xs
xsm
sm
md
lg

“ทราย สมุทร” ไกล่เกลี่ยคดีลูกเนรคุณล่มอีก! ฟาดเจ็บ “จีรนุช” เป็นแม่แค่ DNA ผิดหวังและเสียใจ “ต๊อด ปิติ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไกล่เกลี่ยรอบ 2 ล่มอีก “ทราย สมุทร” ไม่ได้เจอหน้าแม่บังเกิดเกล้า ลั่นความเป็นแม่ลูกไม่มีอีกแล้ว เป็นแม่แค่ DNA ศาลสั่งเจรจานอกรอบก่อนแถลงต่อศาลอีกครั้ง 8 กรกฎาคมนี้ เผย “หนุ่ม กรรชัย” ประสานคุยผู้ใหญ่ในตระกูลแต่ยังไร้ความคืบหน้า เสียใจและผิดหวัง “ต๊อด” หวังคนในตระกูลยืนข้างความถูกต้อง 

ทำเอาหลายคนจับตาและลุ้นตามไปด้วย กับการเจอหน้ากันครั้งแรก ของ “ทราย สมุทร”หรือ สิรณัฐ สก๊อต กับคุณแม่ผู้ให้กำเนิด หลังวันนี้ (16 มิ.ย. 69) เวลา 09.00 น. ศาลแพ่งพระโขนง ได้นัดไกล่เกลี่ยรอบที่ 2 คดีที่ “ทราย สมุทร” ตกเป็นจำเลย หลังถูกมารดาอย่าง “นางจีรนุช ภิรมย์ภักดี”ซึ่งเป็นโจทก์ ฟ้องเพื่อเอาสมบัติที่ถูกคุณตายกให้คืน หรือที่ถูกเรียกว่า “คดีลูกเนรคุณ”

แต่ปรากฏว่างานนี้ ศาลได้มีการแยกไกล่เกลี่ยกันคนละรอบ และทางคุณแม่ได้เดินทางกลับทันที หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ เลยไม่ได้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างแม่-ลูก ส่วนผลการไกล่เกลี่ยในวันนี้ ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ศาลจึงมีคำสั่งให้ทางโจทก์และจำเลย นัดเจรจากันนอกรอบ และมาแถลงต่อศาลในวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีความนัดที่ 1

โดยหลังจบการไกล่เกลี่ยของทางฝั่งทราย เจ้าตัวพร้อมด้วย ทนายเบญจมา อภัยวงศ์ ทนายความส่วนตัว รวมถึง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายปุย อัจฉรา แสงขาว และ นายคมสัน โพธิ์คง ก็ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชน พร้อมเผยถึงเรื่องที่ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เป็นตัวกลางประสานกับผู้ใหญ่ทาง “ภิรมย์ภักดี” สายอื่นให้ ระบุว่าได้มีการนัดทานข้าวกับ “เต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี” เมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ต้องรอประชุมครอบครัวครั้งใหญ่

อ.ปานเทพ : “ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ โดยภาพรวมก่อนนะครับ ในเรื่องรายละเอียดของบุคคลหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี และเราในฐานะทีมทนายของคุณทราย ได้ยื่นต่อศาลให้พิจารณาไต่สวนการละเมิดอำนาจศาลของบุคคลนั้น ศาลท่านก็ได้พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเดี๋ยวจะแถลงรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โดยภาพรวมก็คือ บุคคลดังกล่าวได้ขอโทษกับคุณแม่ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรอะไรเลยนะครับ ไม่เกี่ยวข้องกับทนายฝ่ายโจทก์และทนายฝ่ายจำเลย แล้วก็ได้ขอโทษทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้พิพากษาด้วย

