xs
xsm
sm
md
lg

สัญชาตญาณสัตว์ร้ายใต้เงาหน้าผา Apex นรกบนดินที่ไร้ทางหนี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์แนวกดดันเอาชีวิตรอดที่ถาโถมเข้าสู่แพลตฟอร์ม Netflix ในช่วงปีที่ผ่านมา คงไม่มีเรื่องใดที่ถูกจับตามองและสามารถตรึงอารมณ์คนดูได้อยู่หมัดเท่ากับภาพยนตร์เรื่อง Apex ผลงานการกำกับชิ้นล่าสุดของ “บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์” (Baltasar Kormákur) ผู้กำกับที่สร้างชื่อเสียงจากการเค้นศักยภาพมนุษย์ออกมาสู้กับความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์

โดยในครั้งนี้เขาไม่ได้ปล่อยให้ตัวละครเผชิญหน้ากับพายุหิมะหรือมหาสมุทรคลั่งเพียงลำพัง แต่กลับเติมเต็มความระทึกขวัญด้วยการใส่ “ความเป็นมนุษย์ที่ผิดเพี้ยน” เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านโครงสร้างบทแบบการไล่ล่าที่สมจริงและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความดิบเถื่อนอย่างถึงที่สุด

แกนกลางของเรื่องราวหมุนรอบตัวละคร “ชาร์ลิซ เทรอน” (Charlize Theron) ในบทบาทของ “ซาชา” (Sasha) หญิงนักปีนเขาผู้มีบาดแผลในจิตใจที่พยายามใช้ความสงบของพงไพรแถบออสเตรเลียเป็นที่เยียวยาตัวตนที่แตกสลาย แต่โชคชะตากลับพาเธอไปเผชิญหน้ากับ “เบน” (Ben) พรานป่าท้องถิ่นผู้มืดบอดด้วยสันดานดิบที่รับบทโดย “ทารอน เอเจอร์ตัน” (Taron Egerton) ซึ่งเปลี่ยนกิจกรรมการล่าสัตว์ให้กลายเป็นการตามล่ามนุษย์เพื่อความบันเทิงส่วนตัว


ความโดดเด่นประการแรกที่ต้องชื่นชมคือการที่บทภาพยนตร์ไม่ได้พยายามยัดเยียดให้ตัวเอกเป็นวีรสตรีที่เก่งกาจเกินจริง แต่กลับเลือกใช้ทักษะพื้นฐานของอาชีพนักปีนเขามาเป็นกุญแจสำคัญในการโต้กลับ ทุกจังหวะการผูกเงื่อนเชือก การประเมินกระแสลม หรือความเข้าใจในสรีระของหน้าผาชัน ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางปัญญาที่ทำให้การต่อสู้ดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากกว่าหนังแอ็กชันเกรดบีทั่วไป จนเราสัมผัสได้ถึงหยดเหงื่อและความล้าของกล้ามเนื้อที่ถ่ายทอดออกมาผ่านหน้าจอ

ในส่วนของการแสดงถือเป็นจุดสูงสุดที่ยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป การปะทะกันระหว่าง “ชาร์ลิซ เทรอน” และ “ทารอน เอเจอร์ตัน” คือการพบกันของนักแสดงสองขั้วที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เทรอนยังคงมาตรฐานการเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทที่ใช้ความเงียบสื่อสารความกลัวและความหวังออกมาได้อย่างทรงพลัง เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการถือปืน แต่เกิดจากแววตาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

ขณะที่เอเจอร์ตันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในอาชีพการแสดง จากสุภาพบุรุษหน้าหยกในภาพยนตร์แฟรนไชส์ชื่อดัง สู่การเป็นฆาตกรที่ดูสุภาพในทุกคำพูดแต่แฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างเลือดเย็น ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูราวกับเสือดาวที่กำลังตะปบเหยื่อ ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับคนดูในทุกฉากที่เขาปรากฏกาย


งานสร้างภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นตัวละครสำคัญอีกหนึ่งตัว “บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์” ใช้มุมกล้องที่ดึงเอาความยิ่งใหญ่และลึกลับของภูเขาหินในออสเตรเลียมาข่มขวัญมนุษย์ ทำให้เราเห็นว่าความสวยงามของทัศนียภาพที่ดูเงียบสงบนั้น แท้จริงคือคุกที่ไร้กรงขัง การเลือกใช้สีโทนหม่นที่ตัดกับสีเลือดและดินทรายช่วยเน้นย้ำถึงความทรหดของการเอาชีวิตรอด ผสมผสานกับดนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์ด้วยเสียงเครื่องสายที่ตึงเครียดและเสียงสังเคราะห์ความถี่ต่ำ ส่งผลให้ชีพจรของคนดูต้องเต้นระทึกตามจังหวะการหนีตายของตัวละครไปตลอดทั้งเรื่อง

แม้ว่าในแง่ของบทสรุปในช่วงท้ายจะดำเนินไปตามขนบของภาพยนตร์แนวเซอร์ไววัลที่พอจะคาดเดาผลลัพธ์ได้ และแรงจูงใจของตัวละครฝ่ายร้ายอาจจะขาดมิติความลึกซึ้งในแง่ของปูมหลังไปบ้าง แต่เมื่อมองในแง่ของงานโปรดักชันและการจัดวางจังหวะความตื่นเต้น ถือว่าทำออกมาได้ในระดับยอดเยี่ยมและไร้ที่ติ

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายเพียงความรุนแรงสะใจหรือฉากไล่ล่าพ่นกระสุนที่สูญเปล่า แต่มันคือการสำรวจลึกลงไปในจิตวิญญาณของมนุษย์ว่าเมื่อถูกต้อนจนมุมในพื้นที่ที่ไร้ทางออกและไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากโลกภายนอก เราจะเลือกยอมสยบต่อผู้ล่า หรือจะยอมปลุกสัญชาตญาณความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนลึกอยู่ในกมลสันดานขึ้นมาสู้เพื่อเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย

Apex จึงไม่ใช่แค่หนังที่ดูจบแล้วผ่านไป แต่เป็นผลงานคุณภาพที่ยืนยันว่าการต่อสู้ที่น่ากลัวและยากลำบากที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การสู้กับคนที่มีอาวุธครบมือ แต่คือการเอาชนะความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจของเราเองท่ามกลางความอ้างว้างของธรรมชาติที่ไร้ความปรานี