“ทราย สมุทร” ฉีกสัญญาปิดปากที่ทำไว้กับครอบครัวต่อหน้าสื่อ โดยสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ห้ามทรายนำเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวไปเล่าให้เกิดความเสื่อมเสียแลกกับเงินปีละ 5 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่ทรายออกมาเล่าเรื่องพี่เลี้ยงก็ไม่ได้รับเงินอีกเลย ทางทนายเผยสัญญามีปัญหาเป็นสัญญาที่มิชอบด้วยกฎหมาย
วันนี้ (10 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30น. ศาลแพ่งพระโขนงมีคำสั่งให้นัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่าง “นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี” โจทก์ผู้เป็นแม่กับ “สิรณัฐ สก๊อต” หรือ “ทราย สมุทร”จำเลยผู้เป็นลูกชายเรื่องเพิกถอนการให้ ซึ่งคุณแม่ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 และทรายได้ยื่นคำให้การแล้ว ศาลแพ่งพระโขนงนำคู่ความเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย
โดยทรายเดินทางมาศาลด้วยตัวเองพร้อมทีมที่ปรึกษาและทนาย ได้แก่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายปุย นางสาวอัจฉรา แสงขาว และ คมสัน โพธิ์คงท่ามกลางบรรยากาศแฟนคลับของทรายที่เดินทางมาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ส่วนทางคุณแม่จีรานุช ฝ่ายโจทก์ส่งทนายมาร่วมไกล่เกลี่ยแทนเพราะรู้สึกเครียดกับสถานการณ์นี้
ผลการเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คู่ความประสงค์จะขอเวลาเจรจากันอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายขอนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในวันที่16 มิถุนายน ณ ศาลแพ่งพระโขนง หลังจากนั้นทรายและทีมทนายได้เปิดใจกับสื่อโดยทรายได้ฉีกสัญญาที่ไว้กับครอบครัวต่อหน้าสื่อ พร้อมลั่นจากนี้จะไม่มีใครซื้อเสียงตนได้อีกแล้ว
ทราย : “เดี๋ยวนัดไกล่เกลี่ยอีกทีวันที่ 16 มิ.ย. มันมีอีกเรื่องนึงที่ทรายอยากพูด ทรายอยากให้ทุกคนเห็นสัญญาปิดปากของทรายที่ครอบครัวให้ทรายเซ็นเมื่อ 3 ปีที่แล้วตอนที่ทรายเล่าให้พวกเขาฟังว่าโดนพี่เลี้ยงข่มขืน ทรายไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัว แล้วเขาให้สัญญาตัวนี้มา สัญญานี้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าเราแลกเปลี่ยนความลับของเรา ความเป็นมนุษย์ของเรา เขาจะให้เงิน 5 ล้านบาทต่อปี