ซึ่งศาลท่านได้ตักเตือน แล้วก็กำหนดข้อบังคับ ข้อกำหนดอย่างชัดเจนในศาล ว่ามิให้บุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการโพสต์ หรืออะไรก็ จะต้องถูกห้าม มิเช่นนั้นก็ต้องถูกดำเนินพิจารณาในขั้นตอนการละเมิดอำนาจศาลต่อไปส่วนรายละเอียดเดี๋ยวศาลท่านจะแถลงเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่สอง เรื่องการไกล่เกลี่ยวันนี้ ก็เรียนให้ทราบว่า ทางฝ่ายจำเลยได้ให้ความร่วมมือกับศาลมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แล้วก็เห็นว่าคำแนะนำหรือคำชี้แนะของท่านผู้พิพากษาต่อทั้งโจทก์และจำเลย เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ผมเรียนให้ทราบว่าการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ วันนี้ขออนุญาตแนะนำนะครับ ทนายเบญจมา อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นทนายของคุณทรายโดยตรง เพิ่งมาเปิดตัวครั้งแรก และทนายปุย ในฐานะทั้งทนายแล้วก็ผู้เจรจา แล้วก็อาจารย์คมสัน โพธิ์คง เราได้ใช้เวลาทั้งเช้าและบ่าย ให้ความร่วมมือกับศาลอย่างเต็มที่

แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาไกล่เกลี่ยยังไม่สำเร็จ และยังไม่แล้วเสร็จ ศาลท่านให้ทางโจทก์และจำเลยไปเจรจากันเอง แล้วมาแถลงต่อศาลในวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีความ นัดที่ 1 ดังนั้นระหว่างนี้ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ ก็ดำเนินกระบวนการตามพิจารณาครับ เพราะฉะนั้นแล้วในขั้นตอนนี้ถือว่าการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ แล้วก็จะใช้เวลาที่เหลือก่อนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไปครับ”

หลังจากนี้จะนัดเจรจากันนอกรอบ ระหว่างทนายทั้งสองฝ่าย แล้วค่อยไปแถลงต่อศาล ในวันพิจารณาคดี
อ. ปานเทพ : “ส่วนการนัดเจรจาก็กัน ก็จะเป็นนอกรอบระหว่างทนายทั้งสองฝ่ายครับ ถามว่าเมื่อไหร่ ก็แล้วแต่ครับ เขาจะเจรจาเป็นเรื่องตัวบุคคล ก็ไปเจรจาแล้วก็หารือกันเป็นระยะๆ ไม่อยู่ในชั้นศาลแล้ว เป็นการเจรจานอกศาล แล้วมาแถลงศาลอีกครั้งหนึ่ง ในวันพิจารณาคดีเลยครับ ระหว่างวันนี้เราจะไม่ได้เป็นเต็มคณะแบบนี้แล้วนะครับ จะมีผู้แทนสองฝ่าย ฝ่ายละ 1 คน เจรจาข้อเสนอแต่ละข้อทั้งหมดของทั้งสองฝั่งว่าเป็นยังไง แล้วมาดูกันอีกครั้งว่าตกลงกันได้ไหม ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็เริ่มนับหนึ่งพิจารณาคดีใหม่”

ภาพรวมของการเจรจาในวันนี้ ยังไม่บรรลุเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย
อ.ปานเทพ : “ก็ต้องไม่บรรลุสิครับ ถ้าบรรลุก็ต้องจบแล้ววันนี้ ก็แปลว่าไม่สำเร็จถูกไหมครับ ต้องมีบางประการที่ทำให้ทั้งสองฝั่งยังไม่เห็นด้วย มีบางประเด็นเห็นด้วย แต่มันยังไม่จบ ก็แปลว่าการเจรจายังไม่สำเร็จทั้งหมดครับถามว่ามีข้อที่ไม่เห็นด้วยเยอะแค่ไหน ผมว่าก็มีหลายเรื่องนะครับ แต่เอาเป็นว่ามันมีรายละเอียดที่พูดไม่ได้ เพราะศาลท่านห้ามครับ”

ไม่มีการเผชิญหน้ากันระหว่าง “ทราย” กับ “คุณแม่” เพราะแยกกันไกล่เกลี่ยทีละฝ่าย
อ.ปานเทพ : “ไม่ได้เจอกันเลยครับ เพราะว่าศาลท่านให้กระบวนการในการพิจารณา ในการหารือไกล่เกลี่ยทีละฝ่ายครับ แต่ว่าไม่ลงรายละเอียดนะครับ ไม่ได้นะครับ ขอโทษที ส่วนเหตุผลที่แยกกันคนละรอบ มันเป็นกรรมวิธีการจัดการไกล่เกลี่ยครับ”

