“อนันดา” แฮปปี้ บทบาทคุณพ่อมือใหม่ เผยชีวิตเปลี่ยน เป้าหมายชัดเจน ลั่นเลี้ยงลูกวัย 2 เดือน สไตล์ธรรมชาติ ไม่กดดัน น้ำตาจะแตกทุกวัน ลูกมองเห็นหน้าพ่อ วางแผนอนาคตให้ลูกยาวจนถึง 10 ขวบแล้ว ส่วนลูกคนที่สองค่อยว่ากันอีกที
กลายเป็นคุณพ่อเต็มตัวแล้วสำหรับพระเอกหนุ่ม “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” ที่ล่าสุดออกมาเปิดใจในงานแถลงข่าวรอบไฟนอล The Face Men Thailand Season 4 ถึงโมเมนต์การเลี้ยงลูกชายวัย 2 เดือนกว่าที่ทำเอาเจ้าตัวถึงกับบอกว่า “น้ำตาจะแตกทุกวัน” พร้อมเผยไลฟ์สไตล์การเลี้ยงลูกที่เน้นความเข้าใจมากกว่ากฎเกณฑ์
“เลี้ยงลูกก็เหนื่อยดี เหนื่อยแต่ฟูลฟีลมาก เหนื่อยยังไงพอเราเห็นหน้าเขาตอนเช้า มันก็หายเหนื่อยทันที เติมพลังได้ตลอดเวลา ช่วงนี้เขาก็เริ่มสื่อสารได้ จากแรกๆ ที่พอจะอุ้มแล้วร้องไห้ ก็จะเฮ้ย…แกเอาไป แม่เอาไป พ่อเอาไป แต่ช่วงนี้ เริ่มไม่เอา ไม่ให้ ก็ดี ดีเลย
ผมว่าเราเลี้ยงไปตามธรรมชาติ คือก่อนคลอดเนี่ยเราก็เรียนค่อนข้างเยอะ มีครูพัฒนาการมาสอนนั่นนี่ แต่ว่าสุดท้าย คือเรายึดตามหลักการว่าทำทุกอย่างตามธรรมชาติ แล้วก็มีข้อดีหลายอย่างที่มาจากครอบครัวด้วย ที่มีญาติเยอะ ก็เลยให้ทุกคนมีบทบาทกันตามธรรมชาติ ก็ดี ไม่เครียด แล้วก็ไม่ได้ตึงไป ไม่ได้หย่อนไป ผมว่าดีเลยนะ”
ความเห็นไม่ตรงกันมองเป็นเรื่องปกติ
“ปกติ ก็มีอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าทุกคนเข้าใจว่ามันมาจากความหวังดีที่สุดใช่ไหม มันก็แค่เถียง เฮ้ย มันอย่างนี้เปล่า มันอย่างนั้นเปล่า เฮ้ย โทร.เช็กหน่อย บางทีเราก็ต้องยอมรับว่า Expert หรือหมอเองก็ยังไม่ได้พูดตรงกัน สุดท้ายแล้วมันก็กลับมาสู่อะไรที่เรารู้สึกว่า มันไม่ฝืนธรรมชาติสำหรับครอบครัวเรา ก็ดีเลย ไม่เครียด มีเหนื่อยบางวัน แต่ส่วนใหญ่ก็ดี”
บอกเมื่อเช้าเมียไม่ยอมยกลูกให้ตนอุ้มเลย
“เมื่อเช้านี้คือนางไม่ยอม ไม่ยกให้เลย ปกติเขาจะอุ้มมาตอนเช้าใช่ไหม คือผมจะเป็นช่วงบ่ายไปเย็นไปค่ำ แล้วก็จะฝากพี่เลี้ยงดูรอบดึก แล้วพอเช้ามาเขาจะยกมาให้ผมที่เตียง แต่เมื่อเช้านางก็ยกมาตามสไตล์ แต่ว่าไม่ให้ บอกว่าวันนี้ไม่ให้ ขอเสพไว้ก่อน นางบอกว่าอยากสต๊าฟเวลาไว้ อยากให้เขาอยู่อย่างนี้ตลอดไป”
คิดถึงลูกแต่ไม่ได้เวอร์ แปลกดีคุณค่าในชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก
“ก็คิดถึง วันนี้ก็เออ…ใช่ เนี่ย พอทักก็คิดถึง แต่เราไม่ได้เวอร์อะไรอย่างนั้นหรอก คือมันแค่แบบ เออ แปลกดีเนอะ คืออยู่ดีๆ ทิศทางของชีวิต หรือจะเรียกว่าคุณค่าในชีวิตมันเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก แล้วก็ในทางที่ชัดเจนมาก คือมันไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของชีวิตที่เราต้องมานั่งกังวล ว่าเอ๊ะ…เป้าหมายในชีวิตคืออะไร ความต้องการคืออะไร คือมันชัดมาก เห็นหน้าเขาก็รู้ทันทีว่า อ๋อ... สิ่งที่เราต้องทำมันคืออะไรบ้าง แล้วก็อะไรสำคัญในชีวิต มันเคลียร์มาก ดีนะ”
ไม่ได้รู้สึกว่าควรมีลูกนานแล้ว แต่รู้สึกว่าลูกมาถูกจังหวะเวลา ตามไทม์มิ่งที่ดี
“ไม่นะ ผมว่ามาถูกเวลาแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นตามไทม์มิ่งที่ดีแล้ว เพราะว่าถ้าก่อนหน้านี้ ผมว่าผมน่าจะเป็นคุณพ่อที่เครียดกว่านี้ ถ้ามาเร็วกว่านี้ มันเหมือเราอยู่ในช่วงเวลาและสภาพจิตใจที่ค่อนข้างนิ่งมาสักพักใหญ่แล้ว มันก็เลยเหมือนพร้อมที่จะเอาชีวิตเราให้กับคนอื่น”
ลูกคนที่สองค่อยว่ากันอีกที
“เนี่ย ทุกคนถามเหมือนเดิมเลยเนี่ย เดี๋ยว ทีละคนๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่ว่าเราคุยว่าคนเดียว เอาจริงๆ เราคุยว่าจะไม่มีเลย (หัวเราะ) แต่ตอนนี้มีแล้ว ก็ เดี๋ยวว่ากันๆ”
วางแผนให้ลูกไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องเมียแล้ว จนถึง 10 ขวบแล้ว แต่ไม่กดดัน ทุกอย่างยึดหลักการธรรมชาติ
“โอ้ย ไปไกล วางกันตั้งแต่อยู่ในท้อง ไปโรงเรียนมาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว คือไปไกลแล้ว ไปไกล ไป 10 ขวบแล้วตอนนี้ ไม่ๆ แต่อันนี้คือเราไม่ได้ตึงขนาดนั้น แต่หมายถึงว่าเราคุยกัน เราก็จะคุยกันอยู่ตลอดเวลา ว่าอยากจะเลี้ยงลูกยังไง อยากจะให้ลูกอยู่ที่ไหน อยากให้ลูกทำอะไร พอโตขึ้นมาอยากให้เขาเป็นคนยังไงอะไรอย่างนี้ คือคุยทุกรายละเอียดเลย แล้วก็ถึงขั้นมีหมอพัฒนาการเข้ามาคุยอธิบายยาว ตอนแรกเขาบอกผมสอน 3 เดือนแรกก่อนดีไหม แต่นี่แบบ เอาเลย อยากรู้ ยาวไปถึง 10 ขวบแล้วตอนนี้ (หัวเราะ) แต่จะเป็นยังไงก็ไม่ได้กดดันแล้วไง เพราะอย่างที่ว่า สุดท้ายเราก็ยึดตามหลักการธรรมชาติครับ สุดท้ายเราเชื่อว่าเดี๋ยวเขาจะเป็นตัวเขา”
น้ำตาจะแตกทุกวัน ฟูลฟีลลูกมองเห็นหน้าตนแล้ว
“มันเริ่มเห็น ขนาดแค่ 2 เดือนกว่า ก็เริ่มเห็นบุคลิกเขาแล้ว ก็เริ่มเห็นว่า เขามีบุคลิกของเขา มัน Magic มากเลย ตอนคลอดแรกๆ คือ กิน นอน เปลี่ยนผ้าอ้อม ร้องไห้ มันวนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วมองหน้าเรา เราก็ไม่แน่ใจ มองเห็นเราหรือเปล่า แต่ช่วงนี้ พอมันหลุด 2 เดือน คือเหมือนบุคลิก ตัวตนของเขา อยู่ดีๆ พอตื่นเช้ามา เหมือนมองเห็นหน้าพ่อครั้งแรก แบบอ้าว เห็นกูด้วยเหรอเนี่ย (หัวเราะ) ก็ดี ฟีลแบบน้ำตาจะแตกทุกวัน”


