“อาร์ต พศุตม์” เผชิญหน้า “หมออั้ม” ครั้งแรกในศาล คดีหมิ่นประมาทปมกล่าวหาพระเอกกล้ามโตเนรคุณ ลั่นอยากเจอมานานแล้ว พยายามสบตา ระลึกถึงความหลัง เชิ่ดใส่ถูกฟ้องกลับ 50 ล้าน ยืนยันจะสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริง บอกเชื่อในศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลตายาย
ฟาดกันผ่านโซเชียลจนนำไปสู่ชนวนเหตุที่ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องดำเนินคดีกัน สำหรับนักแสดงชื่อดัง “อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม” ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “หมออั้ม” นพ.อิราวัต อารีกิจ เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท โดยความคืบหน้าเวลา 09.00 น. วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) ศาลอาญาธนบุรี นัดสอบคำให้การ ซึ่งทั้งคู่เดินทางมาศาลด้วยตนเอง และเป็นการเจอกันครั้งแรกในชั้นศาล ทั้งนี้ ทางฝ่ายของหมออั้มนั้นได้ฟ้องหมิ่นประมาทฯ อาร์ต พศุตม์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พร้อมเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้าน เรียกว่าสู้กันหมัดต่อหมัด
โดยวันนี้ภายหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนในห้องพิจารณาคดีแล้ว ทางด้านของหนุ่มอาร์ต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมด้วย “ทนายเจมส์” นายนิติธร แก้วโต และทีมทนายความ “นายขจรศักดิ์ อื้อศรีสกุล” เผยถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดความบาดหมางจนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน ลั่นจะสู้คดีให้ถึงที่สุด วันนี้ตนพยายามสบตาคู่กรณีเพราะอยากเจอตัวมาก
อาร์ต : “จุดเริ่มต้นก็มีการโพสต์ถึงพระเอกกล้ามโตคนหนึ่งที่เนรคุณ ไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณยืมเงิน เนรคุณเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่พาเข้าวงการ เขากล่าวว่าพระเอกกล้ามโตคนนั้น ในโซเชียลซื้อรถ ซื้อทอง ซื้อบ้าน ให้ตังค์พ่อแม่ แต่ว่าเนรคุณ ไม่ให้ผู้ใหญ่ที่พาเข้าวงการยืมเงินแล้วก็บอกว่าคนเขารู้นิสัยมึงกันหมดแล้ว ข้อความประมาณนี้ โดยสรุปคร่าวๆ นะ”
ศาลประทับรับฟ้องแล้ว คาดว่าข้อความดังกล่าวน่าจะหมายถึงตน
อาร์ต : “เรื่องกล้ามตัดทิ้งไปแล้วกัน พระเอกมีกล้ามมีเยอะ แต่เอาตัวเราแล้วกันนะ ซื้อทองอาจจะมีพระเอกซื้อทองหลายคนแหละ ซื้อบ้านก็อาจจะมี โปะบ้านเงินสด ช่วงนั้นก็เป็นผมพอดี แต่ที่แจกเงินลูกน้อง มีผมคนเดียว แล้วคนที่เป็นผู้มีพระคุณมายืมเงิน ก็คือคนสนิทของเขาที่มาเป็นพยาน ซึ่งมีหลักฐานทุกอย่าง ถ้าปฏิเสธเราก็ฟ้องร้องตามคดีครับ ซึ่งตอนนี้พอมันผ่านมาหลายนัด หลายกระบวนการ ศาลก็ประทับรับฟ้อง คาดว่าน่าจะหมายถึงผม ก็ต้องมีการสืบพยานกันเกิดขึ้น ตอนนี้ศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว”
ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงโพสต์ข้อความเหล่านั้น เป็นคำถามที่สงสัยอยู่เหมือนกัน
อาร์ต : “นั่นสิครับ นั่นแหละเป็นคำถาม (เคยมีปัญหากันมาก่อนหรือเปล่า?) อันนี้ขอไม่ก้าวล่วงในสิ่งที่เขาคิดแล้วกัน แต่นั่นแหละคือคำถามที่มันอยู่ในหัวของประชาชนมาเยอะมากๆ ว่าทำไมเขาคนนี้ ชอบโพสต์แขวะคนนั้นคนนี้ โดยที่ไม่ใช่เรื่องของเขา เขาคนนั้นทำไมถึงชอบเอาเรื่องคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแพนิกก็ตาม หรือเรื่องที่มันไม่ถูกจริตอะไรก็ตาม จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของเขานะ อย่างเรื่องนี้พระเอกกล้ามโต เป็นเรื่องที่ฟังมาด้วย แต่จริงๆ มันน่าจะจบแค่เป็นคน 2 คนคุยกัน แต่ดันมีคน 1 คน เอาออกมาโพสต์ประกาศให้คนรู้ ว่าผู้มีพระคุณของมึงไปยืมเงินคนหนึ่งมา นั่นแหละ”
วันนี้ได้เจอคู่กรณีเป็นครั้งแรก
อาร์ต : “ใช่ครับ”
ทนายขจรศักดิ์ : “อันนี้เป็นนัดสอบคำให้การครับ ก็คือหลังจากศาลประทับรับฟ้องแล้ว ศาลก็จะมีหมายเรียกให้จำเลยมาให้การครับ ว่าจะรับสารภาพ หรือปฏิเสธต่อสู้คดี”
อาร์ต : “จริงๆ วันนี้ผมไม่ต้องมาก็ได้ แต่อยากเห็นหน้า อยากเจอหน้า”
ทนายเจมส์ : “คือต้องอธิบายก่อน ว่าในกระบวนการที่ราษฎรฟ้องเอง ศาลจะต้องตรวจพยานหลักฐานเบื้องต้นซะก่อน ว่าคดีมีมูลพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือเปล่า พอศาลท่านได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ว ศาลท่านเห็นว่ามีมูล จึงประทับรับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยเนี่ยแม้จะถูกยื่นฟ้องก็จริง แต่ยังไม่อยู่ในฐานะจำเลยนะ จนกว่าศาลจะได้ประทับรับฟ้อง เมื่อศาลประทับรับฟ้องปุ๊บ เขาตกอยู่ในฐานะจำเลยทันที”
อาร์ต : “ซึ่งตอนนี้เป็นจำเลยแล้ว”
ทนายเจมส์ : “แล้วจะต้องมีการประกันตัว กรณีของอาร์ตน่าศึกษาครับ เนื่องจากการโพสต์ไม่ได้ระบุชื่อ แต่คนทั่วไปอ่านแล้วนึกถึงอยู่แค่คนเดียว เพราะในห้วงเวลานั้น เขาคือคนนั้น”
อาร์ต : “เอาอย่างนี้ดีกว่า ย้อนกลับไป 5 ปีเนี่ย พระเอกแจกเงินลูกน้องมีผมคนเดียว ไปดูไว้เลย”
ทนายเจมส์ : “ผมเตือนไว้นะประชาชน การโพสต์แขวะ โพสต์พาดพิงชาวบ้านเขา โดยที่ไม่ได้ระบุชื่อ โพสต์ลอยๆ อย่าคิดว่าไม่เป็นความผิด อย่าคิดว่าจะฟ้องไม่ได้ ถ้ามันมีอัตลักษณ์บางอย่าง หรือเอกลักษณ์บางอย่าง ที่ทำให้คนอ่าน ฟังแล้วปุ๊บ นึกออก ว่าคนนี้น่าจะเป็นใคร ศาลประทับรับฟ้องทันทีครับ (ถ้าสมมติโพสต์นั้นมีบุคคลที่ 3 เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าอาร์ตแน่เลย หรือเฉลยเลย จะมีความผิดไปด้วยไหม?) มีครับ เท่ากับเป็นการโพสต์รับรอง ว่าต้นเรื่องที่คุณไม่ได้เอ่ยชื่อหมายถึงอาร์ต อย่างนี้ก็เข้าข่ายได้เหมือนกัน”
เผยบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี พยายามมองหน้าอีกฝ่าย เพราะอยากระลึกความหลัง
อาร์ต : “ผมก็พยายามมองหน้าเขานะ พยายามจะระลึกความหลัง เพราะรู้จักครับ เขาเป็นคนที่เคยทำหน้าให้ผม ทำหล่อให้มานานมากๆ แล้วครับ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นอะไรที่ดีนะ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มันก็เคยมีประเด็นพิพาทกัน แต่ว่าไม่ได้ออกสื่อ ก็คือมาแขวะเรื่องชุดนักเรียน ที่ไปบริจาคบนดอย ซึ่งเราก็เตือนไปแล้ว บอกว่าถ้ามีอะไรเนี่ย เรารู้จักกัน คุยกันสิ ไม่ใช่ไปฟังมาแล้วก็ อ๋อ กูไม่ได้เอ่ยชื่อ ก็ได้ ก็เจอกันที่ศาล ไม่ติด (มีการสบตากันบ้างไหม?) ผมมองเลย เขาก็ทักว่าแม่ไม่มาเหรอ ผมก็ถามคำเดียวแม่มาทำไม แม่เขาก็ทำมาหาหากินของเขาสิ แม่เขาเป็นพยาน เดี๋ยววันนัดพยานก็มา ไม่รู้สิ ถามทำไม แม่เป็นพยาน แม่ก็ต้องมาวันสืบพยานสิ คุยกันแค่นี้ แต่ตาไม่มองเลย(หัวเราะ)”
ทนายเจมส์ : “ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการสืบพยานฝั่งโจทก์ แล้วก็ฝั่งจำเลยครับ ในวันนี้ศาลท่านจะถามจำเลย ว่าจำเลยจะรับหรือปฏิเสธ การที่คุณปฏิเสธ คุณจะมีแนวทางต่อสู้อย่างไร แล้วจำเลยก็ต้องเอา พยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการสู้คดีครับ ก็จะต้องสู้ หรือนำสืบไปตามแนวทางต่อสู้ของตัวเอง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสู้ในแบบไหน”
ศาลนัดครั้งต่อไป 3 วันรวด 15-17 กันยายน
อาร์ต : “15, 16, 17 กันยายน 3 วันเลยครับ เวลา 09.00 น. เหมือนกัน”
เป็นคดีที่สามารถไกล่เกลี่ยพูดคุยกันได้
ทนายเจมส์ : “ได้หมดครับ มันเป็นคดีความผิดยอมความกันได้”
นอกจากฟ้องคดีอาญาแล้ว ยังฟ้องคดีแพ่งด้วย
อาร์ต : “มีครับ ฟ้องไป 10 ล้านเองครับ ศาลเขาให้ไม่ถึงอยู่แล้ว ผมก็ฟ้องไปงั้น (หัวเราะ) อ้าว ผมเป็นดารา เอาจริงๆ คือผมดังกว่าเขาอีกนะ เอามายืนเทียบกันเลย ใครถ่ายรูปมากกว่ากัน ช่วงเป็นพระเอกเนรคุณ ทุกคนแม่xแบบแอนตี้หมดเลย จนผมออกมาชี้แจงในโพสต์ต่อไป ทุกคนถึงเข้าใจผมว่าไม่ใช่ คนที่พาเข้าวงการไม่ใช่คนนี้ คนนี้คือคนชอบอ้าง”
ตอบไม่ได้ถ้ามาขอโทษอย่างเป็นทางการจะยอมไหม ให้ลองมาขอโทษก่อน
อาร์ต : “ให้เขามาขอโทษก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวจะบอก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยดีกว่า ตัดข้อนั้นทิ้งไปเลย (จากที่สังเกตวันนี้?) จากคนรอบข้างที่บอก แล้วเอามาวันนี้ด้วยกันนี่แหละ (แล้วถ้าเขาอยากไกล่เกลี่ย?) พูดได้ไหม (หันไปถามทนาย) ไม่ควร”
ทนายขจรศักดิ์ : “ก็เดี๋ยวให้เป็นเรื่องของอนาคต”
อาร์ต : “ก็ค่อนข้างมีวอร์ลุ่มสูง คนรอบตัวเขานั่นแหละเป็นคนบอกเอง”
ฟ้องหมิ่นประมาท และให้โฆษณาคำพิพากษาเพื่อขอโทษ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน
ทนายขจรศักดิ์ : “ก็ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท แล้วก็เรียกร้องให้โฆษณาคำพิพากษาเพื่อขอโทษทุกช่องทาง และเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาทครับ คือหลักกฎหมายครับ หากศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง กฎหมายมักกำหนดว่าให้โฆษณาคำพิพากษา เหมือนเป็นการกระจายครับ เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เคยโพสต์กล่าวใส่ร้ายมามันไม่จริงยังไง ส่วนจะต้องลงกี่สื่อ ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาลครับ”
อาร์ต : “เดี๋ยวดูอีกที แต่อย่างที่บอกครับว่าผมเป็นคนไม่ประกาศชัยชนะก่อน ไม่ประกาศว่าศาลท่านจะตัดสินเป็นยังไง เพราะศาลน่าจะมีบารมีเยอะกว่าผมเยอะ ไม่ได้เหมือนหลายๆ คนที่ชอบอ้างตัวเองแล้วว่าชนะแล้วอะไรอย่างนี้ครับผมรอคำพิพากษาอย่างเดียวจากศาล ผมฟังศาลคนเดียว แต่ถ้าใครอ้างว่าเป็นศาลผมก็ด่าหมด (หัวเราะ)”
หมัดต่อหมัด ฝั่งคู่กรณีก็มีการฟ้องกลับข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา รัชดาฯ
อาร์ต : “อ๋อ ใช่ครับ”
ทนายขจรศักดิ์ : “ยังอยู่ในช่วงไต่สวนมูลฟ้องครับ ศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้อง เพราะกระบวนการยังไม่เสร็จ พยานหลักฐานเยอะ เนื้อหาที่โดนฟ้องมาเยอะ ก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ปัจจุบันยังไม่ตกเป็นจำเลยครับ”
อาร์ต : “จริงๆ แล้วตั้งแต่รายการหน่วงทอล์ก ผมเคลียร์แล้ว ผมลูกผู้ชายมากว่าจบไหม ถ้าคุณยอมรับมาเลยว่าด่า ทุกคนแม่xจบหมด แต่เขายืนยันที่จะใช้นิติทางกฎหมายโน่นนี่นั่น ก็แล้วแต่ พี่เจมส์เขาก็มาให้ความช่วยเหลือ ส่งทีมเข้ามาดูแล ถ้าเกิดมีใครดูอยู่ ที่บอกว่าหูย ทนายเขายังไม่เอา คุณอย่าพูดอะไรมดเท็จนะ”
เหลือมาศาลอีก 2 นัด สู้คดีได้แบบสนุก เพราะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว
อาร์ต : “สองนัดครับ เหลืออีกสองนัดเอง ช่วงนี้ผมสบาย เป็นช่วงที่ต่อสู้สนุก สนุกหมายถึงว่าผมมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว ที่สามารถปลีกเวลาได้ แล้วก็เริ่มที่จะแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พอสมควร แต่ถ้าตอนเป็นนักแสดง จริงๆ ก็อาจจะแอบเกรงใจผู้จัดอยู่ ตอนนี้มันถึงเวลาพอสมควร ที่เราจะมาต่อสู้กระบวนการเพื่อเคลียร์ตัวเองทั้งหมดครับ