ไม่ได้รู้สึกอะไรที่ไม่ได้เจอหน้าแม่วันนี้ เพราะความเป็น “แม่-ลูก” มันไม่มีแล้ว
ทราย : “ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรครับ (ความเป็น แม่-ลูก มันยังมีอยู่ไหม ณ วินาทีนี้?) ไม่มี คือทรายเคยตอบแล้ว ว่าแม่คนเดียวของทรายคือแม่บุญธรรมของทรายครับ แต่เขาก็คือแม่ของเราในเชิง DNA ครับ (หนักแน่นตรงนี้ ว่าเราตัดสินใจตัดขาดแล้ว?) คือเรื่องมัน 30 กว่าปีแล้วครับ”

อ.ปานเทพ : “เอาอย่างนี้ครับ เรื่องเนื้อหาในคดี มันเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณา ผมขออนุญาตไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วกัน เพราะมันเป็นกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล”

เผยได้คุยกับ “เต้ ภูริต” โดยมี “หนุ่ม กรรชัย” เป็นตัวกลางช่วยประสาน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน
ทราย : “คือคืนวันที่ 9 ทรายได้ทานข้าวกับ เต้ ภิรมย์ภักดี แล้วก็ไปกับหนุ่ม กรรชัย พี่หนุ่มเป็นคนทำให้เราติดต่อกัน เบื้องต้นก็ได้คุยว่ามันควรมีการประชุม แล้วก็พูดถึงการ… ไม่รู้จะใช้คำว่ายังไง คือการดำเนินคดีต่างๆ แล้วก็การที่จะ… มันไม่ใช่คำว่าเยียวยา แต่คือใส่ใจกับอนาคตของเรา ซึ่งหลังจากนั้นมาผมได้รับข้อความจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นผู้บริหารใหญ่ที่สิงห์ เขาก็เขียนว่าเขาได้คุยกับเต้แล้ว มีอะไรก็บอกเขาให้หมด แต่อย่าลงอะไรบนโซเชียลอีกแล้ว ซึ่งทรายก็เลยตอบไป ว่าในความเป็นจริงเรื่องนี้ ถ้าเกิดคุณได้แก้ไขตั้งแต่แรก มันคงไม่มาถึงจุดแบบนี้แล้ว

คือชีวิตทรายพังไปค่อนข้างเยอะจากเรื่องนี้ งานที่ทุกคนเห็นทรายทำ ตอนนี้ทรายก็ไม่ได้มีจังหวะทำ เพราะว่าเราทุกข์กับเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากการส่งข้อความตรงนั้นแล้ว มันยังไม่มีการคืบหน้า มันยังไม่มีการนัดวัน ทรายก็เลยยังไม่ค่อยอยากพูดกับสื่อ เพราะว่าทรายอยากให้มันเป็นการกระทำที่มันชัดเจนมากกว่านี้ ตอนนี้มีแค่คำสัญญา หรือคำพูดว่าจะมีการประชุมกัน แล้วก็ได้ข้อความจากผู้ใหญ่มา ว่าให้เราหยุดพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีแนวโน้มอะไรที่ชัดเจนเลยครับ

ส่วนจะมีการนัดประชุมเมื่อไหร่ ทรายคิดว่ามันขึ้นอยู่กับเขาที่จะนัดวันมา เพราะว่าเรื่องนี้ทรายกับทุกคนในสังคม เราเดินผ่านเรื่องนี้มาด้วยกันประมาณเกือบเดือนหนึ่งแล้วครับ แล้วเราเพิ่งจะมาได้เจอกันกับเต้อาทิตย์ที่แล้ว พูดจริงๆ เรื่องมันนานมากแล้วครับ ทรายคิดว่าความรับผิดชอบมันอยู่ฝั่งเขาทั้งหมดเลยครับ”

การสนทนากับผู้ใหญ่คนดังกล่าว เป็นการส่งข้อความมาทางไลน์ ซึ่งสำหรับตนมันเป็นข้อความที่น่าผิดหวัง
ทราย : “ท่านนั้นเขาส่งข้อความทางไลน์มาครับ ซึ่งมันก็เป็นข้อความที่น่าผิดหวังครับ ส่วนเราก็ตอบทางไลน์ไปครับ ไม่ได้โทร.ไลน์ (หลังจากเราตอบกลับไป เขาได้ตอบกลับมาเพิ่มเติมไหม?) ไม่ครับ แต่เราก็เขียนให้ชัดเจน ว่าเราไม่มีความประสงค์ที่จะมีการปิดปากตัวเอง เพราะเรื่องทุกอย่างมันเป็นบทเรียนให้กับเด็กคนอื่นๆ วิธีเอาตัวรอดด้วย แล้ว ณ จุดนี้ถ้าเกิดมันจะมีสัญญาปิดปากหรืออะไรแบบนั้น มันเป็นการสร้างภาพอย่างเดียวแต่ถ้าเกิดเราทำ เราแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการกระทำที่มันจริงใจ เรื่องนี้มันก็ไม่ต้องสร้างภาพอะไร เพราะว่าสิ่งที่ท่านทำมันดีอยู่แล้ว

