“ฟารีดา” มั่นใจ 100% เด็กในท้องคือลูกของ “ติณติณ” รับสภาพจิตใจแย่หลังออกโหนกระแส สุดกลั้นกลัวสังคมมาลงที่ลูก ไม่เข้าใจตนหยุดแล้ว แต่คนยังขุดไม่เลิก ยันไม่ให้ฝ่ายชายเอาลูกไปเลี้ยง ไม่อยากได้สถานะอะไร แค่ให้เป็นพ่อของลูก ยกมือไหว้ขอโอกาสทำงาน ด้าน “ทนายพัฒน์” เผยติณติณมีสิทธิ์ฟ้องกลับ ถ้าผลออกมาไม่ใช่พ่อเด็ก
เดินทางมาตรวจพิสูจน์ DNA กันเรียบร้อยแล้ว สำหรับสาว “ฟารีดา เอลิซ่าเบธ ที” กับนักร้องหนุ่ม “ติณติณ New Country” หรือ “ติณติณ จรัสรวี เทียมรัตน์” หลังออกมาแฉฝ่ายชาย ปมท้องไม่รับจนเป็นมหากาพย์ดรามา โดยงานนี้ฟารีดาได้เปิดใจกับสื่อ พร้อมกับ “ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์” ที่มาเป็นพยานในการตรวจ DNA ณ คลินิกบางกอก ไซโตเจเนติกซ์ เซ็นเตอร์ เทคนิคการแพทย์ เผยว่าวันนี้พร้อมมาก และไม่กังวล เพราะมั่นใจว่าติณติณ คือพ่อของลูก
“มีความพร้อมมากๆ เลยค่ะวันนี้ ไม่กังวลค่ะ มั่นใจมากค่ะ (ถือว่าเป็นการเจอกันครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง?) ยังไม่ได้เจอกันเลยค่ะ หนูตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ได้เจอใครค่ะ”
สภาพจิตใจแย่มาก หลังออกโหนกระแส เลือกฟังแต่คอมเมนต์ที่ดี ไม่อยากเครียดเยอะ
“พูดตรงๆ ว่าสภาพจิตใจแย่มากค่ะ เหมือนหลายๆ อย่างมันทำให้หนักใจด้วย แต่หนูไม่ได้เข้าโซเชียลเลยค่ะ ไม่เห็นข่าว ไม่เห็นอะไรเลย หนูเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง แล้วก็โฟกัสกับน้องในท้องมากกว่าค่ะ ไม่ได้ย้อนกลับไปดูรายการเลยค่ะ หนูพูดความจริงทุกอย่าง แล้วแต่คนจะเชื่อไม่เชื่อ อันนี้ก็แล้วแต่ค่ะ แต่ถามว่าไม่มีคนเชื่อ มันมีคนเชื่อ หนูก็ฟังในคอมเมนต์ที่ดี กับคอมเมนต์คนเชื่อดีกว่า ไม่อยากเอาอะไรท็อกซิกเข้าตัวเอง เพราะตอนนี้หนูก็ไม่อยากเครียดเยอะ”
ไปออกรายการรอบ 2 เพราะอยากเคลียร์ให้จบ
“ตอนนั้นหนูกล้าที่จะพูดความจริงไงด้วย ก็เลยตัดสินใจไปออกอีกรอบหนึ่ง ให้มันเคลียร์จบไปเลยในเทปนั้น พี่หนุ่ม (กรรชัย กำเนิดพลอย) แนะนำว่าให้พูดความจริงออกมาเลย ซึ่งตอนนั้นหนูยอมรับตรงๆ ว่าเครียด เพราะหนูไม่อยากพูดหรือเอ่ยถึงบุคคลอื่นแล้ว อยากให้มันจบ ไม่อยากให้มันสาวต่อ เพราะหนูเองก็อยากใช้ชีวิตปกติแล้วค่ะ ตอนนี้หนูก็คิดได้แล้วค่ะ ก็เลยเหมือนมองโลกเปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ”
อุบตอบเรื่องคนออกมาแฉ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อ้างว่าท้อง
“ถ้าประเด็นนี้ขอไม่พูดถึงดีกว่าค่ะ อยากให้มันจบเลยค่ะ (แต่รู้จักคนที่ออกมาใช่ไหม?) รู้จัก จริงๆ เคยไปทำงานด้วยกัน แต่ว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้แล้วจริงๆ ค่ะ เพราะตอนนี้หนูอยากโฟกัสแค่ DNA กับตัวน้องอย่างเดียวค่ะ”
