xs
xsm
sm
md
lg

“หนุ่ม กรรชัย” ลั่น “นาย-แม่หมู” ใช้คำว่าตัดขาด-เนรคุณ ไม่ได้! ฟาดคนหาว่าอยู่เบื้องหลังมีสมอง? แย้มเร็วๆ นี้อาจมีทริปกับหวานใจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หนุ่ม กรรชัย” วอนสังคมอย่าใช้คำว่าตัดขาด เนรคุณ ปม “นาย ณภัทร - แม่หมู” ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในครอบครัว เตือนคนวิจารณ์ไม่รู้จริงอาจทำร้ายทั้งสองฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ฟาดกรุบๆ คนบอกอยู่เบื้องหลังแนะนายออกมาพูด มีสมองหรือเปล่า พร้อมแย้มเร็วๆ นี้อาจมีทริปกับหวานใจของนาย ส่วนดรามา “พาย-ทราย” ไม่ชวนออกโหนกระแส มองเป็นความรุนแรงในครอบครัว

เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับ “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ”มากที่สุดคนหนึ่ง สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ที่เกือบจะทุกอาทิตย์ต้องมีออกทริปขับรถสปอร์ตไปเที่ยวกันอยู่เสมอ ล่าสุดเจอตัว หนุ่ม กรรชัย ในงาน PULZAR : LONG LIFE TECH, LONG LIFE ENGINE PULZAR ณ ห้อง Ballroom ชั้น B1 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ เจ้าตัวก็เผยถึงเรื่องที่กำลังนายประกาศตัดขาด “แม่หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ”ต่างคนต่างไปใช้ชีวิต ซึ่งหนุ่มเผยว่าไม่อยากให้ใช้คำว่าตัดขาด เพราะยังไงก็แม่ลูกกัน แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าลึกๆ ภายในครอบครัวมีอะไรกันแน่

“อันนี้ตอบไม่ได้เลยครับ เพราะว่ามันเป็นสิทธิของทางตัวนายเขาเองที่เขาจะพูดหรืออะไรก็แล้วแต่ คือเรื่องนี้ผมคงไม่ไปก้าวล่วงนะครับว่าทำไมเขาถึงออกมาพูดอะไรอย่างนี้ ถามว่าตอนเขาพูดปรึกษาไหม คือถ้าบอกไม่ได้ปรึกษาก็เหมือนเป็นโกหกนะ เขาก็มีการมาพูด คือเรื่องพวกนี้เราได้รับฟังมาอยู่ระยะหนึ่งแล้วนะครับ แต่อย่างที่บอกครับว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัว แล้วตัวผมเองก็รู้จักทั้งแม่หมูและก็ตัวน้องนาย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่กล้าให้คำแนะนำหรืออะไรเลย เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ แล้วอีกอย่างคือมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเขาผมก็ได้แต่บอกว่านายต้องตัดสินใจเอง เพราะนายก็โตแล้ว จะถามคนอื่นๆ มันคงจะไม่ได้หรอก เพราะถามคนนี้มีความคิดแบบนี้ ถามคนนี้มีความคิดแบบนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่เคยไปอยู่ในครอบครัวนาย เราก็ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้อยู่ในบ้านของนาย เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นนายต้องตัดสินใจเอง

คือจริงๆ แล้วรับรู้ปัญหาไหม ก็ไม่ได้รับรู้นะ เพราะว่าเราแค่อาจจะมีบางที่พอจะได้ยินนะครับ แต่ว่าอย่างที่บอกครับว่ามันเป็นเรื่องในครอบครัวเขา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ เราไม่ก้าวล่วงดีกว่าเราก็เลยรู้สึกว่าได้ยินมาก็โอเค เข้าใจทั้งสองฝ่าย เข้าใจทั้งแม่หมูแล้วก็เข้าใจทั้งนาย เรื่องที่ว่าขาดการติดต่อกัน 2-3 ปี ก็ได้ยินมา