ณ ช่วงนั้นก็เอาจริงๆ คนมองผมในโซเชียลว่าเนรคุณเหรอ เพราะมีบางคนหาว่าผมไปฉีกสัญญาช่อง ช่อง ผู้ใหญ่ไม่เอาบ้าง พยายามปั้นข่าวเต้าข่าวขึ้นมา จริงๆ เขารู้ความจริงไหม ว่าช่องให้ผมอยู่ต่อด้วยนะ แต่แค่บอกว่าไม่ให้เล่นเรื่องต่อไป ผมบอกไม่เอา ผมอยากเล่นเรื่องนี้ ถ้าไม่ให้เล่นเรื่องนี้ ผมขอออกนะ เขารู้ความจริงไหม หรือแค่ไปฟังจากปากคนอื่นมา ว่าผมโดนไล่ออก ช่องยังไม่เอา ไม่ ผมต่างหากเป็นคนบอกว่างั้นผมยกเลิกสัญญานะครับ อันนี้ต้องบอกว่าเราก็ต้องขอบคุณช่อง 3 ที่บอกว่าให้โอกาสผมไปทำงานที่อื่น ต้องบอกอย่างนี้จริงๆ
(รับสารมาผิดหมดทุกอย่าง?) ก็ผิดหมดเลย บางคนบอกผมติดยา ตบผู้หญิง ขโมยของ ถามจริงผมเป็นคนมีชื่อเสียง มันจะไม่มีข่าวออกมาเลยเหรอ ว่าในอดีตผมเป็นยังไง ก็แต่งเรื่อง กุเรื่อง พยายามจะกุเรื่องให้คนเข้าใจผิด ก็ได้ ไม่เป็นไรไม่ได้เอ่ยชื่อก็ไม่ติด ตามนั้น เราก็สวนคนนั้นตามนิสัยเรา แค่นั้นเองครับ”
ไม่กังวลหากศาลประทับรับฟ้องคดีหมิ่นประมาทของทางฝั่งคู่กรณี
อาร์ต : “ไม่กังวลเลย พร้อมพิสูจน์ทุกอย่างเลยครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง อย่างที่บอกว่ามีบางคนดูคดีบางคดีที่เป็นคดีหมิ่นประมาท แล้วต้องติดคุก อ๋อ พอดีผมมีเงินประกันตัวครับ มีเงินประกันตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ใต้ถุนศาล จะประกันตัวเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมมีเงินประกันตัว”
คู่กรณีฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน
อาร์ต : “มี เรียกมาตั้ง 50 ล้านครับ”
ทนายขจรศักดิ์ : “คือตามกฎหมายเวลาเรียก 10 ล้าน หรือ 50 ล้าน วางค่าศาลเท่ากัน ศาลจะคิดค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 แต่สูงสุดไม่เกินสองแสน แล้วก็ไม่เกิน 50 ล้าน”
อาร์ต : “สองแสนก็คือจะเรียก 10 ล้าน หรือ 50 ล้าน ก็ได้ ความจริงผมเขียน 50 ก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่า…”
ทนายขจรศักดิ์ : “มันดูเวอร์ไป”
อาร์ต : “พี่เจมส์ให้คำแนะนำว่ามันดู… ในคดีศาลที่เคยเกิดขึ้น พี่เจมส์เคยเล่าให้ฟังว่าหมิ่นประมาท จ่ายค่าปรับไม่เกินล้านนึง อันนี้ถ้าผิดถ้าข้อมูลผิดพลาดต้องขอโทษจริงๆ แต่ผมเชื่อว่าในคำที่ผมพูด ผมไม่ได้หมิ่นประมาทใคร เป็นคำถามที่ผมถาม แต่ถ้าเกิดศาลท่านพิจารณา ว่ามันมีหมิ่นประมาทกับดูหมิ่น ก็แล้วแต่ ก็แค่ปรับนิดหน่อย ก็ตามสบาย ผมเคารพคำพิพากษามาก แต่ว่าผมไม่ประกาศชัยชนะ แล้วก็ไม่ประกาศความพ่ายแพ้ด้วย ว่าเราเป็นยังไง ผมยึดถือศาล คำพิพากษาของศาล ไม่ใช่ศาลตายายที่ตัวเองก่อขึ้นมาว่ากูชนะแล้วนะ”
