หลังการไกล่เกลี่ยนัดแรกไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ล่าสุด เวลา 09.00 น. วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) ที่ศาลแพ่งพระโขนง ถนนสรรพาวุธ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยรอบที่ 2 คดีที่ “ทราย สมุทร” สิรณัฐ สก๊อต ตกเป็นจำเลย ในคดีฟ้องเพิกถอนการให้ หลังถูกมารดาอย่าง “นางจีรนุช ภิรมย์ภักดี” ซึ่งเป็นโจทก์ ฟ้องเพื่อเอาสมบัติที่คุณตายกให้คืน หรือที่ถูกเรียกว่า “คดีลูกเนรคุณ”
โดยในวันนี้ทรายเดินทางมาถึงศาลในเวลา 09.00 น. ก่อนจะขึ้นไปยังห้องไกล่เกลี่ยทันที และไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มาปักหลักรอทำข่าว ทั้งนี้ ได้รับแจ้งว่าเจ้าตัวจะให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นกระบวนการในห้องไกล่เกลี่ยเรียบร้อยแล้ว ในช่วงเช้าจึงมีเพียงทางด้านของ “นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์”พร้อมด้วย “ทนายปุย นางสาวอัจฉรา แสงขาว”และ “นายคมสัน โพธิ์คง” ซึ่งเข้ามาเป็นทีมไกล่เกลี่ยจากการรับมอบอำนาจจากทราย มาให้สัมภาษณ์แทน ท่ามกลางบรรยากาศแฟนคลับของทรายที่เดินทางมาให้กำลังใจเช่นเดิม จากนั้นแฟนคลับทรายได้พร้อมใจกันไปไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่บริเวณด้านหน้าศาล เพื่อขอพรให้วันนี้การไกล่เกลี่ยราบรื่น
อย่างไรก็ตาม วันนี้ทางด้านคุณแม่ของทราย ได้เดินทางมาไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง หลังจากครั้งแรกไม่ได้มาเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพเครียดสะสม งานนี้คงต้องจับตาอย่างหนักว่าการเผชิญหน้ากันระหว่างทรายและคุณแม่ ในครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร
อ.ปานเทพ : “ข้อแรกก่อนนะครับ คุณทรายแจ้งมาว่าตอนเช้าจะขออนุญาตยังไม่ให้สัมภาษณ์ ไว้รอเสร็จแล้วจะมาแจ้งให้สัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งสำหรับตัวเขาเอง แต่ว่าอาจจะมาทักทายแฟนคลับหรือไม่ เดี๋ยวค่อยดูอีกที อันนี้เพื่อความเรียบร้อยในระหว่างการพิจารณา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์และสมควรแก่เหตุ
เรื่องที่สองก็คือวันนี้ เราจะติดตามเรื่องการละเมิดอำนาจศาล จากบุคคลหนึ่งที่มาแถลงข่าวที่นี่เมื่อคราวที่แล้ว ได้กระทำการในการเข้าไปประชุม แล้วก็ออกมาสัมภาษณ์ในสิ่งที่ศาลท่านได้กำชับไว้หลายประเด็น และเราได้นำคลิปนำเสนอต่อศาล ว่าให้ศาลพิจารณาในการไต่สวนและพิจารณาลงโทษ ว่าเข้าข่ายการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เนื่องจากการมาครั้งนั้น เป็นสาเหตุทำให้คุณทรายเห็นการสัมภาษณ์ที่ไม่เหมาะสม จึงมีการฉีกกระดาษสัญญาที่มีการตกลงกันกับคุณแม่ ที่เรียกว่าสัญญาปิดปาก เขาเห็นว่ามันเป็นกระบวนการหรือไม่ ในการที่ทำให้มีการด้อยค่าในระหว่างการเจรจา อันนี้เราก็จะแจ้งต่อศาล
