“เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เปิดใจตรวจพบ HPV สายพันธุ์ 16 นาน 5 ปี เผยเคยร้องไห้หนักเพราะกลัวเป็นมะเร็ง แฮปปี้ครอบครัวกลับมาพร้อมหน้า เตรียมจัดงานแต่งให้ “แม่เกตุ” หากทำยอดขายทะลุ 3 ล้าน เผย “ลิลลี่-บอล” คืนดีกันแล้ว หลังรักๆ เลิกๆ อัปเดตคดีฟ้อง 70 ล้าน อยากหาทางออกร่วมกัน พร้อมช่วยทุกอย่าง ยันพูดถึง “น้องฟ้าใส” เพราะเป็นห่วง ไม่ได้หิวแสง
ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงไม่น้อย หลังนักร้องสาว “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น”หรือ “เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ”ออกมาเปิดเผยว่าตรวจพบเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรง มานานกว่า 5 ปี โดยล่าสุดวันนี้ (3 มิ.ย.) ได้เจอสาวเจนนี่ในงานแถลงข่าวเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ Xpress Clinic เจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงอาการล่าสุด พร้อมเล่าย้อนถึงวันที่รู้ผลตรวจ และแนวทางการดูแลสุขภาพของตัวเองตลอดช่วงที่ผ่านมา ก่อนจะอัปเดตเรื่องความรักของ “แม่เกตุ”และความสัมพันธ์น้องสาว “ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” กับแฟนหนุ่ม “บอล ซีทู”ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในช่วงรักๆ เลิกๆ
“ตรวจเจอ HPV คือจริงๆ เจอมา 5 ปีแล้ว เคยถามคุณหมอว่าออกมาพูดเรื่องนี้ดีไหม คุณหมอบอกว่าถ้าคนเข้าใจ เขาก็จะเข้าใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจจะคิดว่าเราเป็นมะเร็ง จนกระทั่งเราก็ไปตรวจรอบที่ 3 มันยังอยู่ เราก็รู้สึกว่างั้นเราออกมาพูดเรื่องนี้แล้วกัน เพราะว่าบางทีการที่เราออกมาแชร์ แล้วเราได้เทคนิค ข้อดีของการออกมาแชร์ คือพอแชร์ไป 2 วัน เมื่อวานมีคนทักมาเลยว่าให้ดูแลตัวเองยังไง เขาเคยติดเชื้อนี้มา 6 ปีแล้วหายขาดเราก็ได้เทคนิคจากเขามา แล้วก่อนหน้านี้เวลาไปโรงพยาบาล เราก็จะมีความปิดบังนิดๆ หน่อยๆ ว่าไปทำไมบ่อย ไปตรวจอะไร
เราก็เลยรู้สึกว่างั้นวันนี้ขอพูดแล้วกัน ว่าเราตรวจเจอ HPV เป็นสายพันธุ์รุนแรง ก็คือสายพันธุ์ 16 แต่คุณหมอบอกว่า เจนนี่ใช้ชีวิตปกติได้เลย ปีสองปีแรกที่เจอก็เสียใจ ร้องไห้ เพราะคิดว่ามันคือมะเร็งหรือเปล่า คือเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้ คุณแม่เราก็เป็น คุณลุงก็เป็น คุณตาก็เป็น มันเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า แต่คุณหมอบอกว่า ผู้หญิงถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีน คือ 80% ติดเชื้อ HPV กันเยอะมากแค่เป็นสายพันธุ์ไหน คุณหมอก็บอกว่า สิ่งที่เจนนี่ต้องทำหลังจากนี้ ก็คือเสริมภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง นอนไว ออกกำลังกาย กินน้ำเยอะๆ กินอาหารดีๆ ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นมาตลอด”
ตรวจเจอครั้งแรกเพราะไปตรวจสุขภาพประจำปี
“มันไม่ได้ผิดปกติเลยค่ะ ครั้งแรกที่ไปตรวจ คือไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะว่าชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยตรวจเลย ตอนนั้นประมาณ 6 ปีที่แล้ว ยังไม่ได้มีครอบครัว ยังไม่ได้อะไรเลย ไปตรวจที่นครศรีธรรมราช คุณหมอบอกเจอเชื้อ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหน ก็ไปตรวจเสร็จ คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยว 2 ปีเชื้อน่าจะหาย ทีนี้พอคลอดน้องยูจินเสร็จ ก็ไปตรวจ คุณหมอบอกว่าเชื้อยังอยู่ แต่ยังไม่ได้อัปเกรด ยังไม่ได้ลุกลาม ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย พอคลอดน้องจาญ่าเสร็จ ก็ไปตรวจอีก คุณหมอก็บอกว่า ยังอยู่ แต่ยังไม่ได้ลุกลาม แล้วก็เหมือนจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น
คุณหมอบอกว่าก่อนหน้านี้ เชื้อที่เป็นแผลเก่า มันเหมือนจะใหญ่กว่า แต่พอรอบนี้ที่เป็นน้องจาญ่าเหมือนมีเล็กลง คุณหมอบอกว่าไม่ต้องตกใจ ถ้าอยากมีลูกให้รีบมีเลยช่วงนี้ ถ้าสมมติอนาคตมันลุกลาม การแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการตัดมดลูก แต่คุณหมอบอกว่าอันนั้นให้อยู่หลังสุด เพราะว่ามันยังไม่ถึงขั้นนั้น มันยังสามารถที่จะจี้ได้ มันยังวิธีมีวิธีการรักษาอีกหลายอย่าง แล้วก็โชคดีของเจนนี่ คือไปตรวจเจอตั้งแต่อายุ 20 กว่า บางคนเจอตอนอายุ 40-50 มันเป็นมะเร็งไปแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้หนูอยากจะเชิญชวนให้ทุกคนตรวจเชื้อ HPV เถอะค่ะ และถ้าที่บ้านไหนมีลูกสาว 7 ขวบขึ้นไป ไปฉีดวัคซีน”
หมอห้ามทำทุกอย่างที่จะทำให้ภูมิตก ขำๆ แอบกลัวจะท้องอีก เพราะฉีดยาคุมไม่ได้
“ถามว่า ณ วันนี้เราฉีดวัคซีนได้ไหม ฉีดได้ แต่มันก็คือมีเชื้อไปแล้ว แต่มันฉีดเพื่อไม่ให้มันลุกลาม แต่เจนนี่ก็มีข้อห้ามในการใช้ชีวิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการคุมกำเนิด การฉีดยา คือคุณหมอก็บอกเลยว่าห้าม อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันตกลง ห้ามทำแบบ 100% แม้กระทั่งกินยาคุมก็ยังไม่ได้ กลัวจะท้องเหลือเกินตอนนี้(หัวเราะ)
ตอนเทศกาลเจนนี่ คุณหมอรัวไลน์มาเลยนะ แต่หนูก็คือไม่ได้บอกใคร บอกคุณหมอเอาเงินก่อน (หัวเราะ) เพราะช่วงนั้นมันไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไง แต่ว่าตอนนี้ค่ะ พอหลังจบเทศกาล ถ้าใครได้ติดตามไลฟ์สไตล์เจนนี่ เราเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินน้ำ 3 ลิตร นอน 8 ชั่วโมง คอนเสิร์ตก็คือน้อยลงแบบเห็นได้ชัดเลย สัปดาห์หนึ่งคือขอแค่คิวเดียว เพราะว่าถ้าต้องนอนดึกติดกัน 2 วัน 3 วันเนี่ย เริ่มไม่ได้แล้วภูมิตกพอภูมิตกมันก็มีผลต่อเชื้อได้
ส่วนเรื่องการกินก็ตัดพวกของทอด ของย่าง หมูกระทะที่เคยกินอย่างนี้ ก็อาจจะเบาลง 2 ปีแรก ไม่ไหวนะ ปีแรกคือร้องไห้ เราจำภาพตอนที่แม่เราเป็นมะเร็ง แล้วเรากลัวไปมาก ยิวอะไรก็ร้องไห้กันแต่พอเจอคุณหมอเรื่อยๆ คุณหมอคือแกมันคือคนปกติ แกอย่ามาสำออย มันไม่ใช่มะเร็ง แล้วกว่าที่มันจะเป็นมะเร็ง มันต้องไปเป็น HPV ระยะ 1 2 3 4 ก่อน ถึงจะเป็นมะเร็งระยะที่ 1 มันมีระยะก่อนมะเร็งอีก คือเอาเป็นว่าโชคดีนะวันนี้ของเราคือเราเจอก่อน”
ช่วงนี้ครอบครัวสุขสันต์ กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน
“ก็ประมาณนั้น ก็พร้อมหน้าพร้อมตา เจนนี่กับแม่กับน้องก็เจอกันได้ปกติ ถ้าเป็นเรื่องของเจนนี่กับแม่ก็ดีขึ้นค่ะ มันก็มีแซวกันนะ ว่าช่วงนั้นแม่โดนทัวร์ลงแม่เป็นไงบ้าง ก็มีข้อดีข้อเสีย แกบอกว่าข้อเสียคือแกเสียใจ เพราะว่าเราก็ออกมาพูดเรื่องในบ้าน แต่ข้อดีคือพอคนเมนต์เยอะๆ แกก็เข้าใจว่าแกก็ผิดเรื่องอะไร มันก็เหมือนเป็นบทเรียนให้แกได้เติบโตมากยิ่งขึ้น
ตอนนี้แกมีแฟน คุณลุงสวนทุเรียน ตอนแรกหนูก็มีการตั้งสเปซ ไม่ค่อยเข้าถึงเท่าไหร่ แต่พอลงไปกินข้าวกับแกจริงๆ แล้วแกตัวติดกันตลอด มันก็ต้องเจอกัน ก็กลายเป็นว่าพอเจอคุณลุง ถ้า ณ วันนี้หนูรู้สึกว่าเขาก็เป็นคนใจดี แล้วก็เป็นคนที่เรียบง่ายคนหนึ่ง คุณลุงก็เป็นคนถ่อมตัว เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนรวยอะไรนะ เขาก็เป็นคนทำงาน ทำสวนทุเรียน แล้วก็ไม่มีหนี้ไม่มีสิน มีลูกกี่คนอะไรอย่างนี้”
สแกนเช็กประวัติหมด เพราะคนเข้าหาแม่เยอะ
“ไม่ได้ค่ะ แม่เราอยู่ในจุดที่คนจะเข้าหาเมื่อไหร่ก็ได้ คือเราไม่ได้บอกว่าแม่เราสวยหรือรวยขนาดนั้น แต่ความเป็นแม่เจนนี่ลิลลี่ ก็จะมีคนอยากเข้ามาเยอะมาก ถ้าไปดูข้อความในเฟซบุ๊กเก่าๆ ของแม่น่ากลัวมาก ผู้ชายทักแชต น้องเกตุกินข้าวหรือยังครับ อะไรฟีลนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะเข้ามาต้องสแกนนิดหนึ่ง แม่เราก็มีปัญหาเรื่องเงิน ถ้าคนเข้ามาแล้วมีปัญหาเรื่องเงินอีก ซูเปอร์เรื่องเงินเลยนะ อย่างน้อยเข้ามาต้องไม่เป็นภาระ และต้องทำให้คุณแม่สบายใจขึ้น”
คนนี้ผ่านไหมก็ยังไม่ชัวร์ ยังแม่เหมือนกลับไป 14 อีกครั้ง
