“เขตต์-แนท” ควงคู่แถลงโต้ปมร้อนพระเอกยุค 90 บิดเงิน ยันไม่เคยโกงใคร ชี้ตัวการคือนายหน้าไม่ใช่คู่ค้า แฉกลับถูกข่มขู่โพสต์แขวนปล่อยข่าวเท็จทำลายชื่อเสียง 30 ปี ลั่นขอใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเอาผิดถึงที่สุด
กรณีที่มีการปล่อยอักษรย่อพระเอกยุค 90 เบอร์ 1 ช่องมากสี บิดเงิน ทำให้มีผู้เสียหายสูญเงินหลายแสน ภายหลังมีการโยงมาที่หนุ่ม “เขตต์ ฐานทัพ”หรือ “ธฤษณุ ธีญานาถธนันชา”ที่ผ่านมาเจ้าตัวยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอะไร กระทั่งล่าสุดวันนี้ (16 มิ.ย.) เวลา 13.30 น. เขตต์ได้ควงคู่มากับ “แนท ทักษญา” ภรรยา พร้อมทนายความส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดกรณีถูกพาดพิงในสื่อสังคมออนไลน์ ณ ห้องประชุม MR-401 ชั้น 4 อาคารพดด้วง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยยืนยันว่าไม่เคยบิดเงินใครแน่นอน
แนท : “บริษัทเราได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องสิทธิของการใช้ตราสัญลักษณ์มหกรรมซีเกมส์ ในการทำเฉพาะสินค้าที่วางขาย มีสินค้าหลายอย่างและมีผู้ผลิตหลายเจ้ามากๆ แต่ละเจ้าก็ผลิตสินค้าแตกต่างกันไป เราเป็นผู้บริหารจัดการและจัดจำหน่าย ควบคุมให้อยู่ในกฎระเบียบทั้งหมด ซึ่งทุกเจ้าหลังจากจบงานได้มีการเคลียร์ยอดขาย สต็อกสินค้าด้วยดีทั้งหมด มีที่ติดปัญหาอยู่ 1 เจ้าก็คือที่เป็นข่าว ขออนุญาตเรียกว่าเป็นบริษัทอาร์ตทอยแล้วกัน ซึ่งวิธีการที่จะเอาตราสัญลักษณ์ไปทำสินค้า ไม่ใช่การจ้างผลิต แต่เป็นการที่ผู้ผลิตท่านใดที่มีความสนใจสามารถทำเรื่องมาขออนุญาต และนำเสนอรูปแบบถ้าได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการในเรื่องของรูปแบบ คุณภาพและราคา
ปัญหาของบริษัทอาร์ตทอยก็คือ ได้ทำการขออนุญาตในการผลิตมา 2 หมื่นชิ้น ก็จะมีตุ๊กตาตัวใหญ่ ตัวเล็ก ก็มีการผลิตและจัดจำหน่ายจนเสร็จสิ้น โดยการที่จะขอสัญลักษณ์ไปใช้มี 2 แบบ 1.ชำระค่าใช้ตราสัญลักษณ์ ชำระเลยตอนที่ขออนุญาตและผลิตตามจำนวนและคุณภาพที่คุยกันไว้ 2. แบ่งยอดรายได้กัน ซึ่งเราตกลงกันที่แบบที่ 2 และเรามีข้อกำหนดอยู่แล้วว่าให้ผลิตตามจำนวนที่ตกลงกันไว้เท่านั้น และไม่อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในลักษณะวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากจำหน่ายสินค้าที่ตกลงเท่านั้น และไม่ให้มีการสต็อกสินค้า ก็จะเป็นสัญญาที่เซ็นกันไว้
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือหลังจากเสร็จทั้งหมดเรียบร้อย คือพอมีการตรวจเช็กยอดขายทั้งหมด เราพบว่าจาก 2 หมื่นชิ้น แต่มีการผลิตเข้ามาแค่ 6,000 ชิ้นโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งหรือขออนุญาตล่วงหน้า และเอกสารที่ทางบริษัทเขาทำสรุปรวมมาให้ พอเจ้าหน้าที่เราไปตราจนับสต็อก สิ่งที่พบคือมันหายไป 1,530 ชิ้นจาก 6,000 ชิ้น คำถามคือหายไปได้อย่างไร ก็ได้รับการชี้แจงว่าเอาไปแจก ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตและไม่มีสิทธิดำเนินการ เพราะรายได้ที่ได้มาทั้งหมดเป็นการนำส่งคณะกรรมการสิทธิประโยชน์ และมีในส่วนค่าดำเนินการด้วย