ทนายขจรศักดิ์ : “ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ฟ้อง อยากจะเรียกเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทีนี้เวลาพิสูจน์กันในศาลที่เรียกว่าสืบพยาน ศาลก็จะดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ว่าเสียหายจริงไหม เสียหายเท่าไหร่”
อาร์ต : “นี่เอาจริงๆ อย่างศาลล่าสุดที่ผมผ่านมา ก็มีชื่อ เค สามถุย ที่มาหมิ่นประมาทผม ผมเรียกไปล้านนึง ศาลให้จ่ายผมแสนเดียว ก็ถ้าเรียกแสนนึงก็แสนนึง อยากเรียก 5 แสนก็ 5 แสน ก็เรียกมาดิ พอดีมีตังค์ (หัวเราะ)”
ฝากบอกคู่กรณีสบตากันบ้าง ทำเหมือนไม่รู้จักกันเลย
อาร์ต : “อายคอนแทกต์กันบ้างสิ คนเคยรู้จักกัน ทำเหมือนไม่รู้จักกันเลย อายคอนแทกต์กันบ้าง มองตากันนิดหนึ่ง มันไม่มองตากันเลย เราจะไปรู้ใจกันได้ยังไง เดี๋ยวจะปิ๊งๆ กันหรือเปล่าก็ไม่รู้สิ (เขาเอาผู้มีพระคุณ มาเป็นพยานให้กับฝั่งเขา?) อุ้ย คนนี้มาชอบมาก บอกเลยชอบมาก”
ทนายขจรศักดิ์ : “ความจริงเรามีหมายเรียกผู้มีพระคุณคนนี้ ไปตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ได้รับหมายแล้วแต่ไม่มา ความจริงอยากให้มา จะได้พิสูจน์ให้สิ้นกระแสสงสัยไปเลย เวลาเกิดคดีอาญาขึ้นมาสักคดีหนึ่ง มีการกล่าวหากัน เราก็อยากจะพิสูจน์ไปเลย แล้วเราไม่ได้เกรงรูปคดีจะเสียอะไรนะ ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก”
อาร์ต : “คือต่อให้เขายกฟ้อง ผมก็โอเคตามนั้น ยกฟ้องครับ ก็ยกฟ้อง แต่ว่าขอให้พิสูจน์ความจริง”
ทนายขจรศักดิ์ : “ให้พิสูจน์ความจริง ว่าสาเหตุวันนั้นที่พูดมาหมายถึงเรา คือถ้าย้อนกลับไปในอดีตหลายปีก่อนเนี่ย เวลามีการหมิ่นประมาทกันแล้วไม่เอ่ยชื่อ ศาลมักจะชอบยกฟ้อง โดยอาศัยหลักที่ว่าดูแล้วปุ๊บไม่รู้เลยว่าเป็นใคร ต้องไปถามหาคนโน้นคนนี้ แต่ปัจจุบันเนี่ยแนวค่อนข้างชัด อย่างคำพิพากษาฎีกาล่าสุดวางบรรทัดฐานเลย ว่าแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่ถ้ามีอัตลักษณ์ สถานที่ รูปลักษณ์เฉพาะอย่างนี้ ย่อมหมายความว่าเป็นใคร อันนี้ก็ชัดเจนครับ”
อาร์ต : “จริงๆ ในศาลท่านพิจารณา มันจะมีคำหนึ่ง เดี๋ยวจะมาบอกวันที่พิจารณาแล้วกัน ศาลท่านพูดทุกวันคำนี้ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร เป็นคำพูดสำคัญ”
ทนายขจรศักดิ์ : “เดี๋ยวขอเฉลยทีเดียวครับ”
ทนายเจมส์: “บางครั้งตัวผู้กระทำความผิด โพสต์ข้อความแต่ไม่เอ่ยชื่อ แต่มีการโพสต์ถึงบุคคลคนหนึ่งอย่างถี่ๆ มันทำให้คนเห็นอ๋อ ตอนแรกไม่รู้ว่าใคร พอมาอ่านโพสต์เขาเรื่อยๆ อ๋อ เข้าใจแล้ว มันทำให้คนทั่วไปเห็นแล้วรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร แบบนี้มันมีความผิดครับเอ่ยชื่อไหม ไม่ แชร์ข่าวเฉยๆ อย่างนี้ก็เป็นความผิดได้”
ยันไม่ไล่ฟ้องคนคอมเมนต์ชี้ตัวเป็น “อาร์ต พศุตม์”
อาร์ต : “ไม่ใช่อาชีพผม ผมไม่ใช่อาชีพแซะแล้วฟ้อง ผมไม่ได้หาเงินจากการฟ้อง ผมไม่ได้โพสต์ให้คนอื่นเข้าใจผิด แล้วพอเขาไปพูดก็แซะ แล้วก็ฟ้องเขา แล้วก็มานั่งขู่ ไม่ใช่อาชีพผม อาชีพผมคือนักแสดง แล้วก็ขายหมูกรอบ แล้วผมก็สามารถออกสื่อ อยู่ทุกที่ได้โดยสบายใจ เพราะผมไม่ได้หาศัตรูไปเรื่อย แต่หลายๆ คนที่พูด ที่ดูอยู่ ก็พอจะรู้แล้วว่าใครเป็นยังไง เวลาโพสต์ถึงหรือคอมเมนต์ ก็เลี่ยงบาลีกันเอาเอง เพราะผมไม่มานั่งรับผิดนะ ไม่ใช่หน้าที่ผม แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่คนอื่นอีกหลายๆ คน ที่ต้องมานั่งรับฟ้อง ชีวิตใครมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตคนนั้น ไม่ใช่มาเมนต์เพจผม แล้วล่วงเกินไปด่าพ่อล่อแม่เขา อันนั้นคุณก็สมควรโดนค่าปรับ ผมก็พูดตรงๆ เป็นแฟนคลับผมก็ต้องมีความเคารพ เพราะว่าผมก็เคารพในหลายๆ คน”
ส่วนตัวให้ยืมเงินเฉพาะคนที่รู้จัก และต้องดูเหตุผลเป็นเคสๆ ไป
อาร์ต : “คือไม่ได้พูดถึงกรณีนี้นะ การยืมเงินมันจะแบ่งออกได้หลายๆ อย่าง คือถามว่าตอนนี้มีเงินไหม มีเงินในระดับที่ผมอยู่ได้ แต่ไม่ได้มีเงินในระดับที่ให้คนอื่นยืม ไม่ได้มีเงินที่จะซัปพอร์ตว่าอ๋อ คนนั้นจะเปิดร้านข้าว ยืม 5,000 สิ คนนี้จะเปิดร้านหมูกระทะ ยืมหมื่นนึงสิ ไม่ใช่เรื่องอย่างกรณีสมมติมีคนมายืมเงินผมแสนนึง แล้วรู้ว่าเขาจะเอาไปให้ผู้ชาย โดยที่เขาไม่ได้อะไรกลับมา เป็นคุณจะให้ไหมล่ะ แต่ในกรณีเดียวกัน แสนนึงนี้แม่นอนติดเตียงอยู่ กูต้องใช้ไปตรวจ ผมให้เลยไม่ต้องยืมด้วย ให้เลย เอาแม่ไปรักษาซะ แล้วผมให้แบบนี้มาเยอะด้วย แต่ในกรณีจะไปเปย์ผู้ชาย ผมไม่ให้ ให้เพื่ออะไร ในเมื่อชีวิตเขาก็ยังไม่ดี แล้วจะไปเปย์โดยยืมเงินผม เท่ากับหนี้ผมเป็น 0 ก็ดูเป็นเคสๆ ไป แต่ถ้าเกิดไม่รู้จักเลยใน Facebook หรือใน IG ไม่ให้เลย”
ทนายขจรศักดิ์ : “แต่ทีนี้เวลายืมเงิน ต้องเข้าใจก่อนเป็นเรื่องส่วนตัว จะให้หรือไม่ให้ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล สังคมไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่ใครไม่ให้ยืมตังค์กัน เป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นถ้าจะมีสักคนหนึ่งออกมาวิจารณ์ว่าไอ้นี่เนรคุณ ไม่ให้ยืมเงิน ผมมองว่าฟังไม่ขึ้นคือหลักกฎหมายหมิ่นประมาท จะยกเว้นกรณีที่สิ่งที่วิจารณ์นั้นน่ะ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน หนึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว สองประชาชนได้ประโยชน์ แต่การที่มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ให้ยืมเงิน เป็นคนเนรคุณ มันเข้าข้อยกเว้นตรงไหน อันนี้ฝากให้คิด”
ทนายเจมส์ : “อีกอย่างนะ เวลาจะโพสต์อะไรต้องเป็นเรื่องของตัวเอง ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ตัวเองไม่มีสิทธิ์ปกป้องอะไรใดๆ นะครับ ถ้าบางคนทำอะไรไปแล้ว โดยที่คนนั้นเขาไม่ได้ขอ เขาเรียกว่า…”
อาร์ต : “เสืxกครับ”
ทนายเจมส์ : “ไม่ใช่ๆ เขาเรียกว่านอกเหนือคำสั่ง ถ้าภาษากฎหมาย ก็จัดการงานนอกสั่ง”
อาร์ต : “แล้วถ้าภาษาชาวบ้านล่ะ เสืxก ไม่ใช่กรณีนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่กรณีนี้นะครับ (หัวเราะ)”
ทนายเจมส์ : “อย่างของอาร์ตเนี่ย สมมติอาร์ตมีคนพาดพิงอาร์ตปุ๊บ อาร์ตโพสต์เพื่อชี้แจงตัวเอง อย่างนี้ไม่เป็นความผิด เพราะตัวเองเป็นผู้เสียหายโดยตรง เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ก็สามารถที่จะอธิบายข้อความที่มีคนโพสต์พาดพิงเขาได้ นี่เรื่องปกติ ไม่ใช่มาบอกว่า เอ้ย อันนั้นโพสต์ถึงผมนี่หว่า หมิ่นประมาท มันไม่ใช่ ต้นตอคือใครก่อน ทุกคดีที่พิพาทกัน ก็ต้องกลับไปดูจุดเริ่มต้นครับ”
อาร์ต : “บางคนใช้คำว่าดิ้น ดิ้นออกรับ อ๋อ ไม่ครับ เวลาขึ้นบันได ก็ต้องขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง แต่ถ้าขาสั้นหน่อยก็ขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งก็พอ แต่ผมอาจจะขึ้นบันไดขั้นที่สองก็ได้ อย่าใช้คำว่ามั่นใจ ใช้คำว่ามันอยู่ในกระบวนการที่เราทำถูกต้อง โดยที่ไม่ได้ประกาศชัยชนะในโซเชียล ก่อนหน้านี้ผมมีคดีพิพาทประมาณ 3 คดี คนบอกอาร์ตต้องติดคุกแน่ๆ เลย แต่ยกฟ้องหมดเลยครับ อาร์ตไปหมิ่นประมาทเขา เรื่องร้านนั้น ร้านนี้ ยกฟ้องหมดเลย ซึ่งเราเป็นผู้บริโภค เราสามารถทำได้”
ทนายเจมส์ : “เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง วิพากษ์วิจารณ์ได้”
อาร์ต : “แต่ในสิ่งที่บางคนพูดว่า อ๋อ คดีนี้เขาไม่รับฟ้อง รับเรียบร้อยแล้วจ้า แล้วก็ที่บอกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน เพราะว่าผมเคารพศาล ไม่ใช่ศาลเพียงตา”
ทนายขจรศักดิ์ : “ ก็อย่างคดีร้านทองครับ อันนี้พูดเลยเพราะว่ายกไปแล้ว ถอนไปแล้ว พี่อาร์ตเป็นคนซื้อทอง แล้วก็โดนฟ้องมา ฟ้องมาเราก็ไม่มีปัญหา เข้าสู่กระบวนการปกติ ทีนี้ทนายเจมส์ก็มอบหมายให้ผมเป็นทนายเข้าไปซักค้าน พอถึงวันจะสืบพยาน ศาลก็มานั่งดูว่าสิ่งที่พี่อาร์ตพูด สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง พี่อาร์ตไม่ได้ใส่ร้ายร้านทอง แต่ฟ้องมาเรียกมา 40 ล้าน สุดท้ายร้านทองก็โอเค ทำความเข้าใจกันแล้วก็ถอน แต่ในขณะที่คดียังไม่จบ ก็จะมีบุคคลภายนอก พาดพิงตลอด ว่าต้องเข้าคุกแน่ โดยไม่ได้รู้เนื้อหาจริงๆ ในคดี”
อาร์ต : “นั่นแหละครับ ก็เป็นผู้รู้กฎหมาย กฎหมายศาลเพียงตา แต่ผมสู้ที่ศาลยุติธรรม ไม่ได้สู้ที่ศาลเพียงตา ผิดก็ผิด ผิดก็เรียกร้องค่าเสียหายมา ก็เต็มที่ก็ประกันตัว พอดีมีตังค์ หึๆ”


