"เปาวลี" หวนคืนการแสดงภาพยนตร์ในรอบ 13 ปี รับบทเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องไปเรียนรู้กับสแกมเมอร์ เตือนทุกคนต้องมีสติ อย่าหลงเชื่อง่ายๆ เพราะกลุ่มคนพวกนี้จะมีเทคนิคเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ต้องคอยอัพเดทด้วยว่ากลวิธีของพวกนี้ไปถึงไหนกันแล้ว
ห่างหายจากการแสดงภาพยนตร์ไปถึง 13 ปีเลยทีเดียว สำหรับนักร้องสาวแม่ลูกหนึ่ง "เปาวลี พรพิมล" ล่าสุดเจ้าตัวกลับมารับบทสุดท้าทายอีกครั้ง กับภาพยนตร์เรื่อง เส้นตายสายลวง ที่ฉายทาง Netflix โดยเปาบอกว่า ฉีกคาแรคเตอร์จากเมื่อก่อนไปมากทีเดียว เพราะเรื่องนี้เน้นใช้การแสดงออกทางอารมณ์มากกว่า และที่สำคัญน้ำหนักขึ้นมา 20 กิโลจากที่เพิ่งคลอด "น้องแสนดี" ลูกสาวได้เพียงแค่ 4 เดือน โชคดีที่ไม่ต้องโหมลดน้ำหนัก เพราะผู้กำกับบอกว่าจะได้สมจริงกับบทบาทพอดี
"ก็ดีใจที่ได้กลับมาเล่นหนังอีกครั้งค่ะ เพราะว่าห่างหายจากภาพยนตร์ไปก็ 13 ปี กลับมาครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ค่อนข้างจะฉีก เพราะว่าปกติแล้วก็รับเล่นเป็นนักร้อง แต่ว่าครั้งนี้ค่อนข้างต้องใช้เรื่องราวอารมณ์เยอะ ที่จริงชอบความเป็นหนัง ก็จะเล่าเรื่องแล้วก็ค่อนข้างที่จะเห็นภาพที่มันเรียล เราก็ทุ่มเต็มที่เลย เพราะว่าช่วงนั้นก็เพิ่งคลอดแสนดีได้ 4 เดือน พี่ๆ ก็บอกว่าไม่ต้องเอาน้ำหนักลงนะ เอาเท่านี้เลย เพราะว่าในหนังก็อยากได้ความเป็นคอลเซ็นเตอร์แม่ลูกอ่อน เราก็เลยเก็บน้ำหนักไว้ ตอนนั้นน้ำหนักขึ้นมา 20 โล"
"ฟีดแบ็กดีมากๆ เลย ถือว่าคอหนังใน Netflix ก็เยอะมากๆ นะคะ แล้วก็ได้เข้าไปดูหลากหลายคอมเมนต์ ก็บอกว่าจำเปาไม่ได้ (หัวเราะ) ก็ดีใจ เพราะว่าเราเองทุกครั้งที่แสดงเราก็ไม่ได้เป็นตัวเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตั้งใจทำมากๆ แล้วก็การแสดงคือมันทำให้ทุกคนเห็นว่านี่คือคนที่ไปทำงาน ณ จุดนั้นจริงๆ ให้ลบภาพเปาวลีไป ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วค่ะ ติดใจค่ะ บทอะไรเอามาเลย เพราะว่าหนูชอบการแสดง แล้วก็การที่เราได้แสดงเป็นคนๆ นั้น มันถือว่าเราได้ไปเป็นชีวิตของคนๆ นั้นจริงๆ การแสดงก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ชอบแล้วก็สนุก ท้าทาย"
ออกปากเตือนภัย ถ้าใครโดนสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหา อย่างแรกคือต้องมีสติก่อน
"เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องคอลเซ็นเตอร์ มันก็ยังอยู่กับพวกเราไปเรื่อยๆ นะคะ เปาได้มีโอกาสเล่นเป็นคนที่เป็นคอลเซ็นเตอร์ เราได้ทำการบ้าน ได้เจอคนจริงๆ ที่เขาหนีตายมาจากฝั่งโน้น ซึ่งอยากบอกว่าทุกๆ คนที่ติดตามข่าว มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าคนที่ทำงานที่โน่นจริงๆ เขามีการประชุม มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ วัน ถ้าหลอกอันนี้ไม่ได้ผล เขาก็จะหลอกแบบใหม่ ซึ่งก็อยากให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา สำหรับใครที่อาจจะเข้าไม่ถึงข่าวสาร ก็อยากให้ครอบครัวหรือว่าพี่ๆ น้องๆ ช่วยกันบอก ช่วยกันเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว จะได้ไม่เป็นเหยื่อของคนพวกนี้"
"เราได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับคนที่เป็นสแกมเมอร์จริงๆ เลยรู้สึกว่าสแกมเมอร์ในยุคนี้มันเหมือนเงาตามตัวพวกเรา ถ้าเกิดเราไม่มีสติ หรือพลาดพลั้งตรงไหน มันพร้อมที่จะขยี้เราให้หมดตัวได้ ทุกวันนี้ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้ามีสายโทรมาหรือข้อความที่ส่งมา ให้บอกตัวเองไว้ทุกครั้งให้มีสติว่า มันไม่ใช่ของจริง ก็อยากบอกว่าให้ทุกคนคอยอัปเดตตลอดเวลาว่า ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปในแนวทางไหน หลอกเราไปถึงไหนแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เกมเดิมๆ ก็ได้ มันอาจจะเปลี่ยนเกมไปอย่างอื่นก็ได้"
"ล่าสุดที่เจอคือมีโทรมาหาพี่เอิร์ธ (สามี) เขาบอกว่า คุณเพิ่งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบนี้ใช่ไหม ที่จริงคุณต้องได้รับเงินคืนนะ เพราะว่ามันมีโปรโมชั่น ซึ่งตอนนั้นพี่เอิร์ธกำลังขับรถอยู่ ไม่มีสติ แต่เราคอยฟังตลอดว่าใครโทรมา แล้วพี่เอิร์ธก็เหมือนจะเชื่อ เพราะว่าเพิ่งไปซื้อมาจริงๆ แล้วเขารู้รหัส รู้ทุกอย่างของเราแบบละเอียดเลย จนสุดท้ายมันบอกว่า จะให้แอดไลน์เพื่อที่จะคืนเงิน เป็นออฟฟิเชียลของเขา ก็เป็นชื่อบริษัท เราก็เอะใจว่ามันแปลกๆ ทำไมต้องแอดไลน์ ซึ่งชื่อมันแปลกมากเลย เป็นชื่อบุคคลด้วย แต่เราก็ลองแอดไปนะ เพราะว่าอยากรู้ แต่ไม่ได้กดลิงค์อะไรนะคะ แค่แอดเข้าไปดูเฉยๆ ปรากฏว่ามันชื่อของบริษัทจริง แต่ว่ามีจุดข้างหน้า เราก็ต้องช่วยดึงสติพี่เอิร์ธค่ะว่าแบบนี้คือหลอกแล้วล่ะ"