“เราก็ยังไม่ชัวร์ขนาดนั้นหรอก แต่ถ้า ณ วันนี้ก็รู้สึกว่าดีค่ะ เพราะว่าสองคนนั่งไลฟ์สดทุกวัน ทำงานทุกวัน แล้วข้อดีของการที่คุณแม่มีแฟน คือหนึ่งเขาไม่เหงา สองคือเขาก็ไม่เข้ามามารบกวนเราเรื่องเงินเหมือนที่ผ่านมา แล้วเรารู้สึกว่าพอพากันทำงาน คู่รักถ้าเกิดว่านำพาไปในทางที่ดีขึ้น ก็โอเคค่ะ (แม่เหมือนกลับไปอายุ 14 ครั้ง?) คือเอาจริงๆ นะ บางเรื่องหนูก็ยังแคปไปเลย บอกแม่ (เสียงสูง) บางทีนั่งไลฟ์สดกันแต่เกี่ยวหู เกี่ยวก้อย หอมแก้ม แต่ก็คือความสุข บางทีคนบอกถ้ากดตะกร้าครบหมื่นหนึ่งให้หอมแก้ม แกก็ทำ”
ลั่นถ้าทำยอดขายได้ 3 ล้าน จะจัดงานแต่งให้
“แม่กับลุงเขาก็อยากแต่งงานกัน แต่เราก็บอกว่าถ้าอยากแต่งงาน ก็ขายของให้ได้ 3 ล้านก่อน ก็ได้ยืดเวลาไปก่อนด้วย เพราะว่าเขาต้องดูใจกันอีกนิดหนึ่ง โห ทำหน้าที่เหมือน… (หัวเราะ) ก็คือแม่กับหนูเราก็เหมือนเพื่อนกัน ก็คุยกันได้ แล้วก็คุยไปว่าถ้าสมมติขายของได้ 3 ล้านจริงๆ เดี๋ยวทางนี้จัดงานเอง ก็สนุกดีก็เป็นคอนเทนต์ เป็นความสุขของผู้ชมก็โอเคค่ะ แล้วก็ถ้าอยากแต่งงานกันจริงๆ ก็ฝ่าฟันอุปสรรคขายของกันไปก่อน ตอนนี้ยอดก็เกือบ 2 ล้านแล้ว แม่ก็บอกว่างั้นแต่งวันเกิดเลยไหม แล้ววันเกิดแม่คือกันยายนนี้ ก็เลยบอกไปว่างั้นขอดูว่าจะเอากันยายนหรือมีนาคม”
แจงไม่ได้เป็นภาระ เพราะทำยอดให้ 3 ล้าน ก็เอากำไรนั่นแหละมาจัดงานแต่ง
“อุ้ย เขาขายของได้ตั้ง 3 ล้าน ฉันก็ได้กำไรอยู่แล้ว ฉันไม่ทำอะไรให้เข้าตัวหรอก ก็กำไรมาจัดงานได้ เพราะว่าเราก็วางแผนมาหมดแล้ว มันเป็นกลยุทธ์ของเรา คุณแม่จะมีแฟนได้ แต่ต้องช่วยกันขายของให้เจนนี่นะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ก็ซัปพอร์ตแม่ ก็ปรึกษาหารือปกติค่ะ เรื่องเงินก็คือฝ่ายแม่จะไม่ขอแล้ว แต่เราก็ยังมีให้อยู่เรื่อยๆ ส่วนเรื่องอื่นๆ หนูว่าถ้าแม่อยากคุยเรื่องอะไรเขาก็คงคุยมา เพราะเขารู้อยู่แล้ว ว่ากับหนูคือคุยได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ว่าเหมือนเรื่องคุณลุงอ่ะ อันนี้แม่คือตัดสินใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีที่มานั่งปรึกษาว่าคุณลุงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ดีไหม ให้ดูกันไปเรื่อยๆ”
ยังไม่ถึงขั้นวันนี้คือวันที่รอคอย
“หนูว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้านำวันนี้ที่เรารอคอยจริงๆ คือครอบครัวใหญ่ต้องเจอกัน ซึ่งวันนี้มันยังไม่ใช่ อาจจะขอเวลาอีกสักแป๊บหนึ่ง ขอให้ต่างฝ่ายต่างพิสูจน์ตัวเองกัน ซึ่งตอนนี้ทิศทางมันก็ไปในทางที่ดีขึ้น ทุกคนมีถามหากัน ก็อยากให้มันกลับมาเป็นแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายก็ต้องพัฒนาตัวเอง ในทางที่ดีขึ้น”