ส่วนเรื่องที่สามก็คือการประนีประนอมเจรจาไกล่เกลี่ย ขอย้ำว่าเป็นแนวทางของศาลเอง และเราให้ความร่วมมือ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้มีการประชุมทั้งคุณทรายทั้งทีมทนาย ทั้งในส่วนของผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในการไกล่เกลี่ย เราได้พูดคุยกัน แล้วก็น้อมนำความคิดเห็นหรือข้อคิดจากท่านผู้พิพากษา ที่มีให้ทั้งโจทก์และจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งคดี เข้ามาพิจารณาโดยรอบ แล้วก็จะมาสรุปหลังจากได้มีการประชุมต่อหน้าบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง ว่าพวกเรามีความคิดเห็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะทางออกเป็นอย่างไร สำหรับทีมทนายแล้วก็ทีมเจรจา เราเตรียมทางออกไว้ทุกทางหมดแล้ว ไม่มีข้อกังวลใดๆ ครับ จะดำเนินคดีความต่อหรือไกล่เกลี่ยต่อ หรือสำเร็จหรือไม่เนี่ย เรามีแบบจำลองทุกกรณีที่จะรองรับได้ทั้งหมดครับ
ซึ่งในการประชุม เราก็คุยกันด้วยหัวใจมากขึ้น ในฐานะผู้ถูกกระทำ เราอยากจะคุยในมุมของหัวใจ ว่าคุณทรายจริงๆ ต้องการอะไรที่ทำให้เกิดการมีความสุขขึ้น การดำเนินชีวิตต่อไป ไปข้างหน้าได้ดีขึ้น เราเปิดใจคุยกัน เพื่อไปสู่การกำหนดแนวทางที่จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อคดีนี้ หรือคดีต่อๆ ไปครับ”
ถามว่ามีเรื่องใหม่อัปเดต หรือหลักฐานใหม่ไหม ส่วนใหญ่จะไม่ใหม่หรอกครับ จะเป็นการวิเคราะห์ เพราะว่าทุกอย่างมันครบหมดแล้ว เรื่องทีมทนายไม่ต้องห่วงเลยครับ ตอนนี้ประกอบกันทั้งส่วนของบ้านพระอาทิตย์ และทีมทนายเดิมของคุณทราย 20 คนนะครับ เราทำเป็นทีมใหญ่มากเพราะฉะนั้นแล้วแต่ละท่านมีประสบการณ์หลากมุมเยอะมาก ยังไม่นับคนที่เป็นทีมงานของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนด้านเทคนิค อย่างเช่น คุณเอกราช นามโภคิน หรือท่านอื่นๆ ที่มาให้กำลังใจเยอะมาก เอาเป็นว่าตอนนี้เราไม่มีความกังวลใดๆ นะครับ พร้อมทุกสถานการณ์”
ไม่รู้จะมีการนัดไกล่เกลี่ยรอบที่ 3 หรือไม่ แต่เอาประโยชน์และการตัดสินใจของ “ทราย” เป็นหลัก
อ.ปานเทพ : “การไกล่เกลี่ยยังไม่สำเร็จและมีนัดต่อไป ก็แปลว่ามันยังไม่สำเร็จข้อที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันล้มเหลว ถูกไหมครับ แต่แปลว่ามันมีช่องทางที่ศาลเห็นว่าน่าจะเจรจาพูดคุยกันได้ เราก็เดินแนวทางนั้นต่อ และคิดว่าเอาประโยชน์ของคุณทรายเป็นตัวตั้งแล้วก็การตัดสินใจของคุณทรายเป็นประเด็นหลัก มากกว่าความเห็นของพวกเราครับ ถามว่าสิ่งที่คุณทรายต้องการ ยังเหมือนเดิมไหม ก็อาจจะมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา แต่ว่าเป็นสิ่งที่เราต้องพูดในศาลเท่านั้นครับ อันนี้เป็นกระบวนการพิจารณาในการไกล่เกลี่ย เราไม่พูดข้างนอกเด็ดขาดครับ ศาลท่านได้กำชับไว้”
ไม่ทราบว่าทางคุณแม่ จะเดินทางมาศาลด้วยไหม แต่พร้อมตั้งรับทุกกรณี
อ.ปานเทพ : “ไม่ทราบครับ แล้วแต่เขาเลยครับ ไม่ว่าจะมาหรือไม่มา จะประนีประนอมสำเร็จหรือไม่สำเร็จเอาเป็นว่าพวกเราพร้อมทั้งหมดทุกกรณี (ถ้าคุณแม่ไม่มา จะมีผลกับการไกล่เกลี่ยอย่างไร?) ผมคิดว่าต้องมีแนวทางชัดเจน ว่าเจตนาคุณแม่เป็นยังไง ไม่ใช่ให้มีแต่ทนาย ไม่ใช่ว่าไกล่เกลี่ยไป แล้วปรากฎว่าสุดท้ายคุณแม่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่สามารถทราบได้ นี่คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับเพราะว่าสุดท้ายต้องมีการไกล่เกลี่ยโดยฝ่ายโจทก์และจำเลยเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น ถ้าจะเป็นไปได้ ฝ่ายเดียวทำไม่ได้ครับ”
(ในแง่ของกฎหมาย ถ้าฝั่งโจทก์ไม่มา จะทำให้การไกล่เกลี่ยยืดเยื้อ หรือหาทางจบไม่ได้หรือไม่?)
