หากจะพูดถึงเซอร์ไพรส์ที่กลายเป็น “ม้ามืด” ของวงการหนังเขย่าขวัญเมื่อปี 2019 คงไม่มีชื่อไหนโดดเด่นไปกว่า Ready or Not หรือในชื่อไทยสุดระทึกว่า “เกมพร้อมตาย” ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นชุดลุยเลือดสาด พร้อมสถาปนาให้ “ซามารา วีฟวิง” กลายเป็น “Final Girl” คนใหม่ที่ครองใจคอหนังทั่วโลกด้วยท่าทางสุดแสบและเสียงสบถที่ทรงพลัง
ความสำเร็จระดับกระแสวิจารณ์เชิงบวกท่วมท้นและรายได้ที่ถล่มทลายเมื่อเทียบกับทุนสร้าง ทำให้แฟนหนังเฝ้ารอคอยว่าตำนานการเล่นซ่อนหาของตระกูลเลอ โดมัส จะมีภาคต่อหรือไม่ และแล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อภาคต่ออย่าง Ready or Not: Here I Come พร้อมการกลับมาของทีมงานชุดเดิมที่พร้อมจะยกระดับความบ้าคลั่งให้เหนือชั้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ความน่าสนใจประการแรกของภาคต่อนี้คือการคงจิตวิญญาณความ “ตลกร้าย” (Black Comedy) ที่ผสมผสานกับความสยองขวัญได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาคแรกประสบความสำเร็จ การกลับมาของสองผู้กำกับ “แมตต์ เบตทิเนลลี-โอลพิน” และ “ไทเลอร์ กิลเล็ตต์” จากกลุ่มผู้สร้าง Radio Silence ร่วมกับผู้เขียนบทเดิมอย่าง “กาย บูซิก” และ “อาร์. คริสโตเฟอร์ เมอร์ฟี” ถือเป็นการรับประกันว่าลายเซ็นความกวนประสาทและความกดดันแบบอะดรีนาลีนฉีดพล่านจะไม่หายไปไหนแน่นอน
สิ่งที่ทำให้ภาคแรกครองใจผู้ชมไม่ใช่แค่ฉากไล่ล่า แต่คือการจิกกัดชนชั้นสูงและลัทธิความเชื่อที่งมงายจนน่าขัน การที่นางเอกอย่าง “เกรซ” ต้องเอาชีวิตรอดจากพิธีกรรมสุดเพี้ยนของครอบครัวมหาเศรษฐีในคฤหาสน์หลังโต กลายเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