โครงการ “Soul Connect Fest on Campus 2026” เดินหน้าขับเคลื่อนพื้นที่เรียนรู้ด้าน “สุขภาวะทางปัญญา” ในรั้วมหาวิทยาลัย มุ่งส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาได้เข้าใจตนเอง เชื่อมโยงกับผู้อื่นและร่วมสร้างสังคมเกื้อกูล ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการสำรวจภายในและการเติบโตทางใจ โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากงาน “Soul Connect Fest” สนับสนุนโดย สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะทางปัญญา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงเครื่องมือดูแลใจ และนำมาสู่การพัฒนาโครงการในรูปแบบ “On Campus” แนวคิดสำคัญของโครงการคือการเข้าถึงกลุ่มนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นวัยแห่งการค้นหาตัวตน เพื่อการก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง การเสริมทักษะการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น รากฐานสำคัญของสุขภาวะทางปัญญา นับเป็นการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่ง
โครงการดังกล่าวดำเนินงานโดย กลุ่ม Happy Growth ที่เปิดรับสมัครมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วม โดยมีรูปแบบการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจระดับสุขภาวะทางปัญญาของนิสิตนักศึกษา การพัฒนาแกนนำนักศึกษา การร่วมออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ ไปจนถึงการจัดกิจกรรม Soul Connect Fest ภายในมหาวิทยาลัย โดยทำงานประสานกับสถาบันการศึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการเข้าถึงอย่างเป็นระบบ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้และดูแลใจ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทั้งพื้นที่เรียนรู้ด้านสุขภาวะทางปัญญา การพัฒนาแกนนำนักศึกษาที่มีทักษะสุขภาวะทางปัญญาและภาวะผู้นำ ข้อมูลสะท้อน Pain Point ของนักศึกษา รวมถึงการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมที่ยั่งยืน
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดกิจกรรม “Soul Connect Fest on Campus” ขึ้นที่ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อเปิดพื้นที่ “พักใจ” ให้กับนักศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมีกิจกรรมหลากหลายที่เน้นการดูแลใจและการเชื่อมโยงกับตนเอง อาทิ “Come Back to Your Heart” การโอบกอดตัวเองผ่านเสียงบำบัดจาก Crystal Singing Bowls โดยคนดังอย่าง “แพท วงเคลียร์-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย” ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายและเติมพลังใจอย่างอ่อนโยน และกิจกรรม “พบเพื่อนใจ” พื้นที่ชวนทบทวนตัวเองผ่านการ์ดคำถามในบรรยากาศปลอดภัย โดย “ครูตุ้ง-สุภาพร พัฒนาศิริ” รวมถึง “Mandala Art” ศิลปะภาวนาที่ช่วยให้ใจสงบและอยู่กับปัจจุบัน โดย “ครูทราย จากเพจ Sine Arts”
ซึ่งหลังจบกิจกรรมได้รับเสียงสะท้อนจากนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ระบุว่า สิ่งที่ได้รับไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือการได้ “เข้าใจตัวเอง” และเรียนรู้วิธีดูแลใจในวันที่ชีวิตเผชิญความท้าทาย โครงการ Soul Connect Fest on Campus จึงถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการเติมเต็มทักษะชีวิตที่สำคัญให้กับนิสิตนักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน เพื่อสร้างพื้นฐานของสุขภาวะที่ดีทั้งในระดับบุคคลและสังคมต่อไป
โดย นางจณิน วัฒนปฤดา หัวหน้าภาคีเครือข่าย Happy Growth ผู้รับผิดชอบงาน Soul Connect Fest on Campus กล่าวถึงการจัดกิจกรรมนี้ว่า “โครงการ “Soul Connect Fest on Campus เป็นการต่อยอดจากงาน Soul Connect Fest ซึ่งจัดงานครั้งแรกในปี 2566 ที่ลิโด้ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษา จากผลตอบรับดังกล่าว พบว่านักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความสนใจและได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน หลายเสียงสะท้อนว่ายังไม่เคยมีพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการพูดคุยและสำรวจโลกภายในของตนเองอย่างลึกซึ้งมาก่อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาโครงการสู่รูปแบบ On Campus เพื่อเจาะกลุ่มนิสิตนักศึกษาโดยเฉพาะ การที่โครงการมุ่งเน้นกลุ่มนักศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เป็นวัยแห่งการค้นหาตัวตน ตัดสินใจเลือกเส้นทางในอนาคต และเติบโตสู่การเป็นผู้ใหญ่ การเสริมทักษะการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และการดูแลสุขภาวะทางใจ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญในระยะยาว
ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานนั้น เน้นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อให้เข้าถึงนักศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผ่านการสนับสนุนของอาจารย์ที่ปรึกษาและหน่วยงานด้านจิตวิทยาภายในสถาบัน ควบคู่กับการพัฒนาแกนนำนักศึกษา ให้สามารถดูแลตนเองและส่งต่อการดูแลใจไปยังเพื่อนในกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ไปจัดกิจกรรมมาแล้ว 8 มหาวิทยาลัย และจากนี้เป็นต้นไป เราก็จะกระจายไปทำงานกับมหาวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆ ด้วย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักศึกษาให้ได้มากที่สุด”
ทางด้าน “แพท วงเคลียร์” ที่เป็นหนึ่งกระบวนกรคนสำคัญของโครงการฯ กล่าวว่า “แพทรู้สึกดีใจที่ได้นำศาสตร์การดูแลใจ เช่น การทำสมาธิและเสียงบำบัด มาปรับใช้ในรูปแบบที่เข้าถึงนักศึกษา และได้เห็นว่าสิ่งที่เรียนรู้มาสามารถไปแตะใจผู้เข้าร่วมได้ในระดับลึก น้อง ๆ หลายคนเปิดใจมากกว่าที่คาดไว้ จากที่ตอนแรกอาจแค่ตั้งใจมาผ่อนคลาย แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการ กลับได้สำรวจความรู้สึกภายในของตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งสำหรับแพท นี่ถือว่าเป็นความสำเร็จของกิจกรรมแล้ว ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นฐานะบุคคลสาธารณะเป็นของแพทเป็นประตูบานแรกที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เปิดใจเข้าหาศาสตร์การดูแลสุขภาพใจได้ง่ายขึ้น คือถ้าชื่อเสียงของเราจะช่วยให้ใครสักคนกล้าเปิดใจมาดูแลตัวเองได้ ก็อยากใช้ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
และแพทคิดว่าการทำงานกับกลุ่มนักศึกษา ถือเป็นช่วงวัยสำคัญที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเข้าใจ เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัยรุ่นกับการเป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และการตัดสินใจในชีวิต ช่วงมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ท้าทายมาก มักถูกคาดหวังให้เป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่ข้างในยังสับสนอยู่ การมีพื้นที่ให้เขาได้หยุด ฟังตัวเองและค่อย ๆ ทำความเข้าใจชีวิต จึงสำคัญมาก ซึ่งทุกกระบวนการภายในกิจกรรมถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน เพื่อให้สามารถเปิดใจได้อย่างแท้จริง ทุกครั้งที่น้อง ๆ เปิดใจ มันไม่ใช่แค่ความไว้วางใจ แต่เป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องดูแลความรู้สึกนั้นให้ปลอดภัยที่สุด”
ส่วน รศ.ดร.มนพร ชาติชำนิ ผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า “ทางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาวะของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพในระดับเอเชีย และพัฒนานโยบาย Healthy Campus มายาวนานกว่า 10 ปี เราเชื่อว่าสุขภาพใจเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต หากนักศึกษามีทักษะในการดูแลจิตใจและรับมือกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลต่อทั้งการเรียน ความสัมพันธ์ และการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้บูรณาการการดูแลสุขภาวะทั้งกายและใจเข้าสู่ระบบสนับสนุนนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านคลินิกเวชกรรมและบริการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ รวมถึงมีจิตแพทย์ให้การดูแลในกรณีที่จำเป็น
นอกจากการดูแลเชิงระบบแล้ว กิจกรรมอย่าง Soul Connect Fest ถือเป็นการ ปูพื้นฐาน ให้กับนักศึกษา ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการดูแลใจตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญพร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยยังใช้การประเมินผลและเสียงสะท้อนจากนักศึกษา เพื่อนำไปพัฒนากิจกรรมและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะจากนักศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราพัฒนาได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งในมิติของกิจกรรมและการดูแลเชิงลึก ซึ่งต้องขอขอบคุณ สสส. ที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดัน และสนับสนุนการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด จนเกิดการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน”