มั่นใจ 100 % ว่า “ติณติณ” คือพ่อของเด็กในท้อง
“หนูมั่นใจค่ะ มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ว่ามันเป็นอย่างที่หนูคิดค่ะ ก็พี่เขาเป็นพ่อเด็ก (ถ้าผลไม่ได้เป็นแบบนั้น เตรียมรับมือยังไงบ้าง?) เรื่องกระแสสังคมอย่างเดียวเลยค่ะ แต่ว่าหนูมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
ไม่มีอะไรจะพูดถึง “ติณติณ” แล้ว
“ไม่มีอะไรจะพูดถึงเขาแล้วค่ะ”
ยืนยันที่ตรวจครรภ์และภาพอัลตราซาวด์เป็นของจริง เพราะตรวจเองกับมือ
“ตรวจเองกับมือค่ะ (แต่ภาพที่บอกว่าเอามาจากคุณพ่อ พ.ศ. มันไม่ตรงกัน?) พ่อหนูเขาเป็นคนถ่ายเองกับมือเลยค่ะ ที่โรงพยาบาล ตัวฟาก็ยังมั่นใจค่ะ ไม่ได้มีการตัดต่อ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นเลยค่ะ”
กลับมาเปิดอินสตาแกรมแล้ว แต่ยังไม่ 100 %
“ก็มีเปิดไอจีบ้าง แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
แจงเข้าโรงพยาบาลเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ที่พิมพ์ว่าน้ำคร่ำแตกตอนแรก เพราะเป็นคำวินิจฉัยจากเจ้าหน้าที่ในรถแอมบูแลนซ์
“อันนี้ขอชี้แจงก่อน บางคนเข้าใจผิดว่าน้ำคร่ำแตก เพราะว่ามันเป็นคำวินิจฉัยของพี่ในแอมบูแลนซ์ พอไปตรวจดูจริงๆ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มันเลยมีการกระทบกระเทือนถึงน้อง ทำให้ปวดท้องแล้วก็เกร็งค่ะ”
ยันตอนนี้เด็กในท้องแข็งแรงดี
“แข็งแรงค่ะ ก็บอกเขาว่าจะเป็นแม่ที่ดีที่สุดให้เขา กลัวว่าเขาออกมาแล้วจะโดนเหมือนหนู (เสียงสั่น) หนูจะปกป้องเขาให้ดีที่สุดค่ะ”
รู้เพศแล้วได้ลูกสาว สุดกลั้นน้ำตา กังวลกลัวสังคมจะมาลงกับลูก
“ลูกสาวค่ะ ไม่อยากให้เขามาเจออะไรเหมือนหนู ความกังวลของหนูเลย (เสียงสั่น) คือหนูกลัวว่าวันที่เขาคลอดออกมา หนูกลัวสังคมจะมาลงกับลูก เพราะว่าหนูไม่อยากให้ทุกคนมาด่าเด็ก เพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย (น้ำตาไหล) อยากให้มันจบแค่ตรงนี้จริงๆ เพราะหนูเองก็อยากกลับไปทำงาน อยากกลับไปใช้ชีวิต ซึ่งหนูขอโอกาสสังคมไปหลายรอบมากๆ เรื่องการที่หนูอยากจะกลับไปทำงาน แต่มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมันมีคนคอยโจมตีอยู่ตลอดเวลา
ทุกวันนี้หนูหยุดแล้ว หนูไม่เข้าใจคนพวกนั้นว่าทำไมถึงยังกลับมาขุดอีก ทำไมถึงกลับมาโจมตีทำร้าย ซึ่งบางคนเป็นคนที่หนูไว้ใจที่สุด แต่เขาเลือกที่จะกลับมาทำแบบนี้กับหนูด้วยซ้ำ หนูอยากจะขอโอกาสสังคมอีกครั้งหนึ่งจริงๆ ว่าขอโอกาสให้หนูได้กลับไปทำงานได้ไหม คือตอนนี้หนูพูดตรงๆ ว่าหนูก็อยากกลับไปทำงาน เพราะหนูกลัวไม่มีเงินถึงคลอด คือมีงานติดต่อเข้ามา แต่หนูไม่กล้ารับ เพราะด้วยกระแสดรามาเนี่ย หนูเป็นผลกระทบต่อแบรนด์เขาด้วยค่ะ”
ได้บทเรียนไม่ควรไว้ใจคนรอบข้างบางคน
“ไม่ควรไว้ใจคนรอบตัวบางคนค่ะ”
มีความคิดจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ
“ยังมีอยู่เล็กน้อย เพราะว่าถ้าสมมติกระแสสังคมมันยังไม่นิ่งพอ หนูอาจจะต้องหาฮีลใจตัวเองด้วยวิธีนี้แหละค่ะ (วันนี้สูญเสียอะไรไปแล้วบ้าง?) เสียใจ สุขภาพจิตใจอันดับแรก ยังไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์เรื่องสุขภาพจิตใจเลยค่ะ เพราะพูดตรงๆ ว่าหนูยังไม่พร้อมเล่าให้แพทย์ฟังด้วยซ้ำ แล้วก็เสียคนรอบข้างไปหลายคน เพราะมันทำให้เรารู้ว่าบางคนเขาไม่ได้อยู่ข้างเราจริงๆ อย่างเช่นที่มีประเด็น”
ยังไม่ถึงกับตัวคนเดียว มีเพื่อนซัปพอร์ตอยู่ข้างๆ
“มีเพื่อนซัปพอร์ต เพื่อนที่อยู่ข้างๆ จริงๆ กับทีมของหนู”
ยืนยันไม่ให้ฝั่ง “ติณติณ” เอาลูกไปเลี้ยง
“หนูก็ยังยืนยันว่าไม่ให้ค่ะ (วันนี้จะมีข้อสรุปไหม?) อันนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะหนูยังไม่ได้เจอเขาเลย ถ้าเจอเขา ก็คงคุยเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักมากกว่า (คิดว่าเขาจะคุยกับเราไหม?) ก็น่าจะไม่ค่ะ หนูคิด”
ย้ำไม่อยากมีสถานะอะไร ให้เป็นแค่พ่อของลูกสาว
“แค่นั้นค่ะ ไม่ได้อยากมีสถานะอะไรแล้ว มีปรึกษาไว้บ้างแล้วค่ะ”
“ทนายพัฒน์” เผยต้องรอผล 14 วัน วันนี้มาเป็นตัวกลาง ไม่ใช่ทนายของ “ฟารีดา”
“คือเบื้องต้นก็สอบถามคุณหมอ คุณหมอก็แจ้งว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน แล้วก็ต้องมีการส่งตัวอย่างไปที่ฮ่องกง แล้วก็ค่อยยืนยันผลกลับมาถึงจะทราบ ผมไม่ได้เป็นทนายให้น้องครับ เพียงแต่ว่าน้องเขาติดต่อเข้ามา ว่าอยากให้มาเป็นสักขีพยาน แล้วก็มาเป็นคนกลาง เคสนี้เท่าที่มอง ความรู้สึกส่วนตัวก็คือมองว่าเป็นปัญหาของวัยรุ่นทั่วไป เราก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เท่าที่ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการกระทำ ทีมงานก็มี 2 ทางเลือก ทางเลือกแรกในเรื่องของตอนตั้งครรภ์ ก็อาจจะสามารถเรียกค่าใช้จ่ายได้ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายหลังจากที่คลอดมา แค่นั้น ในส่วนของค่าเลี้ยงดูของตัวเด็ก”
ถ้าผล DNA ไม่ตรงกัน “ติณติณ” มีสิทธิ์ฟ้องกลับได้
“ตามหลักกฎหมาย ถ้าเขาเสียหาย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องได้ ก็ต้องให้สิทธิ์ฝ่ายชาย เราไม่ก้าวล่วงสิทธิ์เขา ถามว่าระหว่างตั้งครรภ์จนถึงคลอด ต้องมีการเรียกร้องให้ฝ่ายชายมาดูแลไหม ก็ต้องรอดูผลตรวจก่อน ถ้า DNA ตรงกันกับพ่อ ก็อาจจะต้องมีการพูดคุยกัน ทางออกคือแนะนำให้มีการพูดคุยกัน เพราะเท่าที่ฟังของน้องฟาพูดมา ในช่วงนี้ก็มีเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่ตัวน้องอาจจะยังซัปพอร์ตไม่ดีนัก อาจจะอยากให้ทั้งคู่คุยกัน แต่ว่าต้องรอผลตรวจก่อน ถามว่าหลังจากนี้จะเป็นที่ปรึกษาให้กับน้องเลยไหม อันนั้นไม่ทราบครับ เป็นเรื่องของอนาคต ก็ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย”
