“โน้ต เชิญยิ้ม” หวนรับงานหนังในรอบหลายปี ปลื้มรวมตัวแก๊งตลกคาเฟ่อีกครั้ง เผยเจอกันทุกวันนี้มีแต่คุยเรื่องสุขภาพ เปิดมุมมองชีวิตวัยย่าง 73 ไม่ได้ปลงแต่เข้าใจโลกมากขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่กล้าแนะนำใคร กลัวโดนสวนกลับว่าดังกว่า
กลับมารับงานภาพยนตร์ในรอบหลายปี สำหรับตลกรุ่นใหญ่ “โน้ต เชิญยิ้ม” ที่ล่าสุดวันนี้ (31 พ.ค. 69) ได้มาร่วมงานบวงสรวงภาพยนตร์ เสือหอน มังกรหาว พร้อมเปิดใจถึงมิตรภาพอันยาวนานกับ “หม่ำ จ๊กมก” ที่ชวนเมื่อไหร่ก็พร้อมมาเสมอ แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดของบทที่ได้รับก็ตาม
“เล่นหนังในรอบ 2-3 ปีครับ หม่ำนี่เขาเรียกใช้ใครก็ต้องมาให้เขาอะ นี่มาเรียกใช้ผม ผมยังไม่รู้เลยผมเล่นเป็นอะไร บทมากน้อยขนาดไหน และสำคัญที่สุด เงินได้เท่าไหร่ เพราะตอนมันไปรับเชิญหนังผม มันก็ไม่เอาตังค์ อันนี้อะดิ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ แต่ผมเอาตังค์ ผมบอกแล้ว ผมต้องเอา ชั่วโมงนี้โอ้โห ช็อตมาก ไฟดับทั้งหมู่บ้านแล้วช็อต คือหม่ำเขาเป็นคนที่ พูดง่ายๆ ว่า ในวงการน่ะ รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง น้ำใจเขาเป็นยังไง เขาเป็นนักเลงมาก ในความรู้สึก นักเลงในที่นี้ไม่ใช่อันธพาลนะ คือใจนักเลงคือใจสุภาพบุรุษ เขาบอกให้มาก็มา แล้วบังเอิญเห็นแล้วมีตลกเล่นหลายคนนี่หว่า”
เรียกว่าเป็นการรวมตัวตลกคาเฟ่ได้ไหม
“เห็นจาตุรงค์ เห็นนุ้ยแล้ว เลยรีบรับปากใหญ่เลย เห็นว่ามีไอ้เลย์กะไอ้จ๊อดน้องผมด้วย ผมก็เลยรับปากเลย ก็อยากให้น้องมันมีงาน ผมไม่รู้เขาเอาใครมาบ้างนะ ผมยังไม่รู้รายละเอียด รู้แต่ชื่อเรื่องว่าเรื่องอะไร เขาว่ามีเป็ดด้วย มันดูมีความสุขไงก็ไม่รู้ เมื่อกี้นั่งๆ คุยกันเนี่ย ไม่ได้คุยเรื่องหนังเลย คุยว่าวันนั้นที่มึงป่วย แผ่นดินไหวเป็นยังไง ไอ้รงค์ไปเยี่ยมแล้วเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ แผ่นดินไหวพอดี แล้วคุยเรื่องคาเฟ่ว่า ตอนไอ้หม่ำเล่นกับป๋าเทพเป็นยังไง”
ทุกวันนี้เจอกันคุยแต่เรื่องสุขภาพ
“ใช่ๆ คุยเรื่องสุขภาพด้วย แล้วก็คุยเรื่องการดูแลซึ่งกันและกันด้วย ส่วนสุขภาพของผม ก็ดีร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ แต่มันก็ยังมีบ้างตามอายุอะ เรื่องหัวเข่า เรื่องเอวอะไรนี่ก็ยังปวดๆ อยู่ เพราะเป็นคนที่ขับรถเองด้วย เกิดมาไม่เคยมีคนขับรถ เราก็ดูแลตัวเอง ไม่ได้ดูแลเป็นพิเศษอะไร แต่ว่าไหว้พระทำบุญ แล้วก็ทำทาน ทำทานน่ะเราเห็นเลย ก็คือเขาได้กิน ได้ใช้ ได้อิ่ม ทำบุญเราไม่รู้ว่าบุญถึงใคร ถึงคนที่เราทำหรือเปล่า แล้วก็ทำใจให้ผ่องใส เคยฟังเพลง ฉันวันนี้ ของธานินทร์ อินทรเทพ ไหม ทุกวันฉันมีความสุขหัวใจ ไม่อยากจะคิดอะไร มีหัวใจเหมือนห้องว่างเปล่า ไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่เกลียดใคร ให้ใจหมองเศร้า ใครว่าอย่างไรช่างเขา ตัวของเรา รู้ตัวเราดี”
ไม่ถึงกับปลง แต่เข้าใจโลกมากขึ้น ไม่ค่อยกล้าไปแนะนำใครมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
“ไม่ถึงกับปลง คิดว่าด้วยวัยอายุ 72 มิถุนายนนี่ก็เข้า 73 แล้ว ก็ถือว่าเกิดมาก็ไม่เคยอายุมากขนาดนี้ มันไม่ใช่ปลง แต่มันเริ่มเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เมื่อก่อนเนี่ยชอบไปแนะนำตลกบางคน เวลาเขาทำอะไรไม่ดี เราชอบเข้าไปแนะนำ เดี๋ยวนี้เราเริ่มแนะนำน้อย เท่าที่มีโอกาสถ้าเจอกันถึงจะแนะนำ เมื่อก่อนเนี่ยถ้าดูมันทำอะไรไม่ถูกต้องจะโทร.ไปหา เดี๋ยวนี้จะไม่ ผมว่าทุกคนเขาก็เริ่มโตขึ้น เขาก็รู้ตัวเขาดี พูดได้เท่าที่พูด ไม่ใช่ว่าเราดีกว่าเขานะ บังเอิญที่เราต้องแนะนำเขา เพราะว่าเราได้ยินจากคนอื่นพูดในทางไม่ดี ทางลบ แล้วก็บอก เฮ้ย กูได้ยินแบบนี้มานะ มันน่าจะแก้ไขอะไร นี่ นฝประมาณนี้ครับ”
เปรยยุคนี้ตลกรุ่นใหม่หลายคนโด่งดังมากกว่า หากไปสอนหรือแนะนำแบบไม่ดูจังหวะ อาจโดนสวนกลับได้เหมือนกัน
“ก็ไม่ถึงกับต้องจะไปแนะนำหรอก ก็คือถ้ามีโอกาสเจอกัน แล้วมันนึกขึ้นได้ว่าเรื่องอะไรที่เราอยากจะพูดกับมัน หลายวันมาแล้ว หลายเดือนมาแล้ว เจอพอดี เฮ้ย ไอ้นี่ วันนั้นมึงทำแบบนี้ มันเป็นอย่างงั้น มันเป็นอย่างงี้ ก็ว่ากันไป เพราะเราไม่กล้า ถ้าเขาบอกมึงอะไร กูดังกว่ามึงเยอะแยะ ตลกรุ่นใหม่เขาดังกว่าเรา ไปพูดซี้ซั้ว กูดังกว่ามึงอีกเงี้ย ซวยสิแบบนี้ ใช่ไหมฮะ”