แล้วก็มีข้อระบุชัดเจนว่าผู้รับสัญญาตกลงจะดำรงไว้ในการรักษาชื่อเสียงของสมาชิกตระกูลภิรมย์ภักดี ผู้รับสัญญาจะไม่กระทำใดๆ อันเป็นการพาดพิงทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือทำให้การเกลียดชังเกิดขึ้นต่อตระกูลและครอบครัวภิรมย์ภักดี นอกเหนือจากนั้นทรายจะไม่พูดอะไรเกินเนื้อหาของเรื่องพี่เลี้ยงที่ทุกคนทราบอยู่แล้ว พยานที่เซ็นกับคนที่เซ็น ชื่อ จีรานุช ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ให้สัญญา หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี เป็นพยาน และนายสุนิษฐ์ สก๊อต เป็นพยาน (ฉีกเอกสาร) คุณซื้อเสียงผมไม่ได้ ทรายขอบอกตรงนี้ ความเป็นมนุษย์มันซื้อกันไม่ได้ คุณเอาเงินกับอำนาจของคุณไปไว้ที่อื่นดีกว่า ทรายไม่เล่นอะไรแบบนี้ครับ
เป็นสัญญาเมื่อปี 2023 ในวันนั้นทรายไปขอความรักด้วยปัญหาที่เราเจอมา เรากลับได้เงินมาแลกเปลี่ยนกับชีวิตของเรา วันนั้นเราไม่ได้รู้อะไรดีไปกว่านั้น วันนั้นมันแค่ทางเดียวของเราจนเราโตขึ้น โลกมันกว้างขึ้นทำให้เราเห็นว่าคนในสังคมไม่ได้วัดคุณค่าของคนด้วยเงิน ทรายเชื่อว่าคุณไม่สามารถซื้อเสียงของคนด้วยเงินได้ ไม่ว่าคุณจะมีอำนาจเยอะขนาดไหน กรรมมันมีจริงครับ และความจริงมันไม่มีวันตายครับ
ในวันนั้นทุกคนในครอบครัวทรายอยู่ พี่ต่อย (ณัยณพ ภิรมย์ภักดี) พี่ตั๊น (จิตภัสร์ กฤดากร) ป้าต้น (หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี) น้าหนุ่ย (จุไรรัตน์ ภิรมย์ภักดี) แม่ทราย พาย (สุนิษฐ์ สก๊อต) แล้วก็ทราย ในวันนั้นทรายบอกทุกคนเกี่ยวกับที่ทรายไร้บ้าน การที่ทรายไปอยู่ที่กระบี่ ทำงานอุทยาน การที่ทรายติดโควิดอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล เพราะไม่มีครอบครัว ทรายเล่าหมดทุกอย่าง สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็คือสัญญานี้ในวันนั้นก็คือวันเดียวกันว่าทรายมีเทปพี่ชายว่าพี่ชายทำอะไร 3 ปีที่แล้วตั้งแต่วันนั้นทุกคนรู้เรื่องนี้หมด”
ในตัวสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คมสัน : “ในตัวสัญญาเป็นสัญญาเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูด โดยหลักการถ้าขัดต่อสิทธิเสรีภาพก็อาจจะมีปัญหาเรื่องความไม่สงบได้ ทีมกฎหมายมองว่าสัญญานี้เป็นสัญญาที่มีปัญหา อยู่ที่ศาลจะตัดสินยังไง เพราะมันอยู่ในสำนวนแล้ว”
ทราย : “ในวันนั้นแน่นอนว่าเราต้องยินยอมเซ็น ในตอนนั้นคือเราจะมีใครถ้าในชีวิตนี้เราไม่มีครอบครัว ณ ตอนนั้น แต่วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วไง ในสัญญาระบุว่าถ้าเราผิดสัญญาเขาจะหยุดให้เงินเรา หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นเขาก็งดไปปีนี้แหละ เขาคิดว่าชีวิตเราคุ้มค่าแค่ 5 ล้านบาท (กลัวไหมว่าเราผิดสัญญาแล้วเราจะเสียเปรียบ?) สัญญามันผิดจรรยาบรรณมาตั้งแต่แรก คุณไม่ควรข่มขืนคนอื่นแล้วเอาสัญญามาปิดปาก”
คมสัน : “สัญญาตัวนี้จะมีปัญหา โดยทางคดีทางทนายเขาจะไม่หยิบสัญญานี้ออกมาฟ้องหรอก เพราะสัญญานี้เขาสามารถเป็นคนบอกเลิกและงดจ่ายได้ แต่คุณทรายเอามาฟ้องได้ ทางนั้นเขาเลยต้องไปใช้เรื่องอื่นฟ้องเพื่อถอนการให้ ซึ่งก็คือคดีนี้แหละที่มาไกล่เกลี่ย การที่เขาไม่จ่าย ณ ขณะนี้ถือว่าเขายกเลิกสัญญาแล้ว”