แต่ตอนนี้จากที่เห็นข้อความนั้น มันออกมาในมุมมองของการที่จะต้องมีการปิดปาก อยากให้หยุดพูดครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย มันไม่ได้เป็นผลต่อผม หรือเด็กคนอื่นที่เจอเรื่องแบบทรายเลยครับ แล้วมันก็ไม่ได้ดีต่อสิงห์ด้วย ถ้าเกิดเขาจะคิดทำแบบนั้น ผมคอนเฟิร์มไม่ได้ว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ข้อความมันทำให้ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ ที่เขาจะคิดแบบนั้น

คืออยากคุยเรื่องความเป็นมนุษย์ ก่อนที่จะคุยเรื่องอื่นๆ ครับ แล้วคือทรายพร้อมที่จะไปคุยเสมอ แต่ทรายควรเอาทีมของทรายไปด้วยครับ ทุกคนต้องเข้าใจ ว่าเราไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่แต่งงานเข้าไปในครอบครัวนี้ เราคือเด็กที่โตมาในตระกูลนี้ ที่โดนหล่อหลอมมา บาดแผลบางอันของผมมันลึกมากเหมือนอาทิตย์ที่แล้วที่ผมมาในห้องที่นี่ แล้วก็มีคนแปลกหน้า มันทำให้ผมสะเทือนจริงๆ นะ เพราะว่าความปลอดภัยของผม เรื่องร่างกายของผม ผมค่อนข้างที่จะเซนซิทีฟอยู่แล้ว คือผมก็พร้อมเสมอ แต่ต้องมีทีมของผมไปด้วย ก็แล้วแต่สิงห์เลย ว่าจะนัดเมื่อไหร่ครับ”

การได้พบกับ “เต้” ทำให้มองเห็นทางออกชัดเจนมากขึ้น
ทราย : “ใช่ครับ แต่มันจะต้องมีการร่วมมือจากญาติๆ ทุกคนในตระกูลครับ นั่นคือสิ่งที่ทรายเข้าใจครับ แล้วมันขึ้นอยู่กับว่าทุกคนในตระกูล เขาจะมีความยึดมั่น แล้วก็ยืนข้างๆ กันกับสิ่งที่มันถูกต้อง ได้เยอะขนาดไหนครับ (การคุยกันมันจะเป็นไปได้เร็วหรือช้าขนาดไหน?) มันขึ้นอยู่กับว่า เขาให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของเด็กคนหนึ่งเยอะขนาดไหนครับ ถ้าเกิดไม่ให้เลย ก็ไม่ติดต่อมาเลยครับ แต่ถ้าเกิดให้แล้วอยากแสดงจุดยืน ก็ควรครับ”

เผยหากมีโอกาสคุยกับญาติๆ ในตระกูล สิ่งที่อยากร้องขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง
ทราย : “คือจากที่ทรายฟังจากเต้ เขาบอกว่าญาติๆ หลายคน ฟังข้อความจากฝั่งแม่คนเดียว ซึ่งในความเป็นจริงทรายไม่ค่อยได้ไปงานทำบุญบุญรอด หรืองานสรรเสริญต่างๆ ในอดีต เพราะว่าทรายไปทรายก็เจอคนที่ทำร้ายเราทางร่างกายและจิตใจ ทรายก็เลยไม่ได้ไป เขาก็เลยอ้างว่าเขาอยากให้ทรายไปเล่าเรื่องของทรายจริงๆ ให้ทางฝั่งตระกูลฟัง ทรายก็หวังว่าเขาจะมีการเปิดใจที่จะฟังเราจริงๆ นะครับ จริงๆ ตอนนี้เขาก็น่าจะรู้เท่ากับทุกคนในสังคมแล้ว ทรายเลยไม่เข้าใจว่าที่เขาออกมาตั้งคำถาม ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก มันเป็นการดูถูกเรื่องนี้มากเลยครับ”