ยอมรับผลของการกระทำ ถ้าโดนฟ้องกลับ
“ก็ต้องยอมรับตามผลค่ะ แต่ยังไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ยังไม่ได้หมายศาล ยังไม่มีอะไรค่ะ หนูพูดไปหมดในโหนกระแสแล้วค่ะ แต่คนจะเชื่อไม่เชื่อ หนูไม่อยากพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วจริงๆ ค่ะ”
รู้ไม่สามารถพูดให้ทุกคนมาชอบได้ แต่อยากให้มีสติกันมากกว่านี้
“หนูไม่สามารถพูดให้คนมาชอบหนูทุกคนได้ แต่ว่าอยากให้เขามีสติกันมากกว่านี้ เขาอาจจะอคติกับหนูในบางเรื่อง แต่ว่าอยากให้ลองมองอีกมุมว่า ถ้าคนที่ทักมาด่าอยู่ส่วนมากเป็นผู้หญิง ถ้าลองเจอแบบหนูบ้าง จะรู้สึกยังไง หนูอยากให้เขาคิดในแง่นี้มากกว่า”
แจงเรื่องผู้จัดการถอนตัว เพราะมีปัญหาส่วนตัว
“ด้วยปัญหาส่วนตัวของเขามากด้วยค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกันค่ะ เป็นเรื่องปัญหาส่วนตัว เขาเคลียร์กันเรียบร้อยค่ะ ไม่ได้มีปัญหากัน ตอนนี้ก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน”
โอดอยากให้เรื่องจบ หลังมีคนออกมาแฉเพิ่มเรื่อยๆ
“หนูคิดว่าอยากให้จบจริงๆ คือหนูไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว อยากโฟกัสเรื่องอยากกลับไปทำงาน”
ยังไม่ได้คุยกับ “รถเมล์” ผู้หญิงที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นซาแซงของ “โฟล์ค ไมค์ทองคำ” และส่งแชตว่าท้องกับโฟล์คไปให้
“ไม่ได้พูดคุยค่ะ แต่ว่าอันนี้พูดให้เคลียร์เลยแล้วกัน คือเคยสนิทกันมากๆ เวลาไปเที่ยวไปไหนมาไหน เขาชวนไปหนูไปด้วยตลอด แต่หนูไม่รู้ว่าที่พี่ออกมาโจมตีหนูแบบนี้ คือหนูพูดตรงๆ ตอนนั้นคือคุยกันเล่นในประสาแฟนคลับคนหนึ่ง แต่ว่าไม่รู้ที่พี่ออกมาโจมตีหนูแบบนี้ เพราะหนูไม่ยอมให้พี่ยืมเงินหรือเปล่า ทั้งสองรอบ”
คิดจะฟ้องกลับคนที่ออกมาดิสเครดิต
“แน่นอนค่ะ (แต่เขามีหลักฐานแชตว่าเราชอบโฟล์ค?) อันนั้นมันเป็นเหมือนคุยกันเล่นมากกว่า แต่หนูก็ย้ำอีกรอบนึงว่า พี่ไม่ชอบหนูเพราะหนูไม่ให้พี่ยืมเงินหรือเปล่า”
ยกมือไหว้ขอโอกาส อยากกลับไปทำงาน หาเงินมาเลี้ยงลูก
“ตอนนี้โฟกัสอยากกลับไปทำงานมากกว่า เรื่องงานอย่างเดียวเลย ขอโอกาสทำงานจริงๆ ขอโอกาสทั้งสังคม (ยกมือไหว้) ทั้งผู้ใหญ่ทุกคนเลยว่า หนูอยากกลับไปทำงานจริงๆ หนูอยากมีเงินไปเลี้ยงลูก”
ด้าน “พญ. กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์” สูตินารีแพทย์ เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ และ “คุณอานนท์ เลิศไพบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BCC Group ได้ออกมาเผยกับสื่อหลัง “ฟารีดา” ให้สัมภาษณ์จบ โดยยืนยันว่าทางคลีนิกมีมาตรฐานและเชื่อถือได้ในการตรวจ DNA หลังก่อนหน้านี้ฟารีดามีความกังวลเรื่องผลตรวจ และห่วงความปลอดภัยของเด็กในครรภ์
