เปิดตำนานความหลอนบทใหม่ที่ไม่ใช่แค่ในวัดอีกต่อไป เมื่อ “ไมค์ ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ”ผู้กำกับคนดังจากแฟรนไชส์สุดฮิตอย่าง “พี่นาค” ร่วมงานกับ 13 Studio เสกภาพยนตร์สยองขวัญ “กฤษดาพาราไดซ์” ที่ได้ 2 หนุ่ม “โฟร์ท ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” และ “ยอร์ช ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์” นักแสดงชื่อดังของไทย ที่ผันตัวเป็นบอยแบนด์เกาหลี POW มาร่วมงานกันอย่างง่ายดาย
ซึ่ง ไมค์ ภณธฤต ผู้คร่ำหวอดการทำหนังผี ได้เล่าถึงการทำงานเบื้องหลังกว่าจะเป็นภาพยนตร์ กฤษดาพาราไดซ์ 5 ข้อที่ทั้งเซอร์ไพรส์และชวนขนลุก ถึงขั้นที่ไมค์เอ่ยปากว่าเป็นหนังที่ถูกพลังงานเล่นงานเยอะที่สุด
1.ทุกอย่างเกิดขึ้นไว ลงล็อกแบบบังเอิญ
“แรงบันดาลใจมาจากที่วันนึงรู้สึกว่าเราทำ พี่นาค, หุ่นพยนต์ มันอยู่แต่ในวัด เราก็เลยรู้สึกว่าอยากทำหนังนอกวัดบ้าง วันนึงเราไปเชียงใหม่ได้นั่งคุยกับน้องคนนึง เขาถามว่าเมื่อไหร่จะทำหนังนอกวัดบ้าง เราก็บอกว่าพี่ชอบทำหนังที่อิมแพคกับโลเกชั่น น้องเลยบอกว่ามันมีสวนน้ำร้างสวยมากโคตรน่ากลัว ก็เลยให้น้องพาไปดูสวนน้ำนี้ที่หางดงปิดมานานแล้ว 30 ปีเข้าไปกันสองคนบรรยากาศมันเป็นที่รกร้าง เราไปเห็นแล้วสวยว่ะ เจ๋งว่ะ น่าถ่ายหนังมาก
ภาพมันมาหมดเลย เห็นอุโมงค์น้ำที่มันลึกเข้าไป ค่อยๆ มืดแล้วเรารู้สึกว่าถ้าหนีผีมันจะเป็นยังไง มีเรื่องเล่าโน่นนี่ เลยคิดว่าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นเรื่องการซ่อนแอบ ผีลักซ่อน เลยลองคิดพล็อตขึ้นมา แล้วเราก็มาคุยกับทาง 13 Studio เขาโอเค อยู่ๆ ก็ขายผ่านเลย ก็ทำบทแล้วก็ไปติดต่อขอเจ้าของสถานที่ เราก็ส่งบทให้ดู เขามีข้อแม้ว่าจะไม่ใช้ชื่อ ไม่ให้มีผลกับเขา”
2. เจ้าที่แรง
“ในฐานะผู้กำกับหนังผีที่อยู่กับสิ่งเร้นลับมาตลอด ผมเชื่อว่าทุกที่มีเจ้าที่ทุก ทุกที่มีพลังงานหมด แต่ว่าในที่ที่นี้อาจจะเพราะเราเอาคนเอากองถ่ายเข้าไป ไปโวยวาย ไปเล่น ไปผีหลอกกัน เราก็ไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ เขาอยู่เงียบๆ ของเขามา 30 ปี ระหว่างถ่ายทำเรื่องมันเกิดเยอะจนผมรู้สึกว่ามันผิดปกติ ซึ่งก่อนที่จะถ่ายทำทางเจ้าของสถานที่เขาก็พาเราบวงสรวงให้ เขาบอกว่าที่นี่ของแรงนะ เขาเลยทำพิธีให้เราเอง เราก็ไม่รู้ว่าจะแรงขนาดนี้ เพราะตอนถ่ายทำวันแรกเราก็บวงสรวงของเราเองด้วย เป็นบวงสรวง 2 รอบ เรื่องก็เกิดขึ้นทันทีระหว่างบวงสรวงเลย เหมือนฉากในหนังผีที่เราเคยดูๆ กันมากๆ ระหว่างกำลังบวงสรวงทีมงานก็ตกลงมาจากต้นไม้ และก็อีกหลายเหตุการณ์ตามมา
ผมมาประมวล หนังเรื่องนึงมันจะอะไรขนาดนี้ เราเลยรู้สึกมันเยอะจนเราคอนเฟิร์มว่าเจ้าที่แรงมาก จนเรารู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องไปขอขมาเจ้าที่อีก ก็เตรียมอาหารเหนือไป จุดธูป 36 ดอก ไปขอขมาแต่เรื่องก็ยังไม่จบ”
3. หน้ากากพรานบุญ