ซึ่งปัญหาที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ มันอยู่ที่ 1,530 ชิ้นที่หายไป ทางทีมก็มีการสรุปตัวเลขไปให้ ก็คือคิดค่าส่วนแบ่งรายได้ตามปกติ แต่กลายเป็นว่าคุยกันไม่ลง สิ่งหนึ่งที่เห็นในข่าวและเป็นเท็จมากๆ คือบอกว่าเราหายไปเลย มันก็ฟังดูเหมือนจะตั้งใจ ซึ่งจริงๆ ไม่หายนะคะมีหลักฐานการติดต่อตลอดเวลา และวันที่ออกข่าวคือก่อนหน้านั้นมีการคอนเฟิร์มยอดไปแล้วด้วยซ้ำด้วยวาจา พอเห็นข่าวเราก็เลยงง ณ วันนี้หลังจากที่ออกข่าวไปแล้ว มีการพูดถึง พาดพิงในสื่อต่างๆ ไปเรียบร้อย ทางบริษัทอาร์ตทอยได้มีการขอติดต่อเข้ามาเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ ล่าสุดก็ตกลงในตัวเลขนี้แล้ว คือตัวบริษัทเองก็ไม่ได้อยากเป็นเรื่องเป็นราว แต่สิ่งที่อยากจะพูดคือทางบริษัทได้มาชี้แจงว่าเขาไม่ได้มีส่วนในการปล่อยข่าวเลย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทและเจ้าหน้าที่ภายใน เราก็งงว่าแล้วใครเป็นคนพูด”
เขตต์ : “คือมี 2 ประเด็น เรื่องบริษัทเราเคลียร์จบในส่วนของข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ปัญหาคือมีกลุ่มบุคคลที่เป็นนายหน้าที่นำเราไปเจอกับตัวคู่สัญญา ก็มีการติดต่อกัน โดยที่เราคิดมาตลอดว่าเขาเป็นตัวแทนบริษัท”
แนท : “เราเพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าไม่ใช่”
เขตต์ : “เรียกว่านายหน้าดีกว่า ซึ่งมีการขู่มาตลอด แต่เรามองว่าทุกอย่างมันเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่เห็นต้องกลัวอะไร ถ้าเราดีแคร์ตามนี้มันคือสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาขู่เรา เขาดันไปทำจริงๆ เอาชื่อผมไปแขวน ถึงแม้จะเป็นตัวย่อในเพจต่างๆ ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีของผม ผมไม่เคยโดยแขวนแบบนี้มาก่อนเลยรู้สึกว่าผมไม่ได้รับความยุติธรรม มาอ้างว่าผมติดต่อไม่ได้ ผมไม่เคยติดต่อไม่ได้ และไม่เคยหนีปัญหาอะไร ก็เสียความรู้สึกนิดหน่อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น และอยากจะพูดถึงคนที่ฝากข่าว คนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทั้งหลาย ผมอยู่ในที่ที่ทุกคนรู้จักผม แต่คุณอยู่ในที่มืด คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับคนที่อยู่ในที่ที่มีคนรู้จักก็ได้ คิดว่าจะเอาเขามาแขวนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างนี้ทำได้เหรอครับ มันยุติธรรมสำหรับผมแล้วเหรอ”
เผยมีการข่มขู่มาอย่างต่อเนื่อง
เขตต์ : “ซึ่งนายหน้าคนนี้เขาชวนผมไปออกรายการดังรายการหนึ่ง ผมก็บอกว่าผมมีเบอร์พี่เจ้าของรายการอยู่นะ โทร.คุยกันอยู่ ผมว่าเขาต้องการเอาความสะใจของเขามากกว่า เขาเคยมีคำพูดคุยกับภรรยาผมว่าไปเช็คดูนะว่าฉันเป็นใคร เขาใช้คำนี้เลยนะ”
แนท : “ต้องบอกว่าเขาเริ่มขู่มาตั้งแต่ช่วงต้นพ.ค.”
เขตต์ : “จริงๆ ตั้งแต่เริ่มดีลงานกับเขา เขาก็รู้จักพี่ๆ เราบางคน ก็มีพี่ๆ โทร.มาบอกว่าให้ช่วยดูให้หน่อย พอเราอธิบายเหตุผลไป พี่ๆ เหล่านั้นก็บอกว่าโอเคตามนั้นไม่เป็นไร แต่เขาเป็นคนที่สามารถยกหูหาใครต่อใครได้พอสมควรเหมือนกัน เราก็เลยมองว่านี่คือการขู่นะ”
แนท : “ก็มีบุคคลท่านอื่นๆ ที่ยกหูมา คือเขาแชตไปหาบุคคลที่ 3 แล้วให้บุคคลที่ 3 มาคุยกับเรา ก็มีการข่มขู่กันมาระยะนึงเลยค่ะซึ่งเราก็คิดว่าไม่มีอะไร ตอนแรกยังหัวเราะกันอยู่เลยว่าเขาเป็นอะไร”
เขตต์ : “เขาเป็นอะไร เพี้ยนหรือเปล่า เพราะความถูกต้องก็ไม่ชัดเจน และยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่คนของบริษัทด้วยซ้ำ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทนั้นเลย คือเอาง่ายๆ เขาจะเอาค่านายหน้าแหละครับ แต่ผมว่าเขาข่มขู่เป็นนิสัยตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเลย คือใส่เสื้อบางหน่วยงานมาเพื่อให้ดูว่าเขารู้จัก มีโน่นนั่นนี่ในนั้น เราก็รู้สึกว่าคนนี้แปลกๆ แต่ก็ไม่ได้อะไร”
แนท : “แต่ตอนนั้นเราเข้าใจว่าเขาเป็นคนของบริษัท เราก็คุยกับทีมงานตลอด เพราะทีมงานบอกว่ามีการคุยกับทางบริษัท ว่าบริษัทโอเคมีการตกลงแล้วในตัวเลขเท่านี้ แต่มีการข่มขู่มาจากอีกทางนึง ยังถามลูกน้องอยู่เลยว่าคุยกับผีหรือเปล่า ทำไมข้อมูลมันไม่ค่อยตรงกัน ก็ถึงเพิ่งมารู้ทีหลังจากตัวบริษัทเอง ซึ่งเขาก็ตกใจมากที่มีข่าวนี้ออกมา และเขาก็เสียใจมาก เพราะบริษัทอาร์ตทอยเองจริงๆ ยังมาชวนเราทำธุรกิจต่ออยู่เลยนะ เขาขอบคุณที่ให้โอกาสเขามาทำโปรเจกต์นี้ และเราจะทำอะไรกันต่อดี เขายังพูดอย่างนี้กับเราอยู่เลย ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของบริษัทคู่สัญญา 2 บริษัท ตัวพี่เขตต์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย มันเป็นเรื่องของบริษัท”
เขตต์ : “แต่พอเราเป็นคนที่ทุกคนรู้จัก ก็เลยเอาเรามาแขวน ซึ่งเราก็ถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่โพสต์แรกของเขา”
บอกคู่กรณีพยายามข่มขู่ให้รับตัวเลขที่ผิด
แนท : “ถามว่าไปเริ่มรู้จักเขาได้ยังไง คือเราได้รับการติดต่อมาจากทางสิทธิประโยชน์ค่ะ เขาเข้าไปทางนั้นว่าเขาอยากจะทำสินค้ากับตราสัญลักษณ์นี้ ทางสิทธิประโยชน์ก็เลยติดต่อมาหาเรา และที่เขาไปออกรายการก็พูดเท็จอีก ว่าสินค้าที่เหลือในสต็อกเราจะเอาไปบริจาค ซึ่งเราไม่เคยเอาของๆ ใครเลยนะคะ ทุกวันนี้บางเจ้า sold out สินค้าบางชิ้นมีเหลือมากน้อยแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ผลิตแต่ละเจ้า ก็ส่งคืนหมด ที่บริษัทไม่มีที่เก็บค่ะ และทุกวันนี้ของก็อยู่กับทางบริษัทเขานะคะ ไม่ได้อยู่กับทางเรา