พญ.กมลภัทร : “จริงๆ ที่อยากมาพูดในวันนี้ เพราะว่าหลายคนยังสับสนว่ามันเป็นการเจาะน้ำคร่ำหรือเป็นการเจาะเลือด หมอขอยืนยันให้ว่าในทางการแพทย์เราไม่มีการเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจหาความสัมพันธ์พ่อลูกแน่นอน เพราะว่ามันเป็นความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ การเจาะน้ำคร่ำมันมีโอกาสแท้งได้ เทคนิคที่เราใช้วันนี้จึงเป็นการเจาะเลือดค่ะ โดยที่เราเชื่อว่าตรงรกที่มันเกาะกับคุณแม่ มันจะมีชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่หลุดมาในเลือดคุณแม่ แล้วเราก็เลยเจาะเลือดคุณแม่ไปแล้วก็เอาชิ้นส่วน DNA มาวิเคราะห์ ว่ามันแมตช์กับคุณพ่อไหม”
คุณอานนท์ : “กระบวนการตรวจในห้องแล็ป เราจะส่งไปตรวจที่ฮ่องกงครับ ระยะเวลาที่ใช้จะอยู่ที่ 14 วันทำการ ส่วนเรื่องความแม่นยำ อยู่ที่ 99.9 เปอร์เซ็นต์ครับ การตรวจนี้ ตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ที่ 9 สัปดาห์เป็นต้นไป”
เผยเท่าที่คุยกับ “ฟารีดา” เจ้าตัวยังดูโอเค ไม่ได้เครียดมาก
พญ.กมลภัทร : “จริงๆ เมื่อกี้เท่าที่คุยกับน้องเขา น้องก็ยังดูโอเคนะคะไม่ได้เครียดมาก ไม่ได้มีอะไร ก็แค่ให้ดูประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น เรื่องการประเมินสุขภาพ เท่าที่ดูก็โอเค มีประวัติฝากครรภ์ชัดเจน แต่แน่นอนว่าถ้าคุณแม่เครียด น้องก็จะมีความเครียดตาม และถ้าเครียดมากๆ อาจจะทำให้มีผลต่อการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด ถามว่าถึงขนาดต้องให้ยาซึมเศร้าไหม อันนี้เป็นการประเมินดูเบื้องต้นมากๆ ไม่ได้ดูถึงขนาดนั้น ส่วนพาร์ตของผู้ชาย ก็จะเป็นการตรวจจากกระพุ้งแก้ม ไม่ได้เจาะเลือด ที่เราต้องเจาะเลือดคุณแม่เพราะว่าต้องการชิ้นส่วนดีเอ็นเอของลูกที่ปนอยู่ในเลือดคุณแม่ แต่ว่าของผู้ชายที่จะเอา DNA จากกระพุ้งแก้มเลย”
หลังผลการพิสูจน์ออกมา จะเปิดเผยเลยหรือส่งให้ต้นสังกัด ก็อยู่ที่การตกลงของทั้งสองฝ่าย
คุณอานนท์ : “ตรงนี้จะมีการตกลงกันหลังจากเก็บตัวอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ว่าจะตกลงกันว่าจะส่งผลไปทางไหน”
ให้ความสบายใจ คลีนิกเชื่อถือได้ และผลตรวจแม่นยำ
คุณอานนท์ : “จริงๆ คลีนิกของเราเปิดให้บริการนานว่า 15 ปีนะครับ แล้วก็ในเมืองไทยเองในเรื่องของสถานที่นับตรวจ DNA ยังมีไม่เยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการตรวจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ที่เขามีให้บริการจริงๆ เขาก็ส่งตัวอย่างมาตรวจที่เรา เพราะนั้นในเรื่องของความแม่นยำ ความสบายใจเนี่ย ไม่ต้องเป็นห่วงครับ”