น้องสาว “ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ตอนนี้คืนดีกับแฟนแล้ว หลังทะเลาะกันฉ่ำ รักๆ เลิกๆ
“ก็หนูบอกพวกพี่อยู่นี่ไง ว่าถ้าจะทำข่าวมันเลิกกัน เดือนหนึ่งก็ 20 คิว แต่แค่รอบนี้มันงอนกันจนถึงขั้นอันฟอลโลว์กัน คนก็เลยจับผิด แล้วหนูพูดเลยว่า ถ้า ณ วันนี้นะ พอกันทั้งคู่ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็รัก เดี๋ยวก็เลิก แต่จะไปว่าเยอะก็ไม่ได้ เพราะสมัยเจนนี่วัยรุ่นก็รักๆ เลิกๆ ก็ไม่เบาเหมือนกัน แต่ว่าเลิกกันครั้งนี้ ข้อดีคือเจนนี่ได้มีโอกาสเปิดใจคุยกับทั้งคู่ เราก็เรียกมาคุยกัน ว่าใครมีข้อเสียตรงไหนก็ให้ปรับจูนกัน ให้ไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าวันนี้ลิลลี่ยังแฮปปี้กับบอลไปในทางที่ดีก็โอเค แต่ถ้าวันนี้อยากเลิกกัน ทั้งคู่ก็ยังคงเป็นน้องเจนนี่เหมือนเดิม บอลก็ยังเป็นน้องชาย มานอนมากินได้เหมือนเดิม เลิกกันไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน และเราอยู่ในจุดที่สังคมให้ความสนใจ การวางตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก”
ยันก่อนหน้านี้เลิกกันจริง ร้องไห้ตาบวมกันทั้งคู่
“ก็ทะเลาะกันฉ่ำ ก็เลิกกันเลย ร้องไห้ตาบวมทั้งคู่เลย พอฟังลิลลี่ ก็พูดว่าบอลเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ น้องเหนื่อย น้องเสียใจ พอไปฟังจากบอล ก็บอกพี่ผมก็ทำเต็มที่แล้ว แต่พอถามแล้วบอลยังรักลิลลี่ไหม รักพี่ ผมไม่เคยนอกใจเลย ไม่เคยมีใครเลย ไปร้องเพลงก็ให้เขาเต็มที่ พอถามน้อง น้องก็รักเหมือนกัน เราก็ถอนหายใจอย่างเดียวเลย สรุปคือรักกัน แต่ยังมีความเป็นเด็ก
ถามว่าเราเป็นกาวใจไหม ก็เป็นแบบแรงๆ เป็นแบบว่าเลิกจริงไหม ถ้าลิลลี่อยากเลิกกับบอลจริงเดี๋ยวพี่ให้พี่เนยพาบอลไปเที่ยวเลยนะ ลิลลี่ก็บอกพาไปทำไม (หัวเราะ) แล้วตอนนี้เขาอยู่บ้านเจนนี่ทั้งคู่ เลิกกันอาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็ดีกัน แล้วก็เลิกกันอีกทีหนึ่ง แล้วก็มาดีกันแล้ว อัปเดตล่าสุดตอนนี้ นั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ที่บ้านเจนนี่ ก็บอกลิลลี่เดี๋ยวให้พี่ๆ เขาลงข่าวว่าดีกันแล้วก่อน ถ้าจะทะเลาะอะไรกันขอหลังปีใหม่ ขอให้มีข่าวบ้านอื่นบ้าง (หัวเราะ)”
อัปเดตคดีโดนฟ้อง 70 ล้าน อยากจับมือทุกฝ่ายแล้วมาหาทางออกร่วมกัน