เสียใจและผิดหวังกับข้อความ “ต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี” ที่บอกไม่รู้ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก
ทราย : “ใช่ครับ ที่เขาบอกว่าไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก ก็รู้สึกเสียใจที่อ่านตรงนั้นครับ ทรายคิดว่ามันน่าจะชัดเจนแล้วว่า มันมีอะไรในนั้นครับ (หลายคนมองว่าสิ่งที่เขาตอบกลับชาวเน็ต ก็ดูจะเข้าข้างเรา?) คือทรายไม่เคยมีปัญหากับญาติๆ ในตระกูลคนไหนเลยครับ แต่ทรายแค่รู้สึกผิดหวังอย่างมาก แล้วทรายอยากได้ความชัดเจนด้วย ว่าทำไมปล่อยให้ทราย ต้องรับเรื่องแบบนี้มาทั้งชีวิต ทั้งๆ ที่ทรายเคยติดต่อไปขอความช่วยเหลือ ทั้งต๊อดเอง ทั้งคนอื่นเองแล้ว”

เชื่อ “ต๊อด” อาจจะไม่รู้เรื่องพี่ชายข่มขืน แต่เคยขอความช่วยเหลือเรื่องอื่น ก็ไม่ได้อะไรกลับมา
ทราย : “คือทรายเชื่อว่าต๊อดเขาอาจจะไม่ได้รู้เรื่องที่ทรายโดนพี่ชายข่มขืน แต่ตอนนั้นเขารู้ว่าทรายไร้บ้าน เพราะว่าทรายส่งรูปของในรถกระบะของทราย แล้วก็บอกว่าทราย โดนกระทำแบบนี้ ช่วยปรึกษาผู้ใหญ่เพื่อหาทางออกได้ไหม ก็ไม่เคยได้ยินอะไรกลับมาที่มันคืบหน้าเลยครับ(พอเขาออกมาเคลื่อนไหวอย่างนี้ เราคิดว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นไหม?) ทรายเป็นคนที่โดนทำร้ายมาเยอะนะครับ ทรายไม่เชื่อในสัญญาณที่เราจะจินตนาการด้วยตัวเอง ทรายอยากเห็นการกระทำ เราไม่วาดภาพแทนคนอื่นฮะ แต่เราอยากเห็น อยากให้เขาทำให้เราเห็นชัดเจน”

ตอนนี้ไว้ใจแค่ตัวเอง และคนที่เป็นมิตร
ทราย : “ทรายไว้ใจตัวเองได้ครับ แล้วก็ไว้ใจคนที่เป็นมิตรกับเรา แค่นั้นน่ะครับ กับเซเว่นอีเลฟเว่น กับน่องไก่ ที่ทรายซื้อเมื่อบ่ายนี้ครับ (หัวเราะ)”

อยากรีบกลับไปทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม
ทราย : “สิ่งที่ทรายกังวลที่สุด คือทรายอยากกลับมาเป็นนักอนุรักษ์ให้กับทุกคนให้มากที่สุดครับ นั่นคือหน้าที่ที่ทรายเกิดมาทำ เรื่องที่มันมีความน้ำเน่า มันไม่ใช่ตัวตนของทรายครับ ทุกคนรู้จักทรายเพราะว่าทรายตักเตือนนักท่องเที่ยวที่เขาหนีห่าวทราย แล้วทรายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล นั่นคืองานที่ทรายรักที่สุด ทรายคิดว่าเมื่อเรื่องนี้จบให้เร็วที่สุด ดี จะได้ทรายกลับไปทำหน้าที่ของทรายครับ”

อยากให้เรื่องนี้จบลง แบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นในสังคม
ทราย : “ทรายอยากให้เรื่องนี้จบ ในวิธีที่มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ให้กับเด็กคนอื่นๆ ให้กับตระกูลใหญ่ๆ อื่นๆ เพราะในประเทศนี้มีตระกูลใหญ่เยอะ ทรายเชื่อเลยว่ามันมีหลานๆ เด็กๆ คนอื่นที่เจอแบบทราย เราควรออกมาตั้งบรรทัดฐานใหม่ ให้กับความยุติธรรม ให้กับเหยื่อ ให้กับคนที่ถูกขโมยเสียงไป คนที่ถูกทำร้าย และคนที่อาจจะเจอว่าครอบครัวไม่ใช่เซฟโซนครับ ทรายคิดว่าเราทำได้ ทรายเชื่อว่าคนไทยมีจิตใจที่มันดีอยู่แล้ว จริงๆ ทรายเชื่อว่าเราทำได้ โดยไม่ต้องมีสัญญาปิดปากทรายด้วยครับ แล้วทรายรู้ว่าต่างชาติกำลังจับตามองอยู่ด้วย ว่าเรากำลังจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไง เพราะทรายได้ข้อความมาจากคนทั่วประเทศเรื่อย ๆ เลยครับ ที่ให้กำลังใจ และอยากให้เรื่องนี้จบแทนทราย”

กรณีที่ฉีกสัญญาปิดปาก มีนักกฎหมายมองว่าถ้าสัญญาไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น เงินที่เราได้รับมาทั้งหมดจากตระกูล อาจจะต้องคืนหรือไม่ ทรายเปิดใจว่า
ทราย : “ทรายคิดว่าเรื่องเงิน มันเป็นแค่ส่วนเล็กมาก เกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมในสัญญานั้น จริงๆ ในสัญญา เราไม่ควรปิดบังเรื่องอะไรที่มันผิดกฎหมายด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า เงินที่ทรายได้ครับ”

อ.คมสัน : “ถามว่าพร้อมคืนเงินทั้งหมดไหม คือผมว่าประเด็นนี้ เงินที่อยู่ในสัญญา มันเป็นสิ่งที่คุณทรายควรต้องได้อยู่แล้ว ตามหลักการของมรดกที่คุณตามอบให้ เงินส่วนนั้นก็มาจากเงินกงสีส่วนนี้แหละ เพราะฉะนั้นจะคืนไปด้วยเหตุผลอะไรข้อกฎหมายที่มาอ้าง มันไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ว่าจริงๆ เพราะมันมีอะไรที่เยอะกว่านั้น คือเขาเอาเงินส่วนของคุณทราย ที่ควรได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว มาไว้ในสัญญานั้น”

ทราย : “คือทุกคนเกิดมาในครอบครัวเท่ากันใช่ไหม แต่ทรายอยู่ตรงนี้ ทรายต้องมีสัญญาเพื่อจะได้ไม่ถึงที่คนอื่นได้”

ทนายเบญจมา : “ขออนุญาตเพิ่มเติมนะคะ เข้าใจว่าท่านที่ให้ความเห็นเหล่านี้ อาจจะทราบข้อเท็จจริงไม่ครบ และการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ต้องทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนนะคะ ถึงจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง ดังนั้นการที่พูดอะไรก็พูดไปเถอะค่ะ แต่ว่าสำหรับเราคือคุณทรายและทีม หากใครมาละเมิดเรา หรือโต้แย้งสิทธิ์เรา เราพร้อมสู้ค่ะ”

เงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายเป็นเรื่องที่อยู่ศาล ยังไม่สามารถตอบได้ ว่าจะยอมถอยได้หรือไม่
ทราย : “ทรายกลัวว่าทรายตอบไม่ได้ครับ เพราะมันอยู่ในศาล”

อ.ปานเทพ : “คือการเจรจามันกลับไปกลับมานะครับ เพราะว่าทั้งโจทก์และจำเลยก็ต้องกลับไปทบทวน ไปปรึกษาหารือ กลับไปพูดใหม่ ทั้งโจทก์สลับกับจำเลยอยู่เป็นระยะๆ การจะบอกว่ามันไม่สำเร็จเพราะอะไร มันก็จะพูดได้ยาก เอาเป็นว่าโดยรวมมันไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ คุณทรายก็มีจุดยืนของตัวเอง ณ เวลานี้ ฝั่งนั้นก็มีจุดยืนของตัวเองเช่นเดียวกัน ส่วนการตัดสินจะถูกหรือผิด ศาลท่านถือว่าการไกล่เกลี่ยเมื่อจบกระบวนการ เราจะไม่มาพิจารณาในส่วนนี้ในชั้นศาลเลย ศาลก็จะเริ่มนับหนึ่งตามกระบวนการในการพิจารณาคดีความ เพราะฉะนั้นแล้วถือว่าเป็นความลับไม่อาจจะเปิดเผยภายนอกได้ครับ อันนี้เป็นการกำชับจากท่านผู้พิพากษาเองครับ”

