xs
xsm
sm
md
lg

Supergirl ไซไฟคาวบอยอวกาศสุดพังก์ร็อก พลิกโฉมจักรวาล DC

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



ลืมภาพจำของ “ซูเปอร์เกิร์ล” สาวน้อยสดใสโลกสวยในชุดกระโปรงสีแดงที่คอยบินตามรอยลูกพี่ลูกน้องอย่างซูเปอร์แมนไปได้เลย เพราะการมาถึงของภาพยนตร์ “Supergirl: Woman of Tomorrow” จะเป็นการล้างไพ่และพาเราไปสำรวจมุมมืดที่สุดของจักรวาล DC Universe สานต่อวิสัยทัศน์ประวัติศาสตร์ภายใต้การกุมบังเหียนของ “เจมส์ กันน์” (James Gunn) และ “ปีเตอร์ ซาฟราน” (Peter Safran)

นี่ไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่ตามสูตรสำเร็จทั่วไป แต่เป็นผลงานที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมหากาพย์ไซไฟตะลุยอวกาศและกลิ่นอายหนังคาวบอยตะวันตกสไตล์ True Grit ที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน กร้านโลก และพังก์ร็อกสุดขั้ว

ความน่าสนใจที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากผลงานเรื่องอื่นๆ ในเฟส “Chapter One: Gods and Monsters” คือความกล้าหาญในการหยิบเอาวัตถุดิบชั้นยอดอย่างคอมิกส์มินิซีรีส์ระดับรางวัลของ “ทอม คิง” (Tom King) และ “บิลควิส อีฟลีย์” (Bilquis Evely) มาดัดแปลง โดยได้ “เครก กิลเลสปี้” (Craig Gillespie) ผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือการสร้างคาแรกเตอร์หญิงขบถสุดจัดจ้านไว้ในภาพยนตร์อย่าง Cruella และ I, Tonya มารับหน้าที่กุมบังเหียน ซึ่งถือเป็นการจับคู่ที่ลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ เพราะสิ่งที่กิลเลสปี้ถนัดที่สุดคือการเล่าเรื่องของตัวละครที่แตกสลาย เต็มไปด้วยรอยแผลทับซ้อน และนั่นคือคำนิยามที่ตรงเป๊ะที่สุดสำหรับ คาร่า ซอร์-เอล (Kara Zor-El)


ในเวอร์ชันนี้ หนังจะพาเราไปสัมผัสความจริงที่แสนเจ็บปวดว่า ในขณะที่ “คลาร์ก เคนต์” หรือ “ซูเปอร์แมน” ถูกส่งมายังโลกตั้งแต่ยังเป็นทารกและเติบโตมาในฟาร์มที่แสนอบอุ่นในรัฐแคนซัส คาร่ากลับต้องใช้ชีวิตช่วงวัยเยาว์อยู่บนเศษซากของดาวคริปตันที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ เธอต้องทนมองคนที่เธอรักตายจากไปทีละคนด้วยความอดอยากและสิ้นหวังนานถึง 14 ปีเต็ม ก่อนที่จะถูกส่งเดินทางมาถึงโลก ประสบการณ์อันเลวร้ายนี้ได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนเย็นชา มองโลกตามความเป็นจริงอันโหดร้าย และกลายเป็นแอนตี้ฮีโร่ตัวแม่ที่ไม่ได้แสวงหาความยุติธรรมอันสูงส่ง แต่พร้อมจะพุ่งชนกับทุกคนที่ขวางหน้า

ทิศทางของเนื้อเรื่องก็น่าตื่นเต้นและสดใหม่ไม่แพ้กัน เพราะนี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ตัวเอกต้องคอยบินปกป้องมหานครจากเอเลี่ยนผู้รุกราน แต่เป็นภาพยนตร์แนว “โร้ดทริปอวกาศ” ที่มีแก่นกลางอยู่ที่การล้างแค้นและการไถ่บาป เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคาร่าที่กำลังเตร็ดเตร่เมามายฉลองวันเกิดวัย 23 ปีไปทั่วกาแล็กซีพร้อมกับ “คริปโต” น้องหมาซูเปอร์พาวเวอร์คู่ใจ ได้บังเอิญพบกับ “รูธเย” (Ruthye) เด็กสาวชาวต่างดาวที่รับบทโดย “อีฟ ริดลีย์” (Eve Ridley) ผู้ซึ่งกำลังตามล่า “เครม แห่งเยลโลว์ฮิลส์” (Krem of the Yellow Hills) โจรสลัดอวกาศสุดโฉดจอมซาดิสต์ที่รับบทโดย “แมทเธียส โชนาร์ตส์” (Matthias Schoenaerts) เพื่อแก้แค้นให้กับพ่อของเธอที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม



เมื่อสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเกี่ยวพันกัน คาร่าที่เกลียดความวุ่นวายจึงต้องจำใจร่วมเดินทางผจญภัยข้ามจักรวาลไปกับเด็กสาวเพื่อล่าหัววายร้ายตัวฉกาจ การเดินทางของทั้งสองคนถูกสื่อมวลชนและนักวิจารณ์เปรียบเปรยเหมือนภาพยนตร์ตะวันตกคลาสสิก ที่ตัวละครต่างวัยสองคนต้องมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนบาดแผลในใจ และเติบโตไปด้วยกันท่ามกลางฉากหลังที่เป็นจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ไร้กฎเกณฑ์ และอันตรายในทุกย่างก้าว

ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์ Supergirl: Woman of Tomorrow ไม่ได้เป็นเพียงแค่จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สตูดิโอใช้เพื่อขยายขอบเขตของ DC Universe ให้กว้างไกลออกไปสู่ความเวิ้งว้างของอวกาศเท่านั้น แต่มันคือผลงานศิลปะเชิงพาณิชย์ที่กล้าจะตั้งคำถามถึงนิยามของการเป็นฮีโร่ ผ่านมุมมองและสายตาของผู้หญิงที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ยังจำความได้ การพาผู้ชมออกเดินทางข้ามระบบสุริยะไปสำรวจดวงดาวแปลกประหลาด เอเลี่ยนหลากเผ่าพันธุ์ และเพลิดเพลินไปกับฉากแอ็กชันสไตล์คาวบอยอวกาศ ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอกอันวิจิตรตระการตาที่ห่อหุ้มแก่นแท้ของเรื่องราว ซึ่งว่าด้วยการเยียวยาบาดแผลในจิตใจ การเรียนรู้ที่จะยอมรับอดีต และการก้าวข้ามความแค้น

หนังเรื่องนี้จึงมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ และอาจจารึกชื่อในฐานะหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ลุ่มลึกที่สุด สะเทือนอารมณ์ที่สุด และมีสไตล์ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี