“เอ็มมี่ แม็กซิม” ร่ำไห้ภูมิใจลูกสาว “น้องจื้อหลิง” เป็นนางเอก เผยดูแลตัวเองดี ใส่กกน. 3 ชั้น ฟาดคนด่าเล่นหนังเกรดต่ำ มึงเอาลูกเล่นหนังให้ได้เหมือนลูกกู!
ขึ้นแท่นเป็นนางเอกภาพยนตร์แล้ว สำหรับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของสาว “เอ็มมี่ แม็กซิม” หรือ “อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์”อย่าง “จื้อหลิง ดลณพรรณ ศิริยานต์”ในภาพยนตร์เรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ซึ่งเอ็มมี่เผยว่าภูมิใจในตัวลูกสาวมาก เพราะแทบไม่ต้องเทรนอะไรเลย ลูกเซฟตัวเองอย่างดี ไม่มีอะไรต้องห่วง
เอ็มมี่ : “ภูมิใจที่สุดเลย ก็ไม่คิดว่าเฮาสิเก่งปานนี้ เอาลูกขึ้นมาได้เป็นนางเอกปานนี้เนอะ (หัวเราะ) ภูมิใจในตัวลูกค่ะ แทบไม่ต้องเทรน แต่ว่าแค่คอยอยู่ข้างๆ เขาตลอดเวลา เวลาที่มันมีบทที่อาจจะลึกเกินหรือเลิฟซีนหนัก เกรงใจพระเอกค่ะ (หัวเราะ) คือลูกเขาก็เหมือนแม่แหละ เขารู้ว่ามันต้องหลบยังไง ต้องหลีกยังไง เขาก็ทำการบ้านนะ อะไรที่เอ็มมี่เคยเล่นเขาก็ไปดู แต่ส่วนมากเขาไม่ค่อยดูแม่ค่ะ เขาดูคนอื่น ดูคนอื่นเป็นเรฟฯ ค่ะ เขาอ่านบทตลอดเวลา เขาน่ารักเหมือนพี่ลิลลี่เลยนะ อยู่ในกองลิลลี่เขาก็จะน่ารักมาก อยู่ในกองเขาก็จะนั่งอ่านบทอย่างเดียวแล้วก็ทำการบ้าน เขาก็เหมือนกัน คือเรียกได้ว่าเขาอยู่ในยุคที่เอ็มมี่แทบไม่ต้องสอนอะไรเลย ไม่ต้องพูดเยอะค่ะ เพราะถ้าพูดเยอะแล้วทะเลาะกัน เขาไม่ค่อยฟัง
ตอนนี้น้องอายุ 17 ค่ะ เรื่องฉากเลิฟซีนเราคุยกันอยู่แล้ว คือถามลูกก่อนอยู่แล้วค่ะว่ามีเลิฟซีนแบบนี้ลูกโอเคไหม เขาบอกเขาได้ คือมันไม่ได้มากค่ะ เลิฟซีนมันก็คือเลิฟซีน ถ้าดูเป็นศิลปะ ถ้าดูเป็นหนัง มันก็คือแค่การแสดงค่ะมันไม่ได้มีการทำอนาจารหรืออะไรกันจริงๆ แบบนั้นเลย คือจูบมันก็ปกติทั่วไปก็เหมือนเขาจูบกับแฟน แต่เขายังไม่มีแฟนหรือเปล่าลูก อุ้ย หม่ามี้หลุด ขอโทษ (หัวเราะ)”
จื้อหลิง : “สัมภาษณ์ต่อเลยค่ะ (หัวเราะ) คือหนูก็มีลิมิตของตัวเอง เราก็จะคุยกับพี่คิมม่อนค่ะ พี่เขาก็ถามว่าตรงนี้โอเคไหม หรือว่าถ้าจะเป็นมุมกล้องอะไรแบบนี้โอเคไหม เราสองคนจะคุยกัน ก็เคยมีจับมือกันแล้วก็ตั้งสติ แล้วก็ท่องว่านี่คืองานของเราค่ะ ส่วนกระแสวิจารณ์ว่าจะบทแรงเกิน ก็อยากให้ทุกคนดูค่ะ เพราะว่าอันนี้คือการแสดง ทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดคือการแสดงหมดเลยค่ะ พี่ๆ ทีมงานเป็นคนจัดฉากเป็นคนทำให้เราทุกอย่างเลย ทั้งมุมกล้อง ทุกคนอาจจะเห็นว่าข้างในมันดูอาจจะลึกเกินไป แต่จริงๆ แล้วมันคือมุมกล้องทั้งหมดเลยค่ะ
ก็แอบมีซีนที่หนูตกใจอยู่เหมือนกัน แต่ว่าต้องดูในเรื่องค่ะ คือพี่เขาทักมาบอกว่าเดี๋ยวเราจะมีถ่ายเพิ่มนะ หนูก็โอเคค่ะ สักพักนึงพี่เขาเดินบอกว่ามันมีฉากนึงที่มันต้อง (ทำท่ายก) อันนี้ขึ้นมา หนูก็จริงหรอ แล้วหนูก็ถามพี่เขาว่าหนูต้องทำจริงๆ ใช่ไหม หนูไม่กล้าทำ ก็ต้องไปดูค่ะ ก็มีการเซฟค่ะ กางเกงใน 3 ตัว มีเกาะอกทุกอย่าง”
เอ็มมี่ : “คือชีวิตจริงนางก็เป็นคนใส่กางเกงในไปโรงเรียน 3 ตัวค่ะ (หัวเราะ)”
จื้อหลิง : “เขารู้หมด (หัวเราะ)”
เอ็มมี่ : “คือจื้อหลิงเขาเป็นเด็กที่เซฟตัวเองเยอะมาก แล้วอย่างที่เอ็มมี่บอกคือด้วยความเขาเป็นหญิงรักหญิง อย่างเสื้อในไม่พอยังต้องมีเสื้อกล้าม แล้วมันยังต้องมีเกาะอกทับอีก คือลูกมันเยอะไปนะหม่ามี้ยังไม่ต้องขนาดนั้นหม่ามี้คะมันต้องอย่างนี้นะคะ หนูต้องอย่างนี้ค่ะ คือเขาค่อนข้างมีข้ออธิบาย ข้ออ้างกับเราเยอะมาก แต่ก็โชคดีที่เขายังรู้จักเซฟตัวเอง เอ็มมี่นี่ใส่ตัวเดียวเดินเลยค่ะ”
จื้อหลิง : “เอาตรงๆ เลยนะคะ ก็มีกางเกงในค่ะ ปกติก็จะติดแคร์ฟรี แล้วก็ต้องใส่อีก เพราะว่าหนูเป็นคนห้าวๆ เป็นคนที่ชอบนั่งไม่ค่อยระวัง หนูก็เลยจะชอบใส่ 3 ชั้น หรือไม่ก็ 2 ชั้นให้มันยาว ให้มันหนา ก็ไม่อึดอัดค่ะ ถ้าเข้าห้องน้ำก็ถอดหมดทีเดียวเลยค่ะ หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัวเหมือนแม่ หนูชอบแต่งตัวเท่ๆ คนละแนวเลยค่ะ”
เอ็มมี่ : “เขาดุแม่ด้วย เหมือนกำลังจะขึ้นคอนเสิร์ตแล้ว อีแม่ก็มั่นใจเลย ไหว้พระเสร็จจะขึ้น เขาดึงแม่ลงมาเลยค่ะ ปิดก่อน คือเขาจะค่อนข้าง เซฟคุณแม่ดีมากๆ”
จื้อหลิง : “แต่คุณแม่อายุเยอะแล้ว ไม่อยากให้โชว์”
มั่นใจลูกสาวเซฟตัวเองดี ถ้าจะด่า เอาลูกตัวเองมาเล่นหนังให้ได้ก่อน
เอ็มมี่ : “สำหรับหนูคำว่าภาพลักษณ์มันก็สำคัญ แต่ถ้าทุกคนเข้าใจคำว่าการแสดง เข้าใจคำว่าศิลปะ ถ้าทุกคนมีสมองในการคิดนะคะ มันก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของลูกเอ็มมี่ดี เป็นมุมว่าเขาเป็นนักแสดง เขากล้าที่จะเล่น พอเขารู้จักเซฟ เขารู้จักแอ็กติ้ง เขารู้จักป้องกันตัวเอง ปกป้องตัวเอง โปรเทคตัวเอง นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องห่วงอะไรแล้ว