ทราย : “ก็อาจจะเพิ่มได้ว่า ถ้าหากเราต้องไปประชุมกับคนในตระกูล เราก็อยากให้พูดถึงเรื่องมนุษยธรรมมากกว่า ทรายเคยนั่งในห้องประชุมกับคนในครอบครัว ที่มีผู้บริหารใหญ่ๆ อยู่ในนั้น ตอนที่เขาตัดสินใจว่าชีวิตของทราย กับความลับของทรายมีค่าเท่าไหร่ แล้วทรายก็มีเทปตรงนี้ด้วย ทรายรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่หดหู่มากครับ เราไม่อยากอยู่ในห้องที่เราต้องฟังว่าเรามีค่าเท่าไหร่ ถ้าเกิดจะช่วยอะไรเรา จะเยียวยาอะไรเรา หรือจะมีความหวังดีอะไรต่อเรา ให้มันทำโดยไม่มีเงื่อนไขครับ เพราะสิ่งที่ทรายพูดไม่มีเจตนาเพื่อทำร้ายใคร แต่ทรายเป็นคนที่โดนทำร้าย ทรายเลยมีสิทธิ์ที่จะพูดครับ”

เลือก “ทนายเบญจมา” มาช่วย เพราะเหมาะสมกับคดี
ทราย : “คือเรารู้สึกว่าเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับความเป็นแม่ มันเหมาะที่จะให้คนที่เป็นแม่มาช่วยคิดทางออกครับ แล้วคุณเบญจมาก็เป็นแม่ของคนคนหนึ่งครับ”

ทนายเบญจมา : “ก็ดีใจนะคะที่คุณทรายไว้วางใจ จริงๆ เราไม่เคยรู้จักคุณทรายมาก่อนเลย แล้วก็ไม่เคยรู้จักดาราที่ไหนเลย แต่หลังจากที่คุยกัน คิดว่าคนอย่างคุณทรายเนี่ย เราต้องโอบอุ้ม แล้วก็เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม แล้วก็ทำเพื่อคนอื่นมาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเราไม่ดูแล ก็คงจะไม่ได้ค่ะ”

มั่นใจขนาดไหน คงตอบยาก แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ทนายเบญจมา : “โอ้ มันเป็นคำถามที่ยากมากนะคะ เพราะเราไม่ได้ตัดสินคดีเอง แต่ถ้าถามว่าคุณทรายมีข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่แข็งแรงไหม เรายืนยันว่าแข็งแรง แต่อย่างไรก็ตาม ขีดเส้นนะคะตรงนี้นะคะ เราไม่ได้ตัดสินเอง เพราะฉะนั้นการจะแพ้จะชนะคดีในศาลเนี่ย ชั่วชีวิตเราทำงานมา 45 ปี ที่ทำคดีในศาล มันบอกได้ว่าเราไม่สามารถประเมินอะไรได้เลย ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้เลย เราเพียงแต่ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น ทำได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ เราบอกคุณทรายเสมอเขียนนะคะ ว่าเราทำดีที่สุดพอ ผลของมันช่างมัน ช่างมันฉันไม่แคร์”

อ.ปานเทพ : “พวกผมเองในฐานะทีมบ้านพระอาทิตย์ เราก็ได้ปรึกษาหารือกัน ดูสิ่งที่มีการยื่นคำให้การไป ในฝ่ายกฎหมายผมก็เชื่อมั่นว่า พยานหลักฐานที่ทางทีมทนายเตรียมให้คุณทรายแข็งแรงครับ อันนี้ผมเห็นด้วยตรงกันเลยครับ เพราะฉะนั้นแม้เราจะไม่ใช่คนตัดสิน แต่เราเชื่อว่าทีมทนายและพวกเรานี่มีความพร้อม อย่าลืมนะครับทีมทนายของคุณเบญจมาเนี่ย 10 คนนะครับ ฝั่งบ้านพระอาทิตย์อีก 10 คนนะครับ เกือบ 20 คนในการช่วยดูแลกันในการทำคดีนี้ เพราะฉะนั้นแล้วก็ต้องถือว่า เป็นทีมทนายที่ช่วยกันดูอย่างละเอียดทุกมุมครับ”