ทนายปุย : “คือขั้นตอนการไกล่เกลี่ย ถ้าเกิดโจทก์ไม่มา เขาก็ส่งตัวแทนมา อย่างรอบที่แล้ว ข้อเสนอบางข้อที่ทางฝ่ายโจทก์เสนอมา หรือทางเราเสนอไป เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจะนำไปหารือกับคุณแม่ ส่วนวันนี้ศาลท่านก็กำชับ ว่าให้มีผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในการเจรจามาในการไกล่เกลี่ย เพราะไม่อย่างนั้นการไกล่เกลี่ยก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นก็กลับมาที่ อ.ปานเทพพูดเมื่อกี้ ว่าการไกล่เกลี่ยวันนี้จะสำเร็จหรือไม่ อาจจะมีรอบต่อไปหรือไม่เนี่ย มันก็ขึ้นอยู่กับวันนี้ ว่าข้อตกลงที่เราเสนอไป หรือทางนั้นสามารถรับข้อเสนอของเราได้ไหมก็อาจจะมีอีกนัดหนึ่ง เพราะว่าคดีนี้มันจะสืบวันที่ 8 กับ 9 กรกฎาคมค่ะ ดังนั้นระยะเวลาก็ยังมีโอกาสที่จะไกล่เกลี่ยได้อยู่ค่ะ”
อ.ปานเทพ : “(การไกล่เกลี่ยรอบแรก ยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน กับเงื่อนไขของทางคุณแม่?) ถ้าคำว่ารับได้ก็คงสำเร็จไปเรียบร้อยนานแล้ว ตั้งแต่คราวที่แล้วถูกไหมครับ หมายถึงทั้งสองฝ่ายนะครับ แต่ถ้ามันยังต้องมีครั้งต่อไป ก็แปลว่ามันยังไม่สำเร็จ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นเงื่อนไขที่ยังทำให้ไม่สำเร็จ ก็ต้องกลับไปคิดทั้งสองฝ่าย แล้วก็ต้องกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าตอนนี้เงื่อนไขตรงข้ามกันเยอะมากไหม เรารอผลก่อนดีกว่าแล้วจะรู้ เอาเป็นว่าตอนนี้การเจรจายังไม่สำเร็จ แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการ มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จะต้องอยู่ที่คุณทรายตัดสินใจ”
กรณีที่ทรายจะฟ้องคดีอาญากับทางครอบครัว เกี่ยวกับเรื่องเงินและทรัพย์สินในตู้เซฟหายไป จะดำเนินการเป็นขั้นตอนต่อไป
อ.ปานเทพ : “อันนั้นเป็นขั้นตอนต่อไป เป็นอีกคดีหนึ่ง อยู่ในขั้นตอนต่อไปครับ อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่หมดอายุความครับทั้งสองกรณี”
กรณีบุคคลอ้างตัวมาให้สัมภาษณ์สื่อ ได้ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนไปแล้ว
อ.ปานเทพ : “เรายื่นไปแล้วครับ ยื่นต่อศาล 2 ครั้ง ครั้งแรกก็คือขอให้ศาลไต่สวน แล้วก็ลงโทษในข้อหาละเมิดอำนาจศาล และครั้งที่สองเราพบมีการพูดเพิ่มเติม ก็ส่งเพิ่มเติมอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพูด ต่อให้ลบไป มันก็ไม่หายไปไหนครับ เพราะเขาพูดไปแล้ว ก็ดูว่าศาลท่านจะพิจารณายังไง ไม่ใช่อยู่ที่เราแล้วนะครับ มาขอโทษเราไม่เกิดประโยชน์เพราะว่าเป็นคำสั่งศาล ศาลท่านจะพิจารณาว่าท่านถูกละเมิดหรือไม่”
ชี้ทนายฝั่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องรอศาลไต่สวนความจริง
อ.ปานเทพ : “คือตรงนี้ทนายฝั่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ เพราะทนายฝั่งโจทก์ เป็นผู้ที่ยอมให้มีการเข้าออกหลายครั้งในการเจรจา ก็แสดงว่าให้มารู้ความลับของฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ และเอาไปพูดข้างนอก ผมคิดว่าศาลท่านต้องพิจารณาครับ เขาต้องรับผิดชอบด้วยแน่นอนครับทนาย แต่ว่าจะรับผิดชอบแค่ไหน เดี๋ยวศาลต้องท่านต้องไต่สวนความจริงก่อน ว่าความสัมพันธ์จริงๆ มันเป็นยังไง
เราอยากรู้เหมือนกัน ว่าเขาเกี่ยวข้องกับคุณแม่จริงๆ หรือไม่ แล้วมาตัดตอนทีหลัง ก็ได้นะครับ หรือจริงๆ เขาเป็นตัวเขาเอง แต่ทนายยอมให้เข้าโดยไม่รับผิดชอบก็ได้นะครับ หรือทนายจะตัดตอน ก็ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางรู้เลย ว่าความสัมพันธ์ของเขาเป็นยังไง แต่ศาลท่านจะต้องไต่สวนความจริงนี้ก่อนครับ (หลักฐานตรงนี้ยังไม่ได้ชี้ชัด?) แต่เขากระทำไปแล้วหลายอย่าง ที่เราเห็นว่าละเมิดอำนาจศาล ในความเห็นเรานะครับ เราถึงร้องไป (เขามีติดต่อมาเคลียร์ไหม?) ไม่มีหรอกครับ มีแต่พูดผ่านสื่อตลอด”