“โดนฟ้องล่าสุด หนูส่งทนายไป แล้วเหมือนเรื่องยังไม่จบ คือเอาจริงๆ นะ วันนี้เป็นครั้งแรกที่หนูพูดในสื่อ ถ้ามีโอกาสหนูก็อยากคุยกับทางคู่กรณีที่ฟ้องเหมือนกัน ว่าอยากให้ไปในทิศทางไหน เพราะว่าทางคู่กรณีเนี่ย ทราบอยู่แล้วว่าแบรนด์น่ะ ไม่ใช่แบรนด์เจนนี่ เรามีหน้าที่รับจ้าง โอเค การรับจ้างของเรา เราไม่ทราบหรอกนะ ว่ามันส่งผลกระทบต่อใครยังไงบ้าง เพราะเราทำหน้าที่ขายของ แต่ถ้าคุณพี่ได้รับผลกระทบด้านไหน และอยากให้เจนนี่ซัปพอร์ตด้านไหน ก็ยินดีที่จะคุยกัน ก่อนที่เรื่องมันจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ คือหนูอยากจับมือคุยกันทุกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่ยังไม่มีโอกาสนั้น แต่ถ้าสมมติว่ามันไม่ลงตัว มันใดๆ แล้วเราต้องสู้กันด้วยกฎหมายจริงๆ คือเราเองก็พร้อมสู้อยู่แล้ว เพราะเราไม่อยากโดนรังแก หรืออยู่ๆ ต้องมาจ่ายเงินจากเรื่องที่เราไม่ได้ผิด เรื่องที่เราไม่รู้เรื่องเลย ทุกฝ่ายรู้เจตนากันดีอยู่แล้ว ว่าเราทำกันไปเพื่ออะไร”
ยันมีหน้าที่แค่รับจ้างขาย ไม่ได้มีส่วนในการผลิตแบรนด์
“หน้าที่หลักตรงนั้นคือเรารับจ้างขาย นำเสนอขายอย่างเดียว แล้วในใบคำฟ้องที่เขียนมา เหมือนเรามีส่วนในการผลิตแบรนด์ ซึ่งมันไม่ใช่เลยค่ะ หนูไม่รู้เลย คือทางเขากับคู่กรณี เขาทะเลาะกันเรื่องชื่ออยู่แล้ว แต่เรารับงานของทางขนมเปี๊ยะ แล้วสาเหตุที่เรารับงานคือ ขนมเปี๊ยะแบรนด์นี้ดังที่สุดในติ๊กต๊อก ดารานักร้อง ขายกันกันเยอะ แต่พอเป็นเจนนี่ แจ็กพอตเลย โดนฟ้อง 70 ล้าน แล้วยอดที่ฟ้องมาเราก็รู้สึกว่า อู้ เรารับงานแค่ 50,000 แล้วยอดขายขนมเปี๊ยะได้แค่แสนกว่าบาท แล้วกูต้องมาจ่าย 70 ล้าน มันเกิดขึ้นได้ยังไง ใจหนึ่งมันก็รู้สึกเครียด เพราะไม่อยากมีปัญหาเรื่องกฎหมายกับใครทั้งนั้น เดี๋ยวอาจจะขอให้ทนายเป็นฝ่ายติดต่อไป คือยังไม่ได้คุยกับเขา แต่มีส่งทนายคุย แต่ว่าเหมือนฝั่งเขาก็ยังยืนยันที่จะฟ้องอยู่”
ทางแบรนด์ที่มาจ้าง ยินดีรับผิดชอบและช่วยจ่ายค่าทนาย
“เขาบอกว่าเจนนี่ไม่ต้องกลัวเลย เพราะว่าเขายังอยู่ในข้อพิพาทกันอยู่ ยังไม่ได้ตัดสินเลยว่าขนมเปี๊ยะผิดไหม หรือเขาผิดไหม ยังไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่การฟ้องนี้เขาก็ยังไม่ทราบถึงเจตนา แล้วเขาก็ยินดีที่จะอยู่หลังบ้านให้ คือเขาบอกเขาจะรับผิดชอบให้ทุกอย่าง จะเอาค่าทนาย จะอะไร คือเขายินดีดูแลหมดค่ะ แต่คือหนูอยากทราบเหตุผลหลักจริงๆ ว่าที่พี่ฟ้องหนูเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่ายอดขายพี่ตกลงเหรอ หรือมันเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูช่วยยังไงได้บ้าง เพราะว่าหนูเองก็มีช่องทางโซเชียลมีเดียทำมาหากิน
ถ้าพี่อยากให้หนูช่วยโปรโมตสักนิดหนึ่งเพื่อให้เรื่องนี้มันจบ เราก็ยินดี อะไรก็ได้ที่มันประนีประนอม แต่ว่ามันต้องมาจากเจตนาที่ดีจากทุกฝ่าย และที่พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า เจนนี่กลัวหรือเราจะยอมแพ้ 100% แต่เราแค่อยากให้ทุกคนสมานฉันท์กันและไปได้ในทางที่ถูกต้อง เผลอๆ วันนี้ถ้าทั้งขนมเปี๊ยะ และคู่กรณีคุยกันได้ ดังทั้งคู่”
