xs
xsm
sm
md
lg

เดี๋ยวก็เลิกฮิต! “คัลแลน” กับคำปรามาสสู่แบรนด์ที่แข็งแกร่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หากย้อนกลับไปในช่วงที่ “คัลแลน” หนุ่มโปรดิวเซอร์ EDM ผู้มีใจรักเมืองไทย ผู้คลุกคลีกับเมืองไทยมานานจนพาช่อง cullen hateberry เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยและเกาหลี พร้อมเพื่อนนักธุรกิจชาวเกาหลี “พี่จอง” สร้างคอนเทนต์เที่ยวเมืองไทยจนเติบโตเป็นอินฟูลฯ ผู้ทรงอิทธิพล หลายคนมองว่าความดังของเขาเป็นเพียงกระแสชั่วคราว?
 
เดี๋ยวคนก็เบื่อ?
มีคำพูดที่ได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่า “เดี๋ยวคนก็เบื่อ” “เดี๋ยวก็เลิกฮิต” “ดังเพราะเป็นคนเกาหลี” “พูดไทยไม่ชัด เดี๋ยวคนก็หมดความตื่นเต้น” ไม่แปลกที่ใครหลายๆ คนจะมองและคิดเช่นนั้น เพราะตอนนั้นสิ่งที่เจ้าตัวขายก็คือ “ความเป็นเด็ก” ในร่างของหนุ่มเกาหลีที่พยายามหัดพูดภาษาไทย หัดเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดแม้จะดูเป็นความแปลกใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันย่อมมีวันหมดอายุ เมื่อความใหม่หายไป ความนิยมก็น่าจะลดลงตามไปด้วย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่ผู้คนหลงรัก “จอง-คัลแลน” คือการพูดจาไพเราะ คอนเทนต์ไม่มีคำหยาบ รวมถึงทัศนคติของทั้งคู่ในการเดินทาง การใช้ชีวิต ทำให้คนที่เสพคอนเทนต์จอง-คัลแลน ใจฟู ได้อะไรไปมากกว่าการชมทั้งคู่เที่ยวเมืองไทย

แม้ในช่วงหลังจะมีคนมองว่าคลิปเที่ยวของเจ้าตัวกับบรรดาเพื่อนๆ “หมดมุกแล้ว” หรือ “คอนเทนต์เริ่มซ้ำ” แต่ตัวเลขยอดวิวจากช่องกลับเล่าอีกเรื่อง

เพราะเกือบทุกคลิปยังคงมียอดวิวในระดับสูงที่เป็นมาตรฐาน และนั่นก็สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่คนติดตามอาจไม่ใช่เพียงรูปแบบของคอนเทนต์ แต่เป็นความรักความผูกพันที่ผู้ชมเติบโตไปกับเจ้าของช่อง

“จอง-คอลแลน” ผู้จุดพลุยูทูบเบอร์โนเนมสู่ก้าวใหญ่กับการเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่ทรงอิทธิพลและน่าสนใจที่สุดในประเทศไทย
คัลแลนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นยูทูบเบอร์ที่คนดูเพราะความน่ารักหรือสำเนียงภาษาไทย แต่เขาค่อย ๆ สร้างฐานผู้ชมจาก “ตัวตน” และ “คุณภาพของคอนเทนต์” ผู้ชมไม่ได้กลับมาดูเพราะเขาเป็นคนเกาหลีอีกต่อไป แต่กลับมาดูเพราะอยากเห็นมุมมอง วิธีคิด การเดินทาง การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ของทีมงานในแต่ละคลิป นั่นทำให้ช่องสามารถรักษาความนิยมไว้ได้ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีจากวันที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงยูทูบเบอร์ จอง-คัลแลน เป็นผู้จุดพลุยูทูบเบอร์หัวแถวที่นำพาตัวเองสู่ตลาดการเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่หลายแบรนด์ต้องการตัว สร้างปรากฏการณ์ “Soft Power” และ “Influencer Marketing”

ในปีนี้ จอง-คัลแลน กวาดพรีเซ็นเตอร์และแอมบาสเดอร์จากแบรนด์ใหญ่ไป 8-10 ตัว ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ แม้จะมีกระแส จอง-คัลแลน รับงานแพงหูฉี่ คอนเทนต์หรืองานละ 1 ล้านบาท แต่กลับถูกมองอีกด้านว่านี่คือการคัดกรองงาน เป็นคนที่เลือกงานค่อนข้างพิถีพิถัน วางภาพลักษณ์ที่อบอุ่น จริงใจ และรักษาจุดยืนของตัวเองได้เป็นอย่างดี คือสนุกไปด้วยกัน ทำให้หลายแบรนด์มองว่าเหมาะกับการสื่อสารในระยะยาว

ความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่สำคัญของคัลแลน มากกว่าความดังเพียงอย่างเดียว เมื่อราคาเป็นตัวคัดกรองงาน ทำให้งานน้อยไม่เฝือ ออกงงานทีเอ็นเกจเมนต์เลยสูงลิ่ว เป็นที่พูดถึงแบบสุดๆ ในแง่ทั้งผู้จ้างงานทั้งคนทำงานก็จะเรียกว่า win-win สมราคา

เพลง คืออีกพาร์ตของชีวิต
อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือ การวางตำแหน่งตัวเอง ในช่วงแรก ๆ คัลแลนแทบไม่ออกรายการโทรทัศน์ ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ และเลือกสื่อสารผ่านช่องของตัวเองเป็นหลัก หลายคนจึงแทบไม่รู้จักตัวตนของเขานอกเหนือจากคลิปท่องเที่ยว แต่เมื่อชื่อเสียงแข็งแรงขึ้น เขาเริ่มเปิดพื้นที่ให้ตัวเองมากขึ้น

ช่วงหลังจึงเห็นคัลแลนไปเป็นแขกรับเชิญในรายการต่างๆ ติดต่อกันหลายรายการ ได้เล่าถึงแนวคิด เบื้องหลังการทำงาน และเรื่องราวชีวิตในมุมที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อนและทั้งหมดนั้นก็ยิ่งทำให้ตัวตนของเขาเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

หากใครได้ชมคลิปที่คัลแลนและเพื่อนๆ มานั่งคุยในเรื่องราวต่างๆ มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเขาได้พูดถึงในเรื่องของการทำเพลงที่เขารู้สึกว่าตัวเองเดินทางมายังไม่ถึง “ครึ่งทาง” เลยด้วยซ้ำ ประโยคนี้ทำให้หลายคนมองว่า แม้วันนี้เขาจะประสบความสำเร็จในฐานะครีเอเตอร์และพรีเซ็นเตอร์แล้ว แต่เขายังไม่ได้มองว่านั่นคือปลายทาง การทำดนตรีอาจเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่เขายังอยากพัฒนา และอาจเป็นบทใหม่ของคัลแลนที่แฟน ๆ จะได้เห็นในอนาคต

ตอบแทนประเทศไทยด้วยการเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อุทยานแห่งชาติ
คัลแลนและพี่จองร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการโปรโมตการท่องเที่ยวประเทศไทย หลังจากที่เคยถูกกรมอุทยานฯทาบทามในปี 2566 แต่ทั้งคู่ปฏิเสธ แต่เต็มใจที่จะทำให้โดยไม่คิดค่าตัว ภายใต้เงื่อนไขน่ารักๆ ร่วมกันคือ ขอให้เป็นการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติของพวกเขาเอง โดยไม่มีการบังคับหรือจัดฉาก ความร่วมมือนี้สร้างกระแสเชิงบวกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

คือพาสปอร์ตท่องเที่ยวอุทยานฟีเวอร์ ทำให้คนไทยหันมาฮิตสะสมตราประทับในพาสปอร์ตท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ กันจนขาดตลาด จอง-คัลแลนกับการโปรโมตแบบธรรมชาติ ทุกครั้งที่ช่อง Cullen HateBerry ปล่อยคลิปไปเที่ยวป่า เที่ยวเขา หรือน้ำตก ทางเพจของกรมอุทยานฯ จะเข้ามาช่วยซัปพอร์ตให้ข้อมูลเพิ่มเติม และช่วยตอบคำถามแฟนๆ ในข้อสงสัยต่างๆ กลายเป็น Soft Power ที่ยั่งยืน และตอบแทนความรักที่มีต่อประเทศไทยและคนไทยได้อย่างดี

สุดท้าย เรื่องราวของคัลแลนอาจเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า กระแสอาจทำให้ใครบางคน “ดัง” แต่การจะอยู่ได้นาน ต้องอาศัยความจริงใจ การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม

คำปรามาสว่า “เดี๋ยวก็เลิกฮิต” จึงไม่ได้หายไปเพราะคำพูด แต่มันค่อยๆ ถูกพิสูจน์ด้วยผลงาน...และเวลาที่ผ่านไป