ซึ่งถ้าบอกว่าเราบิด คำว่าบิดสำหรับเรามันคือการโกง ประชาชนทั่วไปก็คงเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งสำหรับเราคือไม่ได้บิด เราคุยกันด้วยความจริงและเป็นความจริงที่คุณก็รับทราบ เราไปตรวจสต็อก เจ้าหน้าที่คุณก็อยู่ แต่ถ้าเราทำตามที่คุณต้องการนั่นแหละคือเราบิดเราบิดผลประโยชน์ประเทศชาตินะ ซึ่งตัวเลขที่คุณพยายามบีบให้เราโดยการข่มขู่เราทั้งหมดให้เรารับตัวเลขนั้น มันเป็นตัวเลขที่ผิด และถ้าเราไม่ยืนกราน ก็กลายเป็นว่าเรายอมที่จะทำอะไรผิดๆ เพื่อที่จะเซฟตัวเองไม่ให้เป็นข่าว ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นข่าวได้นะในเรื่องนี้”
เขตต์ : “ถามว่าจะไปคุยกับนายหน้าคนนี้เพื่อจบปัญหาไหม เอาจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยคุยกับเขาเลย แค่เจอหน้ากันเฉยๆ แต่ผมไม่เคยรู้จักเขาเป็นการส่วนตัว ไม่เคยคุยกัน”
แนท : “แนทก็คือเจอตามระยะงาน และการคุยก็ไม่เคยคุยเล่นกัน จะคุยในเนื้องานที่จำเป็นต้องคุยเท่านั้น”
เขตต์ : “สรุปง่ายๆ คือที่เราไม่จ่ายเพราะเขาไม่รับยอดที่มันถูกต้อง เขาจะเอายอดที่มันไม่ถูกต้อง เราก็จ่ายไม่ได้สิ”
แนท : “ไม่ใช่ว่าเราจะไม่จ่ายนะ เพราะเราส่งหนังสือยืนยันยอดให้ตอบรับ และถ้าตอบรับเราก็ทำจ่ายได้”
เขตต์ : “และเรามีหน้าที่ดูแลสิทธิประโยชน์ เรานำส่งหมดนะ มันไม่ได้เข้ากระเป๋าเรานะ จะไปบิดได้ยังไง”
แนท : “เราก็จะไปแก้ข้อมูลไม่ได้ เพราะหนังสือทุกเจ้าที่ขอผลิตมา เราต้องนำส่งคณะกรรมการ แปลว่ายอด 2 หมื่นของเขามันอยู่ในเรคคอร์ด แล้วอยู่ๆ คุณมาผลิต 6,000 แถมหายไป 1,530ที่เขาบอกว่าแจกน่ะ แจกจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราก็พิสูจน์ไม่ได้อยู่ดี ถามว่ามูลค่ามันเท่าไหร่ คือเบาหวิวมากเลย (หัวเราะ) คือตัวยอดสุทธิที่เขาต้องการให้เราจ่ายคือ 6 แสน แต่ยอดที่มันเป็นยอดที่ถูกต้องหลังจากหัก 1,530 แล้วคือ 2 แสนกว่าบาท”
เขตต์ : “ตอนแรกเราถึงขำว่าจะอะไรนักหนา สุดท้ายมันเป็นเรื่องจริงๆ กับมูลค่าเท่านี้ ซึ่งจริงๆ มีรายใหญ่กว่านี้เยอะแยะมาก”
แนท : “เจ้าที่ยอดใหญ่กว่านี้เขาก็เคลียร์ไปหมดแล้ว เจ้าที่ยอดถูกต้อง นับสต็อกแล้วเคลียร์ริ่งถูกต้องก็ไม่มีปัญหา เพราะเคลียร์กันไปตั้งแต่มี.ค.แล้วค่ะ ซึ่งคือทุกคนนะ ยกเว้นเจ้าเดียว”
เขตต์ : “ผมว่าตัวบุคคลเขาเอาสะใจนะ ก็ยินดีกับเขาด้วยเขาทำสำเร็จ (หัวเราะ)”
บอกการใช้โซเชียลในเรื่องไม่จริงมาแขวนคนสาธารณะ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แนท : “ถามว่าส่งผลอะไรกับธุรกิจเราไหม คือถ้าใครที่รู้จักเราสองคน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยที่จะใช้โซเชียลในการโพสต์ประชดประชันหรืออะไร เรื่องนี้ก็ไม่เคย แต่คราวนี้เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมมากๆ กับพี่เขตต์ เราก็อยากให้เป็นเคสตัวอย่าง เอาจริงๆ ทุกวันนี้เราใช้สื่อโซเชียลกัน มันไม่ใช่ว่าใครอยากจะเอาใครไปแขวนโดยเป็นเท็จก็ได้ มันไม่ใช่แล้ว โลกมันควรเปลี่ยน และในแง่ธุรกิจมันก็มีคำถามแหละ เพราะข่าวที่ออกมามันออกจากฝั่งเดียว ฝั่งเราไม่เคยพูดเลย ก็เลยมาคุยกันว่าคงจะต้องมาพูดซะหน่อยให้ทุกท่านเข้าใจ”