คดีตอนนี้อยู่ในส่วนการไกล่เกลี่ยที่ยังไม่สิ้นสุด
ปานเทพ : “ผู้ที่เสนอให้มีการไกล่เกลี่ยเป็นเจตจำนงของผู้พิพากษาให้มาเป็นนัดไกล่เกลี่ย เราก็มาตามที่ศาลท่านนัด เมื่อท่านต้องการเห็นการไกล่เกลี่ยก็พูดคุยกัน โดยศาลท่านกำชับไม่ให้เผยแพร่รายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น โดยสรุป ณ ตอนนี้การเจรจายังไม่แล้วเสร็จ ยังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่ยุติ จะมีนัดต่อไปอังคารหน้า เปิดเผยได้เพียงเท่านี้”
คมสัน : “การที่เขาไม่มาด้วยตัวเองก็ไม่เป็นอะไร เขาแต่งตั้งทนายมาแทนได้ ก็มอบอำนาจมา”
ทราย : “จุดที่อยากให้ทุกคนโฟกัสคือทำไมทรายต้องมาอยู่ในศาลวันนี้ด้วยคดีลูกเนรคุณ ไม่มีอะไรจะพูดเพื่อบิดเบือนความจริงได้ วันนี้ทรายคือบุคคลที่ไม่ได้ทำเนรคุณมาอยู่ในศาล”
เล่าที่มาการไปเจอตู้เซฟมรดกคุณยาย บอกตอนนี้ไม่รู้ว่ามรดกหายไปตกอยู่ที่ใคร
ทราย : “ทรายโชคดี ทรายให้ทนายมาช่วยคัดสำเนาจากเขต ก่อนหน้านี้ทรายไม่เคยเห็นเลย ไม่ได้รู้ว่า มีนา (พี่เลี้ยงที่ข่มขืน) มีชื่อเป็นพยานอยู่ในนั้นด้วย ที่ผ่านมาเขาบอกว่าของคุณตาคุณยายไม่ได้มีอะไร แต่ทรายไปเจอว่ามันมีทรัพย์สินหลายอย่างที่ทรายไม่เคยรู้เลยว่าคุณยายทิ้งไว้ให้ทราย เพราะตอนนั้นมีคนบอกว่าไม่มี จำนวนมรดกมูลค่าเท่าไหร่มันประเมินไม่ได้เพราะไม่มีใครเห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้น รู้ว่ามันมีเยอะแล้วหายไปเป็นพวกเงิน เพชร พวกเครื่องประดับ”
ปานเทพ : “ตามพินัยกรรมคุณทรายจะต้องได้เงินสดในตู้เซฟ และเครื่องเพชรที่ระบุรายชื่อว่าติดชื่อใคร มูลค่าเท่าไหร่ยังประเมินไม่ได้ มันมีเอกสารชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ คดีอาญาที่คุณทรายจะฟ้องก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ”
ทราย : “ตอนนี้มรดกไปอยู่ที่ใครก็ไม่รู้ครับ ต้องไปถามมีนาครับ”
ปานเทพ : “ใครเปิดเซฟโดยที่ไม่แจ้งทรายก่อนก็ต้องตามนั้น”
เสียงสั่นน้ำตาคลอการได้เห็นสิ่งที่คุณตาคุณยายมอบให้เหมือนสิ่งสุดท้ายที่ตนมีจากท่านเพราะตนไม่ได้มีกระดูกคุณตาคุณยายอยู่ที่บ้าน
ทราย : “กระดูกคุณตาคุณยายทรายก็ไม่มีสิทธิ์เอามาเก็บไว้ที่บ้าน วันที่ทรายได้เอกสารของคุณตาคุณยาย มันเหมือนเราได้ส่วนของเขากลับคืนมา ซึ่งเราไม่ได้ได้… ตอนที่เขาวางเอกสารบนโต๊ะที่เป็นพินัยกรรมคุณตาคุณยาย รู้สึกเหมือนว่ามันคือสิ่งสุดท้ายที่เรามีจากเขา ก็ต้องขอบคุณทีมทนายที่ทำให้ทรายเห็นในสิ่งที่ทรายไม่ได้รู้มาก่อน มันไม่มีคำบรรยายสำหรับสิ่งที่ทรายรู้สึก ทรายรู้สึกว่าต่อไปนี้ไม่มีใครซื้อเสียงทรายได้ไม่ว่าเขาจะมีเงินหรืออำนาจเยอะแค่ไหน”


