กระแสบนโลกออนไลน์กำลังลุกเป็นไฟให้กับ “ทนายปีศาจ” ซีรีส์แนว Courtroom (ว่าความในศาล) ฝีมือการกำกับของ “ไก่ ณฐพล บุญประกอบ” (จากผลงาน สงครามส่งด่วน และ เอหิปัสสิโก) ที่หยิบเอาการฟาดฟันด้วยข้อกฎหมายมาตีแผ่ได้อย่างดุเดือด
เรื่องราวของ “เมฆ” (ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายตงฉินที่ตกเป็นแพะรับบาป และ “จิตตรี” (รฐา โพธิ์งาม) ทนายสายดาร์กผู้เชี่ยวชาญการใช้ช่องโหว่กฎหมาย อาจดูเหมือนเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิง แต่สำหรับสังคมไทย คดีเหล่านั้นมันคือเรื่องจริงที่มีคนต้องสังเวยด้วยชีวิต แต่นำมาเสนอให้ดูเวอร์ๆ ตามสไตล์ไทยๆ ที่มีครบทุกรสชาติ
การที่ซีรีส์เรื่องนี้พุ่งทะยานขึ้นไปถึง อันดับ 5 ของโลกบน Netflix ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับวงการคอนเทนต์ไทย แม้ว่าคดีต่างๆ ในเรื่องจะอ้างอิงจากเรื่องจริงในสังคมไทย แต่ “แก่นเรื่อง” ของซีรีส์ คือสิ่งที่คนทั้งโลกเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างคนตัวเล็กกับผู้มีอิทธิพล การคอร์รัปชันในกระบวนการยุติธรรม การเอาตัวรอดจากการตกเป็นแพะ ประเด็นเหล่านี้เป็นสากล ทำให้คนดูต่างชาติรู้สึกอินและร่วมลุ้นไปกับตัวละครได้ไม่ยาก
ทนายปีศาจ มีความกล้าหาญในการตีแผ่ระบบยุติธรรมและช่องโหว่ทางกฎหมายของไทย ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ของละครไทย หยิบยกความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจมืด และปัญหาสังคม ตัวละครใช้ “กลวิธีแบบปีศาจ” งัดช่องโหว่กฎหมายมาสู้กับอำนาจรัฐ
แม้คดีต่างๆ จะมีกลิ่นอายและองค์ประกอบที่เป็นไทยอย่างชัดเจน แต่ประเด็นแก่นแท้เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม น้ำหนักคำพูดระหว่างคนรวย และคนจน คนธรรมดาหรือคนมีหน้ามีตาในสังคม ที่ไม่เท่ากันในชั้นศาล ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึง ความลึกของตัวละครมีความเฉียบคมเทียบชั้นซีรีส์แนวกฎหมายระดับโลกอย่างเกาหลีและอเมริกา แม้จะเป็นไทยสไตล์ก็ตาม รวมทั้งการเลือกตัวละครที่ฉีกกรอบพิมพ์นิยม เลือกนักแสดงที่ดูเหมือนคนในชีวิตจริง ส่งผลให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จไปด้วย
การที่ทนาย ผู้เสียหาย ชาวบ้าน แม้แต่ผู้มีอำนาจ ดูเหมือนคนเดินดินกินข้าวแกงทั่วไป มีริ้วรอย มีความเหนื่อยล้า ไม่ได้แต่งหน้าจัดเต็มตลอดเวลา กลายเป็นกลยุทธ์การเล่าเรื่องที่ทรงพลัง
สไตล์การกำกับของ ไก่ ณฐพล ที่มีความสมจริง ทัศนียภาพ และมูดแอนด์โทน ที่มีความเป็นภาพยนตร์สูง ผนวกกับทาง Netflix ที่เน้นการตัดต่อและการเล่าเรื่องที่กระชับ ฉับไว ทิ้งปมให้ชวนลงแดงในทุกตอน มันตอบโจทย์พฤติกรรมการดูซีรีส์ของคนยุคนี้ที่ชอบความลุ้นระทึกและน่าติดตามจนต้องดูรวดเดียวจบ
เชียร์คนเทาๆ ให้ชนะระบบที่บิดเบี้ยว
