เปิดตัวน่าผิดหวัง รายได้ต่ำกว่าคาดเกือบทุกตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์มองเป็นบทเรียนสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคใหม่
การเปิดตัวของ Supergirl กลายเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด หลังทำรายได้ทั่วโลกในสุดสัปดาห์แรกเพียง 62.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น 37.1 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาเหนือ และ 25.1 ล้านดอลลาร์จาก 78 ประเทศ ต่ำกว่าที่สตูดิโอและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ราว 80 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อนาคตของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามทันที
สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อรายได้ต่างประเทศของ Supergirl กลายเป็นการเปิดตัวที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของภาพยนตร์ DC ในรอบกว่า 20 ปี เป็นรองเพียง Blue Beetle เท่านั้น สะท้อนว่าตัวละครที่ไม่ใช่ระดับแม่เหล็กของค่าย เริ่มดึงผู้ชมเข้ามาในโรงภาพยนตร์ได้ยากขึ้น
รายงานหลายสำนักระบุว่า Supergirl ใช้งบสร้างประมาณ 170 ล้านดอลลาร์ และใช้งบการตลาดอีกราว 120 ล้านดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่เกือบ 290 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การประเมินล่าสุดคาดว่าภาพยนตร์อาจปิดโปรแกรมฉายทั่วโลกเพียง 200-210 ล้านดอลลาร์ หรือราว 100 ล้านดอลลาร์ในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งยังห่างไกลจากจุดคุ้มทุน
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมประเมินว่า Warner Bros. Pictures และ DC Studios อาจต้องรับผลขาดทุนราว 100-120 ล้านดอลลาร์ แม้บางสำนักจะมองว่า หากรายได้สุดท้ายสามารถแตะระดับ 200 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ความเสียหายอาจลดลงเหลือประมาณ 80-85 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า มิลลี อัลค็อก ผู้รับบทซูเปอร์เกิร์ล ได้รับค่าตัวเพียง 400,000 ดอลลาร์ พร้อมเงื่อนไขโบนัสในกรณีที่ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ซึ่งจากแนวโน้มปัจจุบัน โอกาสได้รับโบนัสดังกล่าวถือว่ามีน้อยมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านบ็อกซ์ออฟฟิศมองว่า ตลาดภาพยนตร์ในปัจจุบันไม่ได้ปฏิเสธหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ผู้ชมเลือกซื้อตั๋วเฉพาะภาพยนตร์ที่ถูกมองว่าเป็น "อีเวนต์" หรือเป็นตัวละครระดับไอคอนของวงการเท่านั้น ส่งผลให้ฮีโร่ที่มีชื่อเสียงรองลงมา ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง หากภาพยนตร์ไม่สามารถสร้างกระแสได้ก่อนเข้าฉาย
หลายฝ่ายจึงมองว่า สตูดิโอควรลดจำนวนโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ใช้งบมหาศาล และหันไปพัฒนาภาพยนตร์ทุนปานกลางหรือทุนต่ำมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ควรทุ่มทรัพยากรให้กับตัวละครที่มีฐานแฟนแข็งแกร่งจริง ๆ
DC Studios ยังเดินหน้าตามแผน
แม้ Supergirl จะเปิดตัวต่ำกว่าคาด แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นบทสรุปของจักรวาล DC ยุคใหม่ เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในโครงการภายใต้แผนระยะยาวของ DC Studios ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ James Gunn และ Peter Safran
โครงสร้างของ DC ในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็นหลายหมวดภายใต้แนวคิด DCU Chapter One: Gods and Monsters โดยประกอบด้วยทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์คนแสดง ซีรีส์แอนิเมชัน และโปรเจกต์ที่แยกจากจักรวาลหลัก
ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายสร้างโลกเดียวกันและเชื่อมโยงเรื่องราวระยะยาว แตกต่างจากแนวทางในอดีตที่แต่ละโปรเจกต์มักดำเนินไปอย่างอิสระ.
โปรเจกต์ที่ DC ยังคาดหวังมากที่สุดในระยะต่อไปคือ Man of Tomorrow ซึ่งถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งเสาหลักของจักรวาลใหม่ และเป็นบททดสอบสำคัญว่าผู้ชมยังพร้อมสนับสนุนภาพยนตร์ DC หรือไม่
ขณะที่คู่แข่งจาก Marvel Studios ยังคงถูกจับตามองอย่างมาก โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดว่า Spider-Man: Brand New Day และ Avengers: Doomsday มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปี 2026 จากความแข็งแกร่งของแบรนด์และฐานแฟนทั่วโลก
สำหรับ Warner Bros. และ DC Studios ความล้มเหลวของ Supergirl อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องทบทวนกลยุทธ์การลงทุน แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า DCU ยุคใหม่ล้มเหลว เพราะความสำเร็จของจักรวาลภาพยนตร์ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับผลงานของโปรเจกต์สำคัญที่กำลังจะเข้าฉายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