ณ วันนี้หนูรู้สึกภูมิใจในตัวลูกที่เขาเป็นได้เหมือนเรา และดีกว่าเราด้วยซ้ำ แล้วอันนึงเอ็มมี่เกลียดมาก คนที่เข้ามาคอมเมนต์ว่าหนังเกรดต่ำ อันนี้มันไม่ได้ดูถูกแค่นักแสดง แต่มันกำลังดูถูกวงการหนังไทย ภาพยนตร์ไทย จริงๆ แล้วหนังถ้าสำหรับตัวเอ็มมี่ถ้าขึ้นหลักล้านแล้ว ไม่ได้แปลว่าทุนต่ำนะคะ และถ้าคุณคิดว่าลูกเอ็มมี่เล่นทุนต่ำ เอาลูกมึงเล่นหนังให้ได้เหมือนลูกกูก่อน แค่นั้นเอง หนูอะไรก็ได้ อย่าด่าลูกกู
คือสำหรับเอ็มมี่อยากให้เคารพวงการภาพยนตร์ไทย หนังไทย เพราะพวกเราก็เกิดมากับหนังไทย ทุนจะมากจะน้อยถ้าเขาทำมาดี นักแสดงเล่นดีคือจบ สำหรับเอ็มมี่แค่นั้นเอง ทุนต่ำไม่ต่ำไม่ต้องไปพูดถึง ดูที่การแสดง ดูที่เนื้อหาและเนื้องาน ดูที่สาระของเรื่องที่เราได้ดีกว่า และหนังเรื่องนี้มันสะท้อนสังคมมากๆ เอ็มมี่บอกเลยถ้าเอ็มมี่เป็นเขาก็เล่น เพราะมันสะท้อนสังคม เด็กสมัยนี้เอ็มมี่บอกเลยว่าน่ากลัว ห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะมีสื่อที่อาจจะช่วยเขาได้ คนบางคนมันพลาด พลาดแล้วไม่มีสิทธิ์เกิดค่ะ แต่หนังเรื่องนี้ออกไปเอมมี่เชื่อว่ามึงพลาด มึงอาจจะได้เกิด เชื่อเอ็มมี่เถอะ ลูกเอ็มมี่สื่อสารให้แล้วค่ะ”
จื้อหลิง : “ถามว่าบั่นทอนไหม หนูอยากให้ทุกคนมาว่าที่หนูมากกว่า ถ้าสมมติหนูเล่นไม่ดีให้มาว่าที่หนู อย่าว่าหนัง อย่าว่าคนอื่นเลยค่ะ เพราะว่าพวกเราเต็มที่กันมากๆ ค่ะ แล้วหนูได้รับภูมิต้านทานการคิดของแม่มาถ้าใครมาว่าเราก็แค่นิ่ง แค่ปล่อยค่ะ ไม่ต้องไปว่าเขา ไม่พอใจก็ปล่อยเขาไปดีกว่าค่ะ”
เอ็มมี่ : “เนอะ คุณแม่ไม่เคยตอบกลับเนอะลูกเนอะ (หัวเราะ)”
จื้อหลิง : “ก็เห็นคุณแม่ว่าคนอื่น หมายถึงเวลามีคนมาว่าคุณแม่ใช่ไหมคะ คุณแม่ก็จะว่ากลับไปเลย แต่หนูเป็นเด็กอยู่ อะไรที่เราเก็บมาและเอาไปปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้เราก็เก็บมาค่ะ ถ้าสมมติด่าแรงเกินไปเราก็แค่ปล่อย แล้วก็ถ้าสมมติลามมาถึงแม่ หนูก็ไม่ค่อยยอมเหมือนกัน หนูก็ต่อยได้เหมือนกัน (หัวเราะ) หนูก็ปล่อยเหมือนกันค่ะก็จะบอกคุณแม่ว่าไม่เป็นไรค่ะ เราเริ่มกันใหม่ได้ตลอด ถ้าเรายังไม่มีใครเสียพรุ่งนี้เราก็ยังเริ่มใหม่ได้ค่ะ”
น้ำตาแตก มีวันนี้ได้อีกครั้งเพราะลูกสาว
เอ็มมี่ : “หนูภูมิใจในตัวลูกมาก (ร้องไห้) คือชีวิตหนูมันพังมาแล้ว แต่วันนี้ลูกหนูดึงหนูขึ้นมา ชีวิตหนูมันไม่มีใครเอาแล้ว แต่วันนี้ทุกคนเอาหนูเพราะว่าจากแม่สู่ลูกจริงๆ วันนี้หนูต้องขอบพระคุณสื่อมวลชนมากๆ 20 ปีที่พวกเราอยู่ด้วยกัน ขอบคุณมากๆ วันนี้ไม่ต้องจ้างงานหนูแล้วก็ได้ วันนี้ไม่ต้องทำข่าวหนูแล้วก็ได้ แต่ขอแค่ทำข่าวน้องจื้อหลิงแค่นี้ก็พอแล้วค่ะ หนูขอแค่นี้เลยจริงๆ วันนี้มีเขาแล้วหนูยืนได้ วันนี้มีเขา แล้วหนูพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและสู้ไปกับเขา พร้อมที่จะต่อสู้กับทุกอย่างที่มันจะเกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นกับลูกก็ตามค่ะ ของานให้น้องเยอะๆ ขอคอนเสิร์ตให้น้องเยอะๆ หนูก็ยังร้องเล่นเต้นคู่กับลูกได้เหมือนเดิม ก็ฝากผู้ใหญ่ด้วยแค่นั้นเอง”
หันมาเปิดธุรกิจ เอ็มมี่ แม็กซิม นางพญาปลาเผา ประกาศจะเป็นธุรกิจสุดท้ายที่ทำ
เอ็มมี่ : “เอ็มมี่ แม็กซิม นางพญาปลาเผามาแล้วค่ะ (หัวเราะ) ก็วันนี้หนูรู้สึกว่าหนูยังไม่ตาย เอ็มมี่ แม็กซิมยังอยู่ เอ็มมี่ แม็กซิมยังมีลมหายใจใครที่กำลังท้อนะคะดูเอ็มมี่ กูไม่ได้มีเงินเยอะหรอก แต่ขอแค่เรามีเพื่อนที่ดี ขอบคุณพาร์ตเนอร์ของเอ็มมี่ทุกคนนะ นางพญาปลาเผาทุกคน วันนี้ทุกคนไม่มีเงิน แต่ว่าเรารวมกันค่ะ เพื่อให้เกิดเอ็มมี่ แม็กซิมนางพญาปลาเผา อยากให้ทุกคนมาซัปพอร์ต อยากให้ทุกคนมาอุดหนุนมากินว่า มันแซบหรือว่าบ่แซบ หนูแค่อยากให้ทุกคนมาตัดสินเอง
แต่ว่านี่จะเป็นธุรกิจสุดท้ายของเอ็มมี่ แม็กซิม คือเอ็มมี่นางพญาปลาเผา หนูจะทำมันให้ดีที่สุด และหนูอยากจะขยายสาขาเพื่อให้คนไม่มีงานทำได้ทำงานด้วยค่ะ และผู้ต้องขังที่ออกจากเรือนจำไม่มีงานทำหนูก็รับค่ะ รับหมดขอแค่ทุกคนได้โอกาส เพราะหนูได้โอกาส ขอบคุณพาร์ตเนอร์ ขอบคุณแม่ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเอ็มมี่ในตอนนี้ที่เอ็มมี่แย่ วันนี้มีแต่เพื่อนสนิทเพื่อนรักทั้งนั้นเลยที่มา แล้วขอบพระคุณพี่ๆสื่อมวลชนที่ยังซัปพอร์ต 24 กรกฎาคมนี้เชิญ Grand opening เอ็มมี่ แม็กซิมนางพญาปลาเผา ขอบพระคุณหลายๆ ค่ะ
ที่มาทำธุรกิจนี้ จริงๆ หนูคิดว่าหนูเป็นคนถนัดด้านอาหาร ซึ่งหนูทำอะไรไม่เป็นเลย ทำอาหารก็ไม่เป็น วันหยุดสามีก็บอกว่าไม่อยากให้ถึงวันหยุดเพราะว่ากลัวจะได้กินฝีมือเอ็มมี่ แต่เอ็มมี่โชคดีที่เอ็มมี่มีลูกสาวทำอาหารเก่ง เขาทำได้ทุกเมนู เพราะว่าคุณยายปูเป็นคนสอนทุกอย่าง หนูอยากให้ทุกคนมากิน แล้วหนูรู้สึกแล้วว่าหนูทำมาแล้วหลายทางสุดท้ายแล้วอาหารมันเป็นอะไรที่ทุกคนต้องกินอยู่ตลอด และเพื่อประทังท้อง เพื่อการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า คือทุกคนมันต้องกินค่ะ หนูก็เลยคิดว่าปลาเผานี้ล่ะเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน แล้วก็ไม่ทำธุรกิจอื่นแล้ว ขอแค่เอ็มมี่ แม็กซิมนางพญาปลาเผาพอ เพราะว่าทุกคนกิน เชื่อหนูค่ะ”