คือมันคงไม่ใช่คำว่าตัดขาดหรอก อย่าไปใช้คำนั้นเลย เพราะผมมองว่ามันเป็นการที่ลองใช้ชีวิตในของแต่ละคนมากกว่า ในมุมของผมเองนะ ซึ่งอันนี้ต้องขอโทษด้วยที่อาจจะไปก้าวล่วงหรือใช้คำพูดอะไรแบบนี้ แต่ในฐานะที่เราเองก็เห็นนาย รู้จักนาย แล้วก็สนิทกันนะ เรารู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นการทดลองใช้ชีวิตของแต่ละคน ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูก แต่ว่าบางครั้งมันอาจจะมีการตีความไปหลากหลาย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พอมีการนำเสนอไป มันก็จะมีคนไปตีความโน่นนี่อะไร มันก็เลยทำให้ดูวุ่นวายไปหมดเลย”

บอกคนที่วิจารณ์ก็ไม่รู้ความจริง อาจจะทำให้สองฝ่ายเจ็บมากก็ได้
คำว่าเนรคุณผมว่ามันก็อาจจะเกินไปนิดหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าปัญหาเขาเรายังไม่รู้เลยว่ามันคือเรื่องอะไร แล้วสิ่งที่นายพูดออกไป เขาก็พูดในมุมความรู้สึกของเขา ผมว่าอันนี้มันถ้าจะไปตีว่าเขาเนรคุณสำหรับผมมองว่ามันไม่น่าจะใช่ อันดับแรกคุณก็ต้องกลับไปดูก่อน อย่างทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์เองที่มาพูด ผมโดยส่วนตัวก็รู้จักกับทนายสงกานต์นะ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสคุยกับแก ถ้ามีโอกาสคุยกับแกคงจะบอกแกว่ามันไปพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ เข้าใจแหละแกพยายามยกข้อกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงก็ต้องบอกพี่สงกานต์นะ พี่สงกานต์ก็ไม่ใช่คนในครอบครัวเขา พี่สงกานต์ก็ไม่ได้รู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ในครอบครัว มันหยิกเล็บเจ็บเนื้อทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ พี่สงกานต์อาจจะรู้สึกแบบนั้น แต่เราอาจจะไม่รู้เลยว่าคำพูดแบบนี้มันอาจจะทำร้ายความรู้สึกของตัวนาย และอาจจะทำให้แม่หมูเขาเจ็บปวดด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นลูกเขา”

บอกคงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหานี้
“ช่วงหลังไม่ได้คุยกับแม่หมูนะครับ แต่ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีโทร.มาคุย แต่ไม่ได้คุยเรื่องนายนะ ก็มาถามสารทุกข์สุกดิบตัวผมว่าเป็นยังไงบ้าง เห็นข่าวว่าไม่สบาย ส่วนกับนายบอกตรงๆ เลยนะ วันนั้นหลังจากที่นายให้สัมภาษณ์ไป ผมกับนายก็เจอกันแล้วก็ไปช้อปปิ้ง แต่ผมไม่ถามเรื่องนี้เลยครับ เราไม่มีการพูดเรื่องนี้กันเลย ผมก็ให้เกียรตินาย เคารพการตัดสินใจของเขา เพราะเขาพูดไปแล้ว เราไม่รู้หรอกว่าอะไรมันเกิดขึ้น แต่ว่าสุดท้ายเขาก็พูดไปแล้ว แล้วเขาก็บอกจะไม่พูดอีกแล้ว ส่วนผมก็ใช้ชีวิตของผม

ส่วนจะให้ผมเป็นกาวใจ โอ้ย มันคงไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปเคลียร์อะไรหรอกครับ เพราะมันเป็นเรื่องในครอบครัว มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางมากพอ ถึงจะสนิทกับนาย แต่เราก็ไม่รู้หรอกครับ คือผมว่าในแต่ละครอบครัวเขามีเซฟโซนของเขา แล้วผมก็เชื่อว่าในแต่ละครอบครัวเขาก็น่าจะมีปัญหาจุกจิกอะไรของเขา ทุกๆ ครอบครัวต้องเผชิญหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันคงต้องปล่อยให้เวลาเป็นตัวเยียวยาเอง คงจะไม่ใช่ว่าคนนี้ไปเกลี้ยกล่อมคนนั้น มันนอกเหนือเหตุผล มันเป็นเรื่องของเขาสองคน”

ยันไม่ใช่คนที่บอกให้ “นาย” ออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะนายก็มีสมองและโตแล้วด้วย
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ คือคนที่พูดว่าผมอยู่เบื้องหลังให้นายออกมาพูดเนี่ย ผมก็ต้องเรียนกลับไปถามเขาว่า นายเขาไม่มีสมองเหรอ ที่เขาจะออกมาพูดเองเนี่ย ทำไมถึงต้องให้คนอื่นมาพูด นายเขาโตแล้วนะ อายุ 30 แล้วนะ ไอ้คนที่ถามเนี่ยมีสมองหรือเปล่า กลับไปถามตัวเองก่อน ก็เอาตรงๆ นะครับ สำหรับผมมองว่าที่สังคมจับตาเรื่องนี้กันเยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าตัวนายเองเขาก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ตัวแม่หมูเองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงนะครับ มันเป็นธรรมดาเวลาที่มีเรื่องแบบนี้ออกมามันก็จะตกเป็นเป้า

ก็จะมีคนที่ออกมาวิเคราะห์ มาพูดคุย มาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องที่เราก็ต้องยอมรับให้ได้เหมือนกันนะครับ แต่ว่าก็อยากให้อยู่ในขอบเขต เพราะอย่างที่ว่ามันเป็นเรื่องของเขา มันเป็นเรื่องในบ้านเขา ในครอบครัวเขา เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่ได้รู้ว่าเท็จจริงมันเป็นอะไร ก็อย่าเพิ่งโยนการตัดสินไปตำหนิคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวแม่หมูหรือว่าเป็นตัวนายเอง เพราะว่ามันก็ไม่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

แต่ถามว่าแม่ลูกจะกลับมาคุยกันได้เหมือนเดิมไหม เรื่องนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ ว่าต่อไปข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่สำหรับผมเชื่อว่าสุดท้ายเวลาจะเยียวยาไปเอง ค่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเยียวยาไปเอง ก็อยากจะขอนะครับ อยากให้โพรเทคทั้งสองคน เราไม่รู้หรอกว่าเขามีเรื่องราวอะไรภายในลึกซึ้งขนาดไหน แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนวิพากษ์วิจารณ์ลูก ผมเชื่อว่าแม่ก็เจ็บ คนวิพากษ์วิจารณ์ตัวแม่ ผมเชื่อลูกเขาก็เจ็บปวดเหมือนกัน ยังไงก็ลูกเขา”

แย้มทริปหน้าอาจมีหวานใจของ “นาย” มาร่วมด้วย
“ธรรมดาเนอะ คนมีความรัก มันก็ต้องมีความสุขเป็นเรื่องเป็นปกติ เห็นเขามีความสุข ผมก็ยินดีด้วยนะครับ ก็ไม่อยากเห็นคนที่เรารู้จัก หรือใครก็ตามแต่มีความทุกข์หรอก ความรักมันก็เป็นเรื่องสวยงาม ถามว่าสองคนนี้มีทริปไปทริปยุโรปด้วยกัน ยังไม่มีๆ แต่เชื่อว่าเร็วๆ นี้เดี๋ยวคงมี (หัวเราะ) เขาก็ไม่ได้พามาเปิดตัวกับผม ไม่ต้องเปิดตัวหรอก คือเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่ว่าก็ให้พื้นที่เขา ก็ไม่รู้หมวยหรือเปล่า แต่สำหรับผมมองว่าน้องเขาเท่มาก สไตล์เขาไปด้วยกันได้ไหม ก็น่าจะอย่างนั้นนะ เพราะว่านายเขาก็ดูเปลี่ยนลุคไปเยอะเหมือนกัน”