“ความยากจะเป็นเรื่องอุปสรรคของการถ่ายทำ คือทุกอย่างดูจะง่ายหมดทั้งๆ ที่มันน่าจะยากนะ จนมาถึงช่วงตอนถ่ายทำ ที่กองมีปัญหาเกิดขึ้นตลอด ทีมงาน นักแสดงเกิดอุบัติเหตุ มีเรื่องตั้งแต่เปิดกองวันแรกจนวันปิดกอง นอกจากเรื่องเจ้าที่แรงแล้ว สิ่งที่ผมนึกได้อีกอย่างคือผมเอาหน้ากากพรานบุญมาเล่น คือทีมอาร์ตเขาเอามาเช็ตไว้แล้วเราเห็นอยู่ตรงนั้นมันสวยดีเลยเอามาจับใส่นักแสดงแล้วให้มันเล่นตลกด้วยความไม่รู้อะไร
พอทีมงานเริ่มประมวลเรื่องจากอุบัติเหตุที่หลายๆ คนเจอ ทำให้นึกถึงหน้ากากพรานบุญขึ้นมาได้ ยอมรับว่าเรานอยด์กันหมด ก็รีบบินไปใต้เพื่อไปขอขมาท่าน ก็ตั้งใจไว้ว่าหนังฉายเรียบร้อยแล้วเราจะกลับไปไหว้ท่านอีก”
4.การโคจรมาเจอกันของ ยอร์ช ยงศิลป์ -โพร์ท ณัฐวรรธน์
“กฤษดาพาราไดซ์ เป็นหนังผีที่เล่าเรื่องมิตรภาพของการที่คนนึงถูกมิตรภาพทำร้ายแล้วพอวันนึงเขาตายไปเป็นผีก็เอามิตรภาพกลับมาทำร้ายคน ผมกับโฟร์ทเจอกันตอนน้องอายุ 14 ส่วนยอร์ชเจอตอนอายุ 13 แล้วผ่านกันไปมา ไม่ได้ทำงานด้วยกันสักที คิวไม่ได้บ้างอะไรบ้าง พอมีเรื่องนี้เราทำบทมาเลยนึกถึงคาแรกเตอร์น้องออกว่าเป็นเขาจะเป็นยังไง เลยคิดเป็น 2 คนนี้ที่จะจับเขามาเจอกัน มันน่าสนใจเลยลองทักหาน้องดู
ความโชคดีคือตอนติดต่อไปช่วงนั้นเป็นไทม์มิ่งโฟร์ทได้พอดี คุยปุ๊บเขาให้คิวเลย แล้วยอร์ชน้องไม่ได้เล่นหนังนานแล้ว เขาก็อยากเล่น น้องเลยไปคุยกับค่าย ค่ายสกรีนบทให้ผ่าน ยอร์ชมาถ่ายตอนช่วงที่วงเขาพัก เราต้องวางคิวให้พอดี เพราะเขาจะมีคิวไปทัวร์คอนเสิร์ตต่อที่ยุโรป รวมถึงคิวโฟร์ทด้วย
ได้จากการที่เหมือนถ่ายของเราเสร็จแล้วเขาก็จะมีทัวร์ แล้วมันลงตัวพอดี ยอร์ชเขาก็บินมาจากเกาหลีเพื่อมาถ่าย งานเราถ่ายเชียงใหม่ 80% มันก็เลยโฟลว์ เป็นความโชคดีของผมมากๆ ที่ได้คิวยอร์ช -โฟร์ทมาแมตซ์กันลงตัว ผมมูมาเยอะมากด้วยแหละ”
5. อาถรรพ์ทีมงานนักแสดงเกิดอุบัติเหตุ
“เราถ่ายหนังมาหลายปีไม่เคยเจอขนาดนี้ เป็นอุบัติเหตุที่ไม่จบไม่สิ้นจนวันปิดกล้องเลย ระหว่างถ่ายไม่มีเจอผีเจออะไรนะ แต่มีผลกับตัวนักแสดงกับทีมงาน ไม่เลือดออกก็ป่วย คือเรื่องเกิดตั้งแต่วันแรกที่ถ่ายทำระหว่างบวงสรวงเลย ทีมงานตกต้นไม้ระหว่างบวงสรวง โฟร์ทแอดมิตเข้าโรงพยาบาลไปเลยช่วงนึง
ทีมงานลงน้ำแล้วป่วย มาถ่ายสตูฯ ทีมสตั๊นหัวแตก น้องนักแสดงเด็กตกสลิง คือมันจะมีปัญหาจนเรารู้สึกว่ามันผิดปกติ จากที่เราถ่ายหนังผีมาเยอะ มันจะมีอะไรให้รู้สึกว่าทำไมมีแต่เรื่อง เยอะจนต้องคุยกับค่ายว่ามันแปลกๆ แล้ว ระหว่างการถ่ายทำ เราเดินสายขอขมาอยู่เรื่อยๆ เรารู้ว่าเจ้าที่แรงเพราะเจัาของที่เขาบอก แต่ไม่รู้ว่าจะแรงขนาดนี้ จนวันปิดกล้องในกรุงเทพฯ โปรดักชั่นดีไซน์รถคว่ำ สลบไป 2 วัน เราก็บินไปขอขมาอีกรอบ
ทั้งหมดที่เล่าเป็นในทางใช้ความเชื่อและวิจารณญาณนะ เรามานั่งประมวลผลทั้งหมดประกอบกัน ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรตรงไหน แต่มันเกิดเยอะจนทุกคนรู้สึกว่ามันผิดปกติ
ผมเชื่อในฐานะผู้กำกับหนังผีที่อยู่กับสิ่งเร้นลับมาโดยตลอด ทุกที่มีเจ้าที่ ทุกที่มีพลังงานหมด แต่ว่าในที่ที่นี้อาจจะเพราะเราเอาคนเอากองถ่ายเข้าไป ไปโวยวาย ไปเล่น ไปผีหลอกกัน เราก็ไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ เขาอยู่เงียบๆ ของเขามา 30 ปี เพราะฉะนั้นเราเลยต้องขอขมา เลยรู้สึกว่าเป็นหนังที่ผมโดนพลังงานเล่นงานเยอะที่สุด”