ทนายปุย : “พอเห็นคำให้การของพี่เบญจมา ปุยก็รู้สึกว่าคุณทรายเนี่ยเลือกทนายถูกแล้ว เพราะว่าคำให้การของพี่เบญจมาเนี่ย ละเอียดยิบมากเลยค่ะ สู้ทุกเม็ด ทุกดอกเลยค่ะ ดังนั้นเราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไร มันเป็นเรื่องของอนาคต”

รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้คำแนะนำจากแม่
ทราย : “ทรายแค่รู้สึกอบอุ่น ว่าทรายได้คำแนะนำจากคนที่เป็นแม่ครับ มันเป็นสิ่งที่มันช่วยเยียวยาใจเราในเรื่องนี้ครับ ก็คือเหตุผลหลักที่เราเลือกเขา”

ลั่นเป็นทนายนางฟ้า ไม่ใช่ทนายปีศาจ
ทนายเบญจมา : “นี่ทนายนางฟ้าค่ะ ไม่ใช่ปีศาจ (หัวเราะ) ขออนุญาตเพิ่มเติมนะคะ เมื่อกี้พูดเล่นไปนิดหนึ่ง ว่าช่างมันฉันไม่แคร์ นี่ไม่ใช่นะคะ เดี๋ยวออกสื่อไปแล้วเดี๋ยวมันจะไม่งาม คือที่พูดอย่างนั้นก็หมายความว่าเราทำดีที่สุด ผลเป็นยังไงต้องปล่อยไปตามเหตุตามปัจจัยค่ะ อันนี้คือเรื่องที่เราบอกคุณทรายแล้วก็ทีมเสมอ เพราะว่าการที่เราทำงานในศาล มันเป็นงานที่มันถูกพิสูจน์ด้วยทุกฝ่าย เช่น ถูกพิสูจน์ด้วยศาล ด้วยฝ่ายตรงกันข้าม และลูกความของเรา แล้วเราแบกความหวัง แบกความปรารถนาในใจไว้หลายๆ อย่าง แต่ว่าเราจะได้ผลหรือไม่เนี่ย ไม่สามารถการันตีอะไรได้

แต่อย่างไรก็ตามที่ท่านอาจารย์ปานเทพ แล้วก็ที่ท่านทนายปุยพูด ว่าคำให้การของเราชัดเจน มันเป็นธรรมชาติ มันธรรมดา เพราะว่าก่อนที่เราจะสู้คดี มีการทำรีเสิร์จเป็นเวลานาน แล้วหลังจากที่เรายื่นคำให้การแล้ว เราก็เอาคำให้การมาเรียนปรึกษาอาจารย์ปานเทพ อาจารย์ปุย แล้วก็ทีมท่านอาจารย์คมสัน แล้วเราเห็นพ้องต้องกันในหลายๆ เรื่อง แล้วก็หลังจากที่เราอ่านคำให้การ แล้วก็มีการวิเคราะห์กัน มันก็นำไปสู่เรื่องต่างๆ ที่เราได้ขยายผลออกไป

เพราะฉะนั้นเรียนทุกท่าน ว่าการที่ทางคุณทรายมีทนาย 20 คน ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ว่าอาจจะดูเยอะไปหน่อย เพราะว่าทุกคนมองว่าคุณทรายเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับคนอื่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในภาวะที่เขามีความทุกข์เราต้องช่วยค่ะ ทุกคดีมีบทเรียน ทุกคดีสร้างมาตรฐานใหม่ ทุกคดีเป็นตัวอย่างให้กับคนในสังคมได้รับทราบ ว่าตอนนี้กฎหมายบ้านเราพัฒนาไปถึงไหน กฎหมายเนี่ยมันจะต้องทันกับสังคม คดีคุณทรายเป็นคดีหนึ่ง ที่จะพิสูจน์ว่ากฎหมายไล่ทันสังคมไหม”

อย่างไรก็ตาม หลังให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ทราย สก๊อต ถึงกับร่ำไห้ ท่ามกลางคนที่มาให้กำลังใจเจ้าตัว