xs
xsm
sm
md
lg

“ไทด์” ลั่นไม่รู้พรุ่งนี้จะตายหรือเปล่า เร่งสร้างความมั่นคงไว้ให้ “ทับทิม”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ไทด์-ทับทิม” ควงเปิดตัวรายการใหม่ เดินหน้าทำงานและต่อยอดธุรกิจ เพื่อวางรากฐานชีวิตคู่ ลั่นไม่รู้พรุ่งนี้จะตายหรือเปล่า อยากสร้างความมั่นคงไว้ให้ทับทิม ไม่กดดันคนเชียร์แต่งงาน ขอเก็บเงินสร้างตัวก่อน เปรยคุณแม่ยังไม่ไฟเขียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป

เป็นอีกหนึ่งคู่รักต่างวัยที่หลายคนลุ้นข่าวดี สำหรับ “ไทด์ เอกพัน บรรลือฤทธิ์” และ “ทับทิม อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์” ล่าสุดวันนี้ (30 มิ.ย.) ได้เจอทั้งสองคน ในงานเปิดตัว Welcome Home (A Human Travel Documentary Series) โปรเจกต์รายการท่องเที่ยวที่ทั้งคู่ตั้งใจทำร่วมกัน ก็เลยไม่พลาดที่อัปเดตทั้งเรื่องงานและเรื่องหัวใจ โดยทั้งสองคนได้เผยถึงเบื้องหลังการทำงาน ว่าแอบมีงอนกันบ้าง ก่อนจะยอมรับตรงๆ ว่าช่วงนี้ลุยทำงานหลายด้าน เพื่อเก็บเงินสร้างอนาคตและวางรากฐานชีวิตคู่ในวันข้างหน้า

ไทด์ : “งอนกันเพียบ ทับทิมทำไมต้องเยอะขนาดนี้ คือเรารู้สึกว่าอยากจะมาเที่ยวด้วยกันให้มีความสุข ไม่อยากจะเอางานเข้ามา เรางอแงเลย เพราะว่าเราไม่เคยไง”

ทับทิม : “ก็ลากกันไปค่ะ ได้เวลาแล้วค่ะ แต่ก็เข้าใจค่ะ เพราะว่าจริงๆ จุดเริ่มต้นมันเป็นความต้องการของเราอยู่แล้ว ว่าเราอยากหาอะไรทำด้วยกัน โดยเฉพาะรายการ เราเคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรคู่กันมาก่อน แล้วโมเมนต์แบบนั้นมันก็มันหายไปนานมากแล้ว ถ้าได้กลับมาเป็นพิธีกรด้วยกันอีกครั้ง มันก็น่าจะสนุกดีนะ”

ไทด์ : “แต่เวลาทำขึ้นมาแล้ว เรามาดูเนี่ย รู้สึกว่าเฮ้ย มันน่ารักดีนะ มันสนุกดีนะ ไอ้ความที่เราเคยเป็นเรา เป็นตัวเรามันก็หายไป ไอ้เหนื่อยหรือว่าอะไรต่างๆ มันรู้สึกว่า เออ เฮ้ย ดีๆ ต่อไปเจ้านี่เริ่มคิดแล้ว เฮ้ย เราจะไปจังหวัดไหน เราจะไปไหนที่มีให้เราได้ศึกษา ให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนต่างๆ ก็เริ่มปรึกษากันแล้ว มันเริ่มรู้สึกดีขึ้น เพราะว่าภาพต่างๆ ที่มันออกมา ทำให้เราเห็นว่า เออ เว้ย มันดีจริงๆ”

จะได้เห็นมุมหวานๆ ในรายการบ้าง
ไทด์ : “มีบ้าง แต่ต้องคอยเหลือบมองคุณแม่ (หัวเราะ)”

ทับทิม : “ไม่หรอก คือรายการนี้ของเรา มันเป็นรายการที่ไม่ได้มีสคริปต์เลย เราแค่มีโครงว่าเราอยากจะเล่าเรื่องราวอันนั้นอันนี้ ส่วนใหญ่ไดอะล็อกหรือคำพูด มันก็จะค่อนข้างที่จะโฟลว์ ธรรมชาติ แล้วเดี๋ยวเราก็มาเลือกตัดมากกว่า”

ยอมรับผุดโปรเจกต์ต่างๆ เพราะหาเงินแต่งงาน
ไทด์ : “ใช่ครับ วางรากฐาน ปลูกไว้ก่อน เพราะว่าสมัยนี้หาเงินมันหายากมาก แต่เป็นหนี้น่ะ ง่ายนิดเดียว ต้องหาเงิน เก็บเงิน ก็บอกน้องเขาอยู่ตลอดเลย ถ้าทำอะไรถ้าเกิดเราไม่มีเงินสด หรือว่าเราไม่มีเงินที่จะทำเนี่ย อย่าทำ อย่าเป็นหนี้ ขอร้องเลยชีวิตนี้ อย่าเป็นหนี้เด็ดขาด พอเป็นหนี้รู้สึกว่ามันจะทำให้หัวใจเรามันจะตรอมใจ ทำเงินมาเท่าไหร่ หาเงินมาเท่าไหร่ มันก็ต้องใช้หนี้เขาไป ใช้ดอกเบี้ยเขาไป เราต้องมีเงินเก็บให้มันมั่นคง ทีนี้เรื่องชีวิตเรา เราก็จะค่อยๆ เดินไปข้างหน้า แต่ทีนี้มันอยู่ ขึ้นอยู่กับเรตติ้งนี่แหละครับ ว่าจะเป็นยังไง”

