xs
xsm
sm
md
lg

“พระนเรศ” ลงทัณฑ์! #แบนหงสาวดี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากที่กำลังโด่งดังได้ใจคนรุ่นใหม่ และดังไกลไปถึงต่างแดน อยู่ดีๆ ดรามา #แบนหงสาวดี ก็เกิดปะทุขึ้นในโลกทวิตเตอร์ (X) ร้อนแรงถึงขั้นทำให้ช่องวัน 31 สั่นสะเทือน

แกนหลักข้อกล่าวหา คือซีรีส์ “หงสาวดี” มีความ “คล้าย” การ์ตูนวายเรื่อง “อโยธยาเอยาวดี” มีการติดต่อ “นักวาด” เพื่อซื้อลิขสิทธิ์จริง แต่ดีลไม่สำเร็จ จากนั้นซีรีส์ก็เดินหน้าต่อ แต่พอออนแอร์ซีรีส์ดังเปรี้ยง คนที่อ่านการ์ตูนจับไต๋ได้ว่า “องค์ประกอบหลายอย่างคล้ายมาก” เลยเกิดคำถามว่า “ถ้าไม่ได้ซื้อสิทธิ์ แล้วเอาไอเดียไปใช้หรือเปล่า?” นี่คือ “แรงบันดาลใจ” หรือ “การละเมิด” เกิดมหกรรมขุดแหลก จับจุดคล้ายมาเทียบกันช็อตต่อช็อต ไล่ไทม์ไลน์ละเอียด ซ้ำบางฉากยังคล้ายปรมาจารย์ลัทธิมาร ซีรีส์ดังของจีน ชาวเน็ตแคปโพสต์ต่างๆ ของนักเขียนบทที่กลายเป็นดิจิทัลฟุตปริ้นต์ในโซเชียลมาแฉกันรัวๆ

ประเด็นที่ทำให้ลุกลามหนัก ไม่ใช่แค่ก็อป-ไม่ก็อป แต่เป็นเรื่องเครดิตและความยุติธรรม ฝั่งนักวาดมองว่าโดนเอา สาระสำคัญไปใช้ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตบอกว่าอิงประวัติศาสตร์ไม่ได้ก็อป หลายจุดเป็นความบังเอิญโดยสุจริตใจ

จุดที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามในสังคมจนบานปลายคือ “ไม่ได้ซื้อสิทธิ์ แต่ผลงานออกมาคล้าย” รวมทั้งเงินที่จ่าย คือค่าที่ปรึกษา คนเลยตีความว่าเหมือนเลี่ยงการยอมรับว่าใช้ไอเดียหรือไม่? นักเขียนบทอ้างไม่ได้อิงการ์ตูนแต่ก็ “เคยไปขอซื้อสิทธิ์” ทำให้คนรู้สึกว่ามันไม่เคลียร์ ยิ่งแถลงยิ่งแย่

ขณะที่มิติ BL (ชายรักชาย) การ์ตูนต้นฉบับเป็นแนววาย มีการย้ำเตือนว่านี่คือโลกคู่ขนาน ไม่เกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์ ขณะที่ซีรีส์พยายามเลี่ยงความเป็นวาย ด้วยหวั่นคนรับไม่ได้ เพราะเป็นบุคคลจริงตามประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็เอาเคมีและความสัมพันธ์ไปใช้ แต่ตัดตัวตนงานต้นฉบับทิ้ง

แฮชแท็ก #แบนหงสาวดี คือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ คนที่แบนให้เหตุผลหลักๆ ว่า ปกป้องนักวาดอิสระ ต่อต้านการเอาเปรียบในอุตสาหกรรม กดดันให้เกิดมาตรฐานลิขสิทธิ์ที่ชัดขึ้น หลายคนบอกชัดว่าไม่ได้แบนนักแสดง แต่จะแบนนักเขียนบทและผู้ผลิต

เคสนี้สะท้อนปัญหาใหญ่เรื่อง Inspiration ซึ่งกฎหมายพิสูจน์ยากมากว่าอะไรคือ “แรงบันดาลใจ” อะไรคือ “ลอก” แต่ “ความรู้สึกคนดู” มักตัดสินเร็วกว่ากฎหมาย เมื่อ “คำอธิบายที่ไม่เคลียร์พอสำหรับสังคม” จนเริ่มมีคำถามว่าช่องใหญ่ทำงานกับครีเอเตอร์แฟร์ไหม? เพราะหลักฐานเชิงพฤติกรรม การที่นักเขียนบทเคยไปขอซื้อสิทธิ์ มันทำให้ข้อกล่าวหาดูมีน้ำหนักทันที

“ศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์” นักเขียนบทหงสาวดี คร่ำหวอดอยู่ในวงการมายาวนานถึง 20 ปี มีทั้งเขียนบทเอง และเข้าไปควบคุมบทคนอื่น แต่ทุกเรื่องล้วนโด่งดัง อาทิ ชิงชัง, อีสา (นุ่น วรนุช แสดง), แม่หยัว, กาหลมหรทึก, การุณยฆาต, สงครามนางฟ้า, ดอกรักริมทาง, เล่ห์รตี, เงาอโศก ฯลฯ

เป้าหมายทำเรื่องนี้ คืออยากทำซีรีส์ละครเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่ดูแล้วสนุก ก่อนเขียนได้ไปดูโลเกชั่นทุกที่ อ่านหนังสือ ดูภาพ ดูคลิป หาข้อมูลเยอะกว่าจะออกมาเป็น 1 เรื่อง โดยมองว่าสมัยก่อนมีความจำเป็นต้องอยู่ในยุคที่ทำให้เกิดชาตินิยม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นปึกแผ่น

แต่สมัยนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะ หงสาวดีอยากให้มองสงครามหรือความขัดแย้งในอดีตด้วยความเข้าใจ อยากให้คนรู้ว่าสงครามมันไม่เคยมีอะไรดี มันมีแต่ความสูญเสีย ต่อให้เป็นผู้ชนะก็สูญเสียอยู่ดี เสียทั้งสองฝ่าย เสียทรัพยากร เสียคนที่รัก อยากเล่าว่าบางทีคนเราก็เลือกไม่ได้ อาจเป็นแค่หมากตัวเล็กๆ ในกระดานของเขา อยากเล่าความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนที่โตมาด้วยกัน แต่วันนึงชะตาชีวิตทำให้ต้องมาประหัตประหารกัน

ศิริลักษณ์เคยทวิตเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ระหว่างพัฒนาแนวพล็อตซึ่งใช้เวลาหลายเดือน สิ่งที่กังวลคือใครจะมารับบทนำ ทั้งพระนเรศและมังจีชวา โดยเฉพาะพระนเรศที่ต้องคมเข้ม ไม่ขาวตี๋ เล่นบู๊ดี เล่นดรามาได้ ที่กังวลคือพระเอกวัย 20 ปลาย 30 ต้น ของช่องติดงานกันหมด จนในวันมาฆบูชา จึงขึ้นไปพิษณุโลกเพื่อหาข้อมูลเขียนบท ไปไหว้สักการะพระองค์ที่พระราชวังจันทน์ ขอเขียนพระราชประวัติ ขอแต่งเติมตรงที่ไม่มีบันทึกไว้ และ “ตรงไหนไม่ทรงโปรดก็ให้บอกได้ แต่บอกดีๆ อย่าดุ หนูกลัว” ซึ่งหลังการบอกกล่าว ก็ได้ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร มารับบทพระนเรศ และมังจีชวา

พอมาถึงวันนี้ คนส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่า ด้วยสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเขียนบทในตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ “พระนเรศ” กำลังว่ากล่าวตักเตือน ศิริลักษณ์กำลังถูกพระนเรศลงทัณฑ์!?

#แบนหงสาวดี จึงไม่ใช่ดรามาธรรมดา ที่สามารถแก้โดยวิธีพีอาร์สวยๆ แต่ต้องเคลียร์ให้ชัด การยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการซื้อความเชื่อมั่นระยะยาว และไม่ควรปิดปากด้วยการใช้กฎหมายขู่เพื่อให้เรื่องเงียบ รวมทั้งอย่าท้าทายพลังโซเชียล

ส่วนโปรเจกต์ชิ้นต่อไปของศิริลักษณ์คือ “ม่อนเมิงมาร” ซีรีส์วายแนวสืบสวนสอบสวนและพีเรียด ยุครัชกาลที่ 5 ต้องมารอลุ้นกันว่าชื่อเสียงที่เสียไปครั้งนี้จะกอบกู้กลับคืนมาได้มากน้อยเพียงไร