“บิ๊กเต่า” ซัดเดือด “โทน บางแค” เป็นลูกผู้ชายหน่อย ทำธุรกิจพระต้องแมนๆ ลั่นเป็นแค่คนกลางอำนวยความสะดวกเคลียร์หนี้ 300 ล้าน ไม่ใช่นักทวงหนี้ ยันทำตรงไปตรงมาไม่หวั่นโดนรุมกินโต๊ะ
กรณี “โทน บางแค”มีเรื่องราวปมหนี้สิน 300 ล้านกับ “มาดามเก่ง”แต่อยู่ดีๆ ก็เปิดศึกกับ “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถึงขั้นแจ้งความบิ๊กเต่า กล่าวหาบังคับให้ใช้หนี้มาดามเก่ง 300 ล้าน ล่าสุดบิ๊กเต่าโฟนอินเปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ที่มี “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ซัดกลับ เป็นลูกผู้ชายหน่อย!
โทนบอกว่าพี่เต่าเป็นคนนัดเขาเข้าไปคุย กดดันเขา พี่มองเรื่องนี้ยังไง?
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ : คุณโทนกำลังเอาสามเหตุการณ์มาเล่าในเหตุการณ์เดียว คือเหตุการณ์มาพบ คุยกับผมสามคน เหตุการณ์ที่สองคือมีการเอาคุณเก่ง และทีมทนายมานั่งคุยด้วย เหตุการณ์ที่สามคือนัดหมายอีกครั้งวันที่ 24 คือการที่ทนายมา แต่คุณโทนไม่มา พูดรวมกันจนให้เกิดความเสียหาย ต้องบอกว่าสิ่งที่คุณโทนพูด ผมก็อยากให้พี่น้องประชาชนรับทราบว่ามันเป็นเจตนาคุณโทนตั้งแต่แรกๆ เลยที่ตามไปหาผมที่วัดพระธาตุหมื่นหินที่กาฬสินธุ์ 2 รอบ ผมไม่คุยด้วย ผมบอกว่าความเสียหายตรงนี้ต้องไปคุยกับผู้เสียหายเอง ถ้าผมไปคุยผมไม่รู้ข้อเท็จจริง แล้วเงินจำนวนมาก เดี๋ยวจะหาว่าผมไปเกี่ยวข้องด้วย ผมไล่ไปคุยกันเอง พี่ป๋อง สุพรรณก็อยู่ด้วย โทนเห็นผมไปคุย คงฝากพี่ป๋องว่าถ้ามีอะไรช่วยแจ้งผมด้วย ผมกินข้าวกับพี่ป๋องบ่อย พี่ป๋องก็แจ้งว่าคดีก็งวดเข้ามาแล้วนะ เขามีการแจ้งความดำเนินคดีไล่กันมาแล้วนะ พี่ป๋องคงคุยกับคุณโทนแหละ
คุณโทนก็ยิ่งอยากเข้ามาหาผม อยากพบอยากคุย เรื่องก็ตามนี้ อยากเจอผมเอง แล้วอ้างว่าผมเรียก ในการพูดคุยเป็นการพูดคุยเรื่องของผมได้รับการร้องขอความเป็นธรรม ผมแค่คนกลางอำนวยความสะดวกสองฝ่าย ส่วนเรื่องดำเนินคดีเป็นเรื่องกองปราบก็ว่ากันไปในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานก็ว่ากันส่วนนั้น ดังนั้นการดำเนินการทุกอย่างเป็นเรื่องที่ไม่มีการบังคับขู่เข็น ว่ามึงต้องใช้หนี้เขา ถ้าไม่ใช้หนี้เขามึงจะโดนเล่นงาน ไม่มี มันเป็นเรื่องการพูดคุยในวง มูลหนี้มี 3 มูลหนี้ มูลหนี้แรก 120 ล้านนี่ยอมกัน มูลหนี้ที่สอง 180 ล้าน แต่มูลหนี้ที่ค้ำประกัน เขาเอาไปให้สมาคมพระเครื่องฯ ประเมินคร่าวๆ ยังไม่มีการสอบ ปรากฏว่ายอดแค่ 40 ล้าน มูลหนี้ที่สาม 66 ล้าน แล้วมีมูลค่าแค่ 20 ล้าน สองมูลหนี้คือมูลหนี้ 180 ล้านและ 66 ล้าน วันนั้นมีการพูดคุยกันว่ามันไม่เป็นธรรมกับเจ้าหนี้ใช่มั้ย มีการเสนอว่าให้คุณโทนเอาพระทั้งหมดไปขาย แล้วถ้าได้กำไรเอาไปเลย แต่ถ้าขาดทุนก็ให้เอามาชดใช้ตามเงินมูลหนี้เท่านั้นเอง สองถ้าไม่เอาไปขาย ก็เอาทรัพย์สินที่มี ที่ซื้อกับเขา มาค้ำประกันมูลหนี้ให้เขาพึงพอใจเท่านั้นเอง ไม่มีการบังคับว่าต้องมาจ่ายวันโน้นวันนี้ เป็นการคุยกันอย่างพี่อย่างน้อย ผมยืนยัน ผมอยู่ตรงกลาง ถือว่าเป็นคนกลางที่อำนวยความสะดวกให้สองฝ่ายมาพูดคุยกัน
ทำไมอยู่ดีๆ โทนบอกว่าพี่เต่าข่มขู่เขา กดดันเขา เป็นอีกเรื่องนึงไปเลย?
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ : ผมอยากให้คุณโทนเป็นลูกผู้ชายสักนิดนึง การที่ทำธุรกิจซื้อขายพระต้องแมนๆ นะ คุณต้องเป็นคนน่าเชื่อถือ คุณกำลังเอาความเห็นของคุณมาใส่ความคนอื่นให้ได้รับความเสียหาย คุณโทนอาจรู้จักผมน้อยไปนิดนึง ที่ถามว่าไปบังคับขู่เข็น ยืนยันผมเป็นตร. เป็นเจ้าหน้าที่ มีอำนาจ ผมพูดในกรอบคดีอาญา ผมไม่ใช่นักทวงหนี้ กรอบคดีอาญาที่จะเกิดขึ้นกับคุณโทน คุณโทนก็ดิ้นพล่านเข้ามา มันเป็นคดีอาญาที่ยอมความได้ บางอย่างอาจยอมไม่ได้คือคดีลักทรัพย์ แต่อันนี้คุณดิ้นเข้ามาพูดคุย แล้วพูดคุยเจรจาครั้งแรก ดูท่าจะไปได้ด้วยดี เพราะมีการพูดคุยเจรจากันหลายครั้งแล้ว คุณโทนปฏิเสธหมดว่าไม่มีของ ของขายหมดแล้ว แต่วันนั้นที่ผมอยู่ด้วย คุณโทนเอาทรัพย์สินมาแสดง 4-5 รายการ ตั้งแต่รถเบนท์ลีย์ ริชาร์ด มิลล์ สองเรือน ทะเบียนรถ หรืออะไร ก็ร่วม 50 ล้านแล้ว ของที่ซื้อไปเอามาชดใช้มันก็จบ ไม่ต้องดำเนินคดีกัน คุณโทนก็ไปปลิ้นซ้ายปลิ้นขวา มาเหลี่ยมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานจนมีข้อเท็จจริง ผู้เสียหายก็แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับคุณโทนแล้ว คุณโทนจะพูดอะไรก็พูดได้ มันเป็นสิทธิ์คุณโทนครับ
ล่าสุดคุณโทนไปแจ้งความที่พหลโยธินด้วย พี่เต่ามองยังไง?
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ : รู้สึกเฉยๆ เพราะข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย แล้วคุณป๋อง สุพรรณก็มายืนยันแล้วว่าคุณโทนเจตนาจะเข้าไปเอง คุณเก่งก็ยืนยันแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นคุยกันอย่างพี่น้อง ไม่มีการบังคับขู่เข็น ยกแรกผมคุยกับคุณโทนกับทนายสามคน คุณโทนกับทนายก็เล่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่ฟังแล้วไม่สอดคล้องกับที่ชุดสืบสวนสอบสวนให้ข้อมูลมา มันไม่สอดคล้องคุณเก่ง ผมเลยบอกว่าเรื่องเกิดมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องอะไร ผมรู้แค่คร่าวๆ โทนคุยกับคุณเก่งดีมั้ย คุณเก่งสแตนบายรออยู่ ถ้าโทนอยากคุยจะเรียกเข้ามา แต่ถ้าไม่อยากคุยโทนกลับได้เลย เพราะให้เขาสมัครใจ เขาสมัครใจอยู่คุยกัน ก็ให้อยู่คุยกัน ก็เท่านั้นเอง ส่วนคุณโทนจะว่าเราโน่นนี่อะไร เดี๋ยวผมดูก่อนว่าผมจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง จริงๆ ผมไม่อยากฟ้องนะ ผมไม่เคยฟ้องร้องใครนะ ผมมองว่าการทำงานเป็นเรื่องปกติของตร. มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชน มีการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มันยืดเยื้อคาราคาซัง เป็นปัญหาความผิดส่วนตัว มันสามารถพูดคุยเจรจากันได้ ก็ควรจบในวงเจรจา ดีกว่าไปฟ้องร้องดำเนินคดีกัน เสียหาย เป็นความหวังดีของผมกับพี่ป๋อง
กังวลใจมั้ย จริงๆ ควรเป็นเรื่องโทนกับมาดามเก่ง แต่อยู่ดีๆ ท่านรองโดนดึงเข้ามาเกี่ยวด้วย หลายคนมองว่าท่านโดนวางงาน?
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ : เฉยๆ ใครจะวางงาน หรือรุมกินโต๊ะอะไรก็แล้วแต่ เมื่อวานก็ดูอะไรแปลกๆ เหมือนวันมาฆบูชา มีคนมาเข้านัดหมายรวมกัน 3-4 คนเลย (หัวเราะ) ซึ่งเป็นลูกค้าเก่า มาที่สอบสวนกลาง 3-4 คน ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า แต่วางงานหรือไม่วางงาน ใครจะช่วยใคร จะติดต่อใครก็เรื่องนึง แต่สิ่งที่เรายึดมั่นคือความชอบธรรม ทำตรงไปตรงมา อยู่บนพื้นฐานกฎหมาย ใครจะทำอะไรก็ทำไป เป็นเรื่องของเขา เราเป็นตร. ใครเดือดร้อนมาหาเรา เราก็ต้องช่วยเจรจาหรือช่วยอะไรก็แล้วแต่ ให้เขามีความพึงพอใจ จบปัญหา ถ้าเราทำได้เราก็ทำ เราไม่ใช่นักทวงหนี้ มันไม่ใช่คดีแพ่ง อันนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา บางเรื่องยอมความไม่ได้ด้วย ฉะนั้นตร.สามารถทำเรื่องนี้ได้ ใครจะไปร้องเอาผิดอะไร ก็เดี๋ยวพิจารณา ถ้าแจ้งความอันเป็นเท็จทำให้เสียหาย เดี๋ยวก็ดำเนินคดีไป อาจคิดนะ เพราะเรื่องมันไหลไปเรื่อยๆ แล้ว ถ้าเราปล่ยอให้มันดูภาพลักษณ์เราไม่ดี เราก็น่าต้องแจ้งความหรือเปล่า เดี๋ยวค่อยพิจารณาอีกทีครับ