ยุคนี้คนดูทั่วโลกเบื่อตัวละครประเภทดีสุดโต่งหรือร้ายมิติเดียว แต่การที่ซีรีส์ชูตัวละครอย่าง “จิตตรี” ทนายสายดาร์กที่ใช้ช่องโหว่กฎหมาย และ “เมฆ” ทนายตงฉินที่ต้องยอมลดตัวลงมาเล่นเกมสกปรกเพื่อเอาตัวรอด มันเข้าตำราตัวละครแนว Anti-Hero ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของซีรีส์ระดับโลกในช่วงหลัง ที่คนดูชอบเชียร์คนเทาๆ ให้ชนะระบบที่เบี้ยวมากกว่า
ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับกระแสวิจารณ์เชิงบวกตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ฉายในไทย ทำให้เกิดกระแสบอกต่อบนโลกออนไลน์ เมื่อยอดวิวกระฉูดในประเทศ อัลกอริทึมของ Netflix จะเริ่มดันคอนเทนต์นี้ไปโผล่ในหน้าแรกของผู้ชมในประเทศอื่นๆ ทันที ประกอบกับการทำซับไตเติ้ลและพากย์เสียงหลายภาษาที่มีคุณภาพ ยิ่งช่วยเปิดประตูให้คนดูทั่วโลกกดเข้ามาดูได้ง่ายขึ้น
ความสำเร็จระดับโลกครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความจริงที่ดาร์กและเข้มข้นของสังคมไทย” เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งด้วยโปรดักชันที่ได้มาตรฐานสากลและการเล่าเรื่องที่คมคาย มันมีพลังมากพอที่จะสะกดคนดูทั่วโลกได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย
“ไทยก็ทำซีรีส์ดีๆ ได้ ถ้ามีเวลาและมีเงิน”
เป็นประโยคที่จริงแท้แน่นอน ขณะเดียวกันก็เป็น “การเปิดแผล” ของคนทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน
“มีเงิน” ไม่ใช่แค่ค่าตัวนักแสดง แต่คือค่า “บท” และ “โปรดักชัน” ในระบบการทำละครไทยแบบดั้งเดิม งบประมาณส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับค่าตัวดาราระดับแม่เหล็ก เพื่อดึงเรตติ้ง ทำให้งบในส่วนของ “ทีมเขียนบท” และ “งานโปรดักชัน” ถูกบีบจนผอมแห้ง แต่ซีรีส์ยุคใหม่ที่ได้ทุนจากสตรีมมิงระดับโลก อย่าง Netflix แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีเงินทุนที่หนาพอ ผู้จัดก็สามารถลงทุนกับเทคโนโลยีกล้อง, การจัดแสง, งานเสียง, และซีจีระดับภาพยนตร์ได้
ที่สำคัญคือสามารถจ้าง ทีมเขียนบท ในราคาที่คุ้มค่าเหนื่อย มีการตั้ง Writer’s Room เพื่อเบรนสตรอมและรีเสิร์จข้อมูลเชิงลึก (เช่น ข้อกฎหมาย คดีความ) ได้อย่างละเอียด ไม่ต้องนั่งเทียนเขียนเหมือนแต่ก่อน
อดีตของละครไทยคือความเร่งรีบ บางเรื่องถ่ายไปออนแอร์ไป นักแสดงและทีมงานต้องอดนอน บทละครส่งกันหน้าเซ็ต งานที่ออกมาจึงเน้นความง่ายและสูตรสำเร็จเพื่อประหยัดเวลา แต่การทำซีรีส์ระดับสากลต้องการ “เวลาในการบ่มเพาะ” การพัฒนาบทบางเรื่องใช้เวลาเป็นปีๆ การแคสติ้งนักแสดงที่เข้ากับบทจริง การทำ Workshop เพื่อให้ผู้กำกับและนักแสดงเข้าใจตัวละครอย่างทะลุปรุโปร่ง เวลาในการตัดต่อ และส่วนประกอบอื่นๆ ไม่มีทางทำได้เลยถ้าทำภายใต้กรอบเวลาที่จำกัดของฟรีทีวีแบบเดิม