บอกเรื่อง “ทราย สิรณัฐ สก๊อต” เป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว พอสองฝ่ายเปิดสู่สาธารณะ สื่อก็ต้องนำเสนอ
“อย่างเรื่องของคุณทราย ต้องบอกก่อนตัวผมเองโดยส่วนตัวไม่รู้จักเขาเลย แต่ว่าวันนี้พอดีได้อ่านข่าว แล้วข่าวที่มีข้อพิพาท มีคนเข้ามาโพสต์ ไม่ใช่หลายคนนะ แค่คนสองคนนั่นแหละ ก็ถามว่าข่าวนี้ให้อะไรกับสังคม คือผมก็เลยตอบไปว่าสมมติว่าเป็นเรื่องจริงต้องใช้คำนี้ มันคือความรุนแรงในครอบครัวใช่ไหมครับ แล้วมันมีผลกระทบไปถึงเรื่องราวของข้อกฎหมายต่างๆ นานาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นกรณี เป็นเคสที่เราจะได้เรียนรู้ ว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสังคม ถ้าเป็นเรื่องจริงนะ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง อีกฝั่งเขาก็ต้องออกมาชี้แจงว่ามันเป็นยังไง เพราะสังคมจับตามองอยู่

ถามว่าเป็นเรื่องในครอบครัวไหม แน่นอนครับนี่คือเรื่องในครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันอย่างที่ผมบอกไปว่า มันเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝั่งได้มีการออกมาให้ข่าวกับสาธารณชน เพราะฉะนั้นสื่อเขาก็เป็นคนที่ต้องไปเป็นกระบอกเสียงในการนำความทั้งสองฝั่งไปเสนอ คุณทรายพูดออกมาเพื่ออะไร ก็ต้องการให้เขาพูดในสื่อของเขา ก็ต้องการให้สื่อสาธารณะได้มีการนำเอาไปเสนอ ในขณะเดียวกันทางฝั่งคุณพาย (สุนิษฐ์ สก๊อต) ก็ออกมาพูด ก็เหมือนกัน คุณพายก็ต้องการที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของคุณพาย สื่อก็ต้องนำเสนอ เท่านั้นเองครับ ตัวผมเชื่อว่าสื่อต่างๆ ก็เคยเจอแหละ แต่ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นกับชาวบ้าน แต่มันก็มี แต่ในขณะเดียวกันคืออันนี้มันอาจจะเป็นเคสของคนที่มีชื่อเสียง”

ไม่คิดชวนมาออกโหนกระแส เพราะเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว
“ตอบไม่ได้เลย มันเป็นเรื่องของเขาเลย จะมีติดต่อไหม อันนี้ตอบไม่ได้ เดี๋ยวลองปรึกษากับทางทีมงานดูก่อน แต่อย่าดีกว่า เพราะผมว่ามันดูไม่ค่อยเหมาะ แล้วอีกอย่างผมมองว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว แล้วถ้าเกิดมาออกมันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ มันอาจจะทำให้มันความบาดหมางเกิดขึ้นมากกว่าเดิม ให้เขาไปคุยกันหลังบ้านดีกว่า แต่ถามว่าเขาจะมีโอกาสเคลียร์กันจบไหม ไม่รู้สิ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จักเขาเลย ตอบไม่ได้จริงๆก็เป็นกำลังใจให้ทั้งสองฝ่ายละกันนะครับ อยากจะเคลียร์อะไรยังไงกันก็ลองเคลียร์กันดูนะ เพราะว่าสุดท้ายถ้าเกิดออกมาพูดในมุมของพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้มีการปิดกั้น สื่อก็จำเป็นที่จะต้องนำเสนอนั่นแหละครับ คนอยากให้ไปโหนกระแสมันไม่ขนาดนั้นหรอกครับ มันก็อาจจะเป็นแค่คำพูดทั่วๆ ไปของหลายๆ ท่าน แต่ในข้อเท็จจริงมันอาจจะไม่ได้จบทุกเคสหรอกครับ”