IMAX สลับไปมาในหนังเรื่องก่อนๆ ของเขาคือที่สุดแล้ว โนแลนบดขยี้สถิติเดิมของตัวเองด้วยการทำให้ The Odyssey เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ขนาด 70 มม. ตลอดทั้งเรื่องแบบ 100% ไม่มีฉากไหนที่สัดส่วนภาพจะหดกลับเป็นปกติ โดยโนแลนได้รับความร่วมมือจากบริษัท IMAX ในการพัฒนากล้องรุ่นใหม่ที่มีเสียงเงียบลงพอที่จะถ่ายทำฉากสนทนาได้ ตัวหนังมีความยาวสะใจถึง 173 นาที (เกือบ 3 ชั่วโมง) และมีรายงานว่ากองถ่ายนี้ผลาญฟิล์มไปมากกว่า 2 ล้านฟุต ซึ่งสูงที่สุดในอาชีพการทำหนังของเขา
4. กองถ่ายท้าตาย 6 ประเทศ และการปฏิเสธ CGI ตามสไตล์ลายเซ็นดื้อดึง
สัญลักษณ์สำคัญของหนังโนแลนคือความเกลียดชังต่อการใช้กรีนสกรีนและคอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) ในเรื่องนี้เขายังคงทุ่มสุดตัวด้วยการพาทีมงานและนักแสดงยกกองไปถ่ายทำในสถานที่จริงถึง 6 ประเทศทั่วโลกที่มีภูมิประเทศติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อให้ได้แสง เงา และเกลียวคลื่นที่สมจริงที่สุด ฉากพายุทะเลคลั่ง อสุรกาย หรือดินแดนแปลกตา ถูกเนรมิตขึ้นด้วยงานโปรดักชันดีไซน์และเอฟเฟกต์ที่จับต้องได้จริง ข่าวลือจากกองถ่ายระบุว่า นักแสดงต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนและการอยู่บนเรือจริงกลางทะเลเป็นสัปดาห์ๆ เพื่อรีดเค้นความเหนื่อยล้าทางกายภาพออกมาให้ตรงกับตัวละครมากที่สุด
5. “แมตต์ เดมอน” กับการก้าวขึ้นมารับบทนำเต็มตัวครั้งแรกในจักรวาลโนแลน
หลังจากเคยโผล่มาเป็นตัวขโมยซีนในฐานะ ดร.แมนน์ จาก Interstellar และรับบทสมทบเกรดเอเป็น นายพลเลสลี โกรฟส์ ใน Oppenheimer ในที่สุด แมตต์ เดมอน (Matt Damon) ก็ได้เลื่อนขั้นมารับบทนำเดี่ยวเต็มตัวให้โนแลนเสียที ในบท “โอดีสเซอุส” (Odysseus) กษัตริย์แห่งอิทาคา ยอดนักรบและนักวางแผนผู้ชาญฉลาด แต่ในเวอร์ชันของโนแลน เดมอนจะต้องถ่ายทอดมิติของชายที่มีภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากสงคราม (PTSD) เป็นมนุษย์สีเทาๆ ที่ต้องต่อสู้กับความบ้าคลั่ง ความรู้สึกผิด และความพยายามที่จะรักษาจิตวิญญาณของตัวเองให้รอดชีวิตกลับไปหาครอบครัวตลอดระยะเวลา 20 ปี
6. เสียงเพลงของ “ไซเรน” ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นความสยองขวัญสั่นประสาท
หนึ่งในไฮไลต์ที่นักวิจารณ์รอบสื่อชื่นชมมากที่สุด คือการที่โนแลนไม่นำเสนออสุรกายในฐานะสัตว์ประหลาด CGI แฟนตาซี แต่ตีความมันผ่านเลนส์ของภาพยนตร์ทริลเลอร์จิตวิทยาและความสยองขวัญ (Horror) โดยเฉพาะกลุ่ม “ไซเรน” (Sirens) อสุรกายจำพวกนกหรือพรายน้ำที่ล่อลวงกะลาสีเรือด้วยเสียงเพลง ในเวอร์ชันนี้ โนแลนตีความว่าเสียงเพลงของพวกนางไม่ได้เป็นแค่ทำนองที่ไพเราะ แต่เป็นคลื่นเสียงที่เข้าไป “ชำแหละและวิเคราะห์ปมจิตใจ” ดึงเอาความกลัว ความลับที่ดำมืด และความบ้าคลั่งส่วนลึกในสมองของคนฟังออกมา จนทำให้นักรบผู้แข็งแกร่งต้องกรีดร้องและทำลายตัวเอง ถือเป็นฉากที่น่ากลัวและกดดันที่สุดฉากหนึ่งในหนังของโนแลน
7. การยกระดับบทบาทของลูกชาย และ “เจ้าหมาอาร์กอส” ผู้ซื่อสัตย์
เพื่อให้เนื้อหามี “หัวใจ” และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมยุคปัจจุบันมากขึ้น โนแลนได้ทำการปรับโครงสร้างบทบาทตัวละครรอบข้าง โดยเฉพาะ “เทเลมาคัส” (ทอม ฮอลแลนด์) ลูกชายของโอดีสเซอุสที่ในเวอร์ชันนี้จะมีเส้นเรื่องการเติบโตและการออกตามหาพ่อที่เข้มข้น มีน้ำหนักเทียบเท่ากับเส้นเรื่องหลัก
และอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ดัดแปลงจากหนังสือคือ “เจ้าอาร์กอส” (Argos) สุนัขล่าเนื้อผู้ซื่อสัตย์ของโอดีสเซอุส ที่ในบทกวีเดิมมีบทบาทเพียงแค่แวบเดียวตอนแก่ แต่อยากให้จับตาดูให้ดี เพราะโนแลนได้ยกระดับให้มันมีบทบาทสำคัญในการเดินทาง และส่งมอบฉากสะเทือนอารมณ์ที่จะกลายเป็นตัวเรียกน้ำตาสำคัญของเรื่องอย่างแน่นอน
8. พลิกโฉม “โรเบิร์ต แพททินสัน” สู่บทบาทตัวร้ายโฉดหน้าเนื้อใจเสือ
แฟนภาพยนตร์ที่ประทับใจเคมีระหว่างโนแลนและ “โรเบิร์ต แพททินสัน” จาก Tenet จะได้เห็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งที่ฉีกแนวไปโดยสิ้นเชิง แพททินสันสลัดภาพพระเอกมารับบท “แอนตินูอัส” (Antinous) หัวหน้ากลุ่มชายโฉด (The Suitors) ที่พยายามเข้ามายึดอำนาจในวังและบีบคั้นให้ “เพเนโลพี” (แอนน์ แฮทธาเวย์) ยอมแต่งงานด้วย ในรอบสื่อมวลชนมีการชื่นชมบทบาทนี้ของแพททินสันอย่างหนาหู ว่าเขาเป็นตัวร้ายที่ฉลาด แกมโกง เจ้าเล่ห์ มีเสน่ห์แบบร้ายลึก และน่ารังเกียจจนสามารถขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนหน้าจอ
9. การแหกขนบประวัติศาสตร์: ไร้สำเนียงโบราณ และการดึง “Travis Scott” มาร่วมสร้างสรรค์
ในช่วงที่ภาพยนตร์ปล่อยตัวอย่างแรกออกมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องความไม่สมจริงทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นที่ดูร่วมสมัย และการที่โนแลนออกคำสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้นักแสดงใช้สำเนียงกรีกโบราณหรือสำเนียงอังกฤษย้อนยุค โนแลนได้ออกมาอธิบายถึงการตัดสินใจนี้ว่า เขาต้องการให้ภาษาในหนังเข้าถึงอารมณ์ของคนยุค 2026 ได้โดยตรง ไม่ดูห่างเหิน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังดึงแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง Travis Scott มาร่วมงานในโปรเจกต์นี้ด้วย เนื่องจากโนแลนมองว่า โครงสร้างของดนตรีฮิปฮอปและการใช้คำในปัจจุบัน มีรากฐานและทำหน้าที่ทางสังคมแบบเดียวกับ “บทกวีมุขปาฐะ” ที่โฮเมอร์ใช้ขับขานเล่าเรื่อง The Odyssey แก่ผู้คนในยุคโบราณนั่นเอง
10. ซาวด์แทร็กพาทำลายสติจากคู่บุญคนใหม่ “ลุดวิก โยรันซอน”
หลังจากร่วมงานกันจนพากันคว้าออสการ์จาก Oppenheimer และความล้ำใน Tenet คอมโพสเซอร์หนุ่มอัจฉริยะ “ลุดวิก โยรันซอน” (Ludwig Göransson) กลับมาสานต่อความยิ่งใหญ่ร่วมกับโนแลนอีกครั้ง ดนตรีประกอบใน The Odyssey จะเป็นการผสมผสานเครื่องดนตรีโบราณเข้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนวแอมบิเอนต์ (Ambient) ที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้าง น่ากลัว และกดดัน เหมือนถูกโอบล้อมด้วยความมืดมิดของมหาสมุทร โยรันซอนใช้เสียงสะท้อนของน้ำและเสียงเครื่องสายที่ตึงเครียดเพื่อขับเน้นความสิ้นหวังของตัวละคร เป็นงานดนตรีที่จะทุบระบบเสียงในโรงภาพยนตร์และบีบหัวใจคนดูไปพร้อมๆ กัน