เขตต์ : “แล้วคนที่ไปออกรายการที่เขาเบลอหน้า ก็ไม่ใช่คนของบริษัทนะครับ นี่มันเรื่องตลกอะไรกันก็ไม่รู้ แต่ถามว่าเครียดไหม ไม่เครียดเลย โมโหมากกว่า (หัวเราะ) ผมเป็นคนไม่ค่อยยุ่งอะไรกับใครอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรมเท่านั้นเอง”
แนท : “ซึ่งกับทางบริษัทคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีปัญหาอะไรกันค่ะ ล่าสุดก็เซ็นเอกสารรับทราบกันเรียบร้อยค่ะ ส่วนทางนายหน้าคนนั้นหลังจากที่มีข่าวออกไปแล้ว เขาก็ยังพิมพ์มาว่าคุณจะเอายอดไหนก็จ่ายมา คือเขาจะเอายอด 6 แสนนี่แหละ แต่เราบอกว่าไม่ได้ เพราะยอด 1,530 ที่มันหายไปจากสต็อก ก็ต้องคิดตัวเลขนั้นด้วย คุณจะบอกว่าไม่นับไม่ได้ ซึ่งก็เลยจบที่ประมาณ 2 แสนกว่าบาท”
เขตต์ : “ถ้าจะให้ฝากถึงการใช้โซเชียลเรื่องการออกมาโพสต์แขวนใครต่างๆ แบบนี้ ผมไม่กล้าฝากนะ มันเหมือนเป็นการสอนจรรยาบรรณตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ มันก็อาจจะแรงเกินไป แต่ในความรู้สึกผมคิดว่าทุกคนมีความรับผิดชอบส่วนตัวในเรื่องของงานที่ตัวเองทำอยู่แล้ว การทำเพจก็เป็นงานๆ นึง โดยเฉพาะคนที่เขาเป็นที่รู้จัก มันสามารถเช็กข่าวกันได้ นิดหน่อยก็ยังดี มูลค่าความเสียหายที่เราคุยกันมันคือนิดเดียวมากเลย แต่สิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้นคือชื่อเสียงที่ผมทำงานมา 30 กว่าปี ทำไมผมต้องมาโดนอะไรแบบนี้ ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเท่านั้นเอง”
แนท : “ก็ฝากว่าทุกวันนี้ไม่ว่าเพจสำนักข่าวหรือทุกๆ ท่าน จริงๆ เราเข้าใจในส่วนของธุรกิจในแง่ของเอนเกจฯ ในโซเชียล เพราะเราเองก็ทำธุรกิจออนไลน์ เอนเกจฯ เราก็อยากได้ เพียงแต่การนำเสนอก็อาจจะต้องนำเสนอสองฝั่ง”
ทนายเผยว่าตอนนี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้เรียบร้อยแล้ว
ทนาย : “ปัจจุบันได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานสอบสวนไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ เราก็แจ้งความไปในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาครับ แต่เรื่องพ.ร.บ.คอมบ์ฯ ต้องดูก่อนว่ามันเข้ากันหรือเปล่า จริงๆ ตอนนี้ในส่วนของคดีก็ให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุดก่อน แล้วผลลัพธ์ออกมายังไงก็เดี๋ยวจะมาแจ้งอีกทีครับซึ่งกับผู้ที่กล่าวเท็จก็จะดำเนินการทั้งหมดครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็กำลังสืบค้นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่ครับ”