แต่เงินและเวลา ก็ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่จะทำให้ซีรีส์บินไปได้ไกล คือ “เสรีภาพในการเล่าเรื่อง” ต่อให้มีเงินเป็นร้อยล้าน มีเวลาทำห้าปี แต่ถ้าผู้สร้างยังคงติดล็อกกับ กรอบการเซ็นเซอร์ หรือทัศนคติแบบเก่าที่ห้ามแตะต้องประเด็นอ่อนไหว ห้ามพาดพิงหน่วยงานรัฐ ห้ามเล่าเรื่องอาชีพในแง่ลบ (อย่างเช่นอาชีพหมอ) ซีรีส์แนวสะท้อนสังคมดาร์กๆ แบบ “ทนายปีศาจ” ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า “ศักยภาพของคนทำสื่อไทยไม่เคยแพ้ใครในโลก” เรามีผู้กำกับเก่งๆ มีนักแสดงยอดฝีมือ มีทีมงานเบื้องหลังที่พร้อมลุยขาดใจ ขาดก็แต่โอกาส เม็ดเงิน เวลา และพื้นที่เปิดกว้างทางความคิด ซึ่งแพลตฟอร์มระดับโลกเข้ามาเติมเต็มสิ่งเหล่านั้น
แม้มีเสียงบ่นว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้คนไม่ดูทีวีอีกต่อไป ยอดผู้ชมย้ายไปอยู่บนออนไลน์ เม็ดเงินโฆษณาซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของช่องทีวีดิจิทัลก็หดตัวลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้จัดละครค่ายต่างๆ ได้รับอนุมัติทุนสร้างน้อยลง ช่องต้องเซฟตัวเองด้วยการรีรันละครเก่า หรือปรับเวลาไปทำรายการข่าวและขายของแทน
แต่สตรีมมิงก็เปรียบเหมือนแพชูชีพในวันที่อุตสาหกรรมเดิมกำลังจมน้ำ แพลตฟอร์มอย่าง Netflix ไม่ใช่ผู้ทำลาย แต่เป็น “ผู้ให้ชีวิตใหม่” ในช่วงขาลงของละครโทรทัศน์ ในช่วงที่ช่องทีวีลดการผลิตละครลงอย่างฮวบฮาบ คนทำงานฟรีแลนซ์เบื้องหลังจำนวนมากต้องเผชิญภาวะตกงาน แต่การเข้ามาลงทุนของสตรีมมิงระดับโลกที่หันมาผลิต Original Content ของตัวเอง ช่วยดึงเม็ดเงินมหาศาลมาจ้างงานทีมโปรดักชันไทย ทำให้พวกเขายังคงมีรายได้เลี้ยงชีพต่อไปได้
ระบบละครทีวีเดิมมักผูกขาดอยู่กับดารากลุ่มเดิมๆ หรือค่ายเดิมๆ แต่สตรีมมิงเปิดโอกาสให้นักแสดงอิสระ ดารารุ่นใหม่ หรือนักแสดงรุ่นเก๋าที่ฝีมือดีแต่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักได้มีพื้นที่โชว์ฝีมือในบทบาทที่ท้าทายขึ้น
ได้ทำในสิ่งที่ “ทีวีทำไม่ได้”
แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ตอกย้ำให้เห็นว่าคนทีวีเอง ไม่ได้อยากทำแค่ละครน้ำเน่า คนทำงานหลายคนอึดอัดกับกรอบเซ็นเซอร์และเรตติ้งของทีวีมานาน ตอนนี้สตรีมมิงมอบเสรีภาพในการเล่าเรื่องที่ลึก ดาร์ก และสมจริง ซึ่งนี่คือ “ความสุขสูงสุด” ในวิชาชีพของคนทำสื่อ
รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คนดูต้องการคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ไม่มีโฆษณาคั่น และดูเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น ทีวีดั้งเดิมจึงต้องปรับตัวไปทำหน้าที่อื่น ขณะที่สตรีมมิงก็ทำหน้าที่เสิร์ฟความพรีเมียมและยกระดับฝีมือคนไทยสู่สากล
คนบางส่วนอาจมองว่าสตรีมมิ่ง ทำให้ทีวีตาย แต่คนที่ได้ทำงานกับสตรีมมิ่งล้วนขอบคุณ เพราะทำให้ได้งาน ที่ไม่ผูกติดกับข้อจำกัดบางอย่างเกินไป ไม่มีข้อจำกัดจาก กสทช.มาครอบ แตะเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้
ก็ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า หรือจริงๆ แล้ว กสทช. ต่างหากที่ต้องปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ใช่หรือไม่?