ทับทิม : “ต้องขอฝากสปอนเซอร์เข้าเยอะๆ งานพรีเซ็นเตอร์ก็เข้าเยอะๆ ได้ (หัวเราะ)”

ช่วยกันเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว วางรากฐานเพื่อวันข้างหน้า
ไทด์ : “ใช่ครับ ยอมรับครับ”

ทับทิม : “วัยรุ่นสร้างตัว (หัวเราะ)”

ไทด์ : “ถามว่าจะอีกสักกี่ปีดี ก็แล้วแต่ สมมติว่ามัน มันได้มาเยอะ จริงๆ เราไม่ได้ทำแค่ตรงนี้ เรามีธุรกิจของเราอีก ที่จะทำต่อไปในอนาคต อันนี้วางรากฐานไว้แล้วเหมือนกัน เราทำหลายๆ ทาง ที่ความสามารถของเขาตอนนี้ยังมีอยู่ อนาคตวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น อยู่ดีๆ วันพรุ่งนี้เราอาจจะเสียชีวิตไปโดยที่ไม่รู้เรื่อง เขาอาจจะอยู่คนเดียว ก็สบาย เขาก็มีทุกอย่างโดยที่ไม่เป็นหนี้ เราก็ให้เขาดำเนินการไป”

ทับทิม : “ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ล่ะค่ะ พี่ไทด์จะคิดอะไรที่รอบคอบ แล้วก็วางแผนตามขั้นตอนต่างๆ ให้มันมั่นคง เพราะว่าเอาจริงๆ สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย มันก็คือเรื่องความมั่นคงในชีวิต คิดว่าทุกคนยังไงก็ต้องมองหาสิ่งนี้อยู่แล้ว (มันเป็นความอุ่นใจไหม ที่เขามีความซัปพอร์ตในทุกอย่าง มองอะไรไว้ใหแบบกว้างๆ?) จริงๆ ก็สบายใจค่ะ เพราะเราไม่ต้องมาคอยคิดอะไรคนเดียว เขาคอยดูทางข้างหน้าให้ว่าเป็นยังไง (ต้องเก็บอีกเยอะไหม ถึงจะขอแต่งงานได้?) นับนิ้วไม่พอเลยเหรอ (หัวเราะ)”

ไทด์ : “คือจะลงทุนอะไรไป มันก็ต้องคิดนะ ว่าสิ่งที่เราลงไปแล้ว มันให้การตอบสนอง ตอบรับเราได้ขนาดไหน ไม่ใช่เราลงไป มีเท่าไหร่เราลงๆ ไป แล้วมันไม่ได้ผลตอบแทนมา มันก็ไม่รู้จะลงทุนไปทำไม แต่สิ่งที่เราจะทำเนี่ย มันสามารถเป็นรูปธรรม สามารถเก็บเกี่ยวได้ ส่วนผมเองอายุเยอะแล้ว ทุกวันนี้ก็อยู่ให้มันมีความสุขอย่างเดียว ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับน้องเขา น้องเขาจะเขี่ยทิ้ง จะปัดออกไปเมื่อไหร่ ก็แล้วแต่เขา”

ทับทิม : “ล็อกไว้แล้ว (กอดแขนไทด์)

เผยคุณแม่ทับทิม บางวันก็ไฟเขียว บางวันก็ไฟแดง ขึ้นอยู่กับการกระทำ
ไทด์ : “โอ้โห เขียวแล้วก็เหลือง แล้วก็แดง พอแดงเสร็จแล้วก็เขียว แล้วก็เหลือง แล้วก็แดง ก็แล้วแต่เขา บางทีผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจอะไร เขาก็เหมือนกับตัดออก ก็ลูกสาวเขายังสาวยังสวยใช่ไหม เราก็เข้าใจแหละ เราก็พยายามแหละ ก็ทำให้เขาเห็น พอเขาพูดอะไรขึ้นมา เราต้องทำให้เขาเห็น ว่าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาพูดนะ เราไม่เป็นอย่างที่เขาพูด เราก็ต้องพิสูจน์ตัวของเราเอง จนกระทั่งเขาบอกไฟเขียว แต่ช่วงนี้ไฟแดงบ่อยมาก”