พร้อมเป็นคนนั่งตรงกลางให้ ทุกอย่างจะได้จบ
“ก็ใช่ค่ะ คือต่อให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำตรงนั้น เราก็ยินดีที่จะทำให้ เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ขนมเปี๊ยะได้ อีกฝ่ายได้ เคลียร์จบ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน หนูว่ามันเสียเวลา แล้วก็เสียสุขภาพจิตด้วย”
เผยพูดดึงสติเรื่อง “น้องฟ้าใส” เพราะคนถามในไลฟ์เยอะ ไม่ได้หิวแสงหรืออยากเกาะกระแส
“ขอโทษจริงๆ นะ คือเจนนี่ก็มีแฟนคลับที่เป็นน้องๆ เด็กๆ เยอะมาก แล้วทุกคนจะพูดเรื่องนี้ทุกไลฟ์เลย คือเราคิดอยู่แล้วว่าถ้าเราออกมาพูดเรื่องนี้ ฝ่ายหนึ่งก็จะมองว่าเจนนี่หิวแสง เกาะกระแส คือหนูพูดจากใจเลยว่าไม่เคยคิดจะหิวแสงหรือเกาะกระแสใครเลยเพราะว่าข่าวตัวเองก็น่าเหนื่อยเต็มที แต่คนมาคอมเมนต์เยอะมากเกี่ยวกับเรื่องน้องฟ้าใส ด้วยความที่แฟนคลับเป็นเด็กเยอะ เขาก็ถามว่าจากที่เรามุมมองที่เรามองเข้าไป เราคิดยังไงกับเรื่องนี้ เราก็พูดชัดเจนว่าน้องคือเด็ก เด็กก็คือเด็ก เด็กคือผ้าขาว
คนที่ไปด่าเขาก็ไม่ถูกต้อง คนที่ไปด่าเขาก็ยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะ คนที่ไปด่าก็ไม่ได้แปลว่าตัวเองจะแบบดี 100% เด็กก็คือเด็ก สิ่งที่เด็กจะต้องทำ สิ่งที่ผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างเด็กต้องทำ คือนำพาเขาไปในทางที่ดี แล้วมีคนบอกว่า แต่เด็กบางคนสอนอะไรไปก็ไม่เห็นฟังเลย ก็ให้มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ใหญ่ได้มีการสอน ได้มีการทำแล้ว คือเราไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่หนูแค่รู้สึกว่าถ้าเด็กคนหนึ่งจะอยู่ในโซเชียลมีเดีย นั่นแปลว่าผู้ใหญ่ข้างๆ ต้องเก่งระดับหนึ่งเลย ถ้าผู้ใหญ่ไม่เก่งพอในเรื่องของการรับมือนะ พากันเละทั้งคู่ แล้วก็พัง แล้วอนาคตของเด็ก เด็กคนหนึ่งจะต้องเติบโตไปกับคำด่าอย่างนี้ หนูว่าไม่สมควร
แต่ถ้าวันนี้เราทุกคน ไม่ใช่แค่ฟ้าใส แต่เราเห็นเด็กในประเทศไทยที่โดนทัวร์ลงเยอะๆ แต่เราเข้าไปให้กำลังใจว่า หยุดเล่นโซเชียลมีเดียก่อนไหมคะ ตั้งใจเรียนดีไหม มันจะดีกว่าแก่แดดมาก แต่งตัวแรดมาก คือเราลองเปลี่ยนมายด์เซ็ตการคอมเมนต์ จะทำให้โลกมันน่าอยู่มากขึ้น แล้วอย่าลืมว่าเด็กก็คือเด็ก เด็กจะเติบโตไปเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ กับสิ่งแวดล้อมข้างๆ ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ”