ทับทิม : “คิดว่าคุณแม่ก็ดูอยู่ห่างๆ หลายคนจะคิดว่าเราไม่มีเวลาส่วนตัวกัน แต่จริงๆ แล้วที่บ้านทับทิมคือทุกคนเข้าใจ แล้วก็ให้พื้นที่ส่วนตัว ทั้งของทับทิมกับพี่ไทด์ มันก็เลยโอเค”

เติมหวานกันแบบง่ายๆ แค่ไปกินข้าวด้วยกันก็โอเคแล้ว
ทับทิม : “แค่ไปทานข้าวด้วยกัน ก็โอเคแล้วค่ะ”

ไทด์ : “ดูหนังสักรอบเนี่ย ไม่เคยดูด้วยกันเลย ได้ดูด้วยกัน แต่ก็มีบริวาร ไปทีหนึ่งต้องประมาณสัก 5-6 คน”

ทับทิม : “ไม่ เพราะว่าจริงๆ ด้วยเนเจอร์ของเราทั้งสองคน มันเป็นไลฟ์สไตล์แบบนี้ คือไม่ใช่แค่ฝ่ายทับทิมจะมีแค่ครอบครัวนะ อย่างของพี่ไทด์ก็จะชวนคนสนิทไปด้วยกัน คือเราจะเป็นอยู่เป็นกรุ๊ปใหญ่แบบนี้มากกว่าค่ะ”

ไทด์ : “มีความสุขครับ”

ยอมรับเสียงในหัวอยากมีโมเมนต์สองคน แต่อยู่แบบนี้มีความสุขดีแล้ว
ไทด์ : “คือต้องพูดเลยนะครับว่า ณ เวลานี้ อยู่อย่างนี้โอเค เราก็มีความสุข มีคุณพ่อ มีคุณแม่ มีพี่ชายของน้อง เวลาเราไปไหน เที่ยวไหนต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถามว่า เฮ้ย ทำไมเราเป็นผู้ชายคนเดียว มาจากต่างบ้านต่างเมือง มาอยู่กับครอบครัวเขา แต่ความสุขที่ได้รับคือเขาดูแลเรา ทั้งคุณแม่ คุณพ่อ ทั้งครอบครัวเขาดูแลเรา เราก็โอเค เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องการโมเมนต์แบบเราต้องไปกันสองคน คุณแม่ไม่ต้องไปนะ อันนั้นมันอยู่เป็นเสียงในหัวเฉยๆ (หัวเราะ) เสียงในหัวแต่ทำไม่ได้”

คุยกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่วันแรก ว่าขอดูแล “ทับทิม”
ไทด์ : “ตั้งแต่วันแรกเลย ไปคุยกับแม่เขาเลย เรียกพ่อเรียกแม่ลงมานั่งกันเลย คุยกันเลย ตอนแรกแม่อยู่ข้างบน แม่ก็ไม่ลงมา ผมบอกว่าผมมีเรื่องจะคุยด้วย แล้วให้น้องทับทิมไปเรียก คุณแม่ก็จะไม่ลงมา ผมก็บอกว่าถ้าไม่ลงมา ผมจะขึ้นไปนะ คุณแม่ก็เลยลงมา ก็บอกว่าคุณแม่ ผมขอดูแลน้อง ตอนนี้เขาก็คอยดูพฤติกรรมเรา เขาบอกว่าเราอายุเยอะกว่า ห่างกันเยอะมาก บางทีความคิดความอ่านมันก็ไม่ตรงกัน อารมณ์มันก็คนละอารมณ์กันบางครั้งอ่ะนะ เราก็ต้องยอมรับว่าเรามัน 65 แล้ว มันก็จะมีวัยทอง วัยที่หงุดหงิด การเป็นผู้ใหญ่มันผ่านไปแล้ว ทีนี้มันจะเริ่มงอแง ว่าเฮ้ยเราอายุมากกว่านะ ทำไมจะต้องมาอะไรประมาณนี้ แล้วแม่เขาอายุเยอะเท่ากับเรา เขาก็พยายามเตือนลูกเขา เออๆ น่ะ ยอมๆ เถอะ

อายุห่างไม่ใช่อุปสรรค
ทับทิม : “สำหรับทับทิม ทับทิมคิดว่าไม่นะคะ เราเข้าใจมากกว่าค่ะ อย่างทับทิมก็อยู่กับคุณแม่ เรารู้แล้วว่าโอเค วัยนี้เป็นแบบไหน เราพร้อมรับมือ เราเข้าใจ อยู่ด้วยความเข้าใจกันมากกว่าค่ะ มีตัวอย่าง มันแตกต่างแค่ตัวเลขมากกว่า แต่อย่างอื่นเรารู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันมากค่ะ

ไม่กดดันคนเชียร์อยากให้แต่งงานได้แล้ว
ไทด์ : “ไม่ๆ ไม่กดดันครับ เรามีคำตอบให้เขา แล้วเขาฟังแล้วเขาก็ยิ้ม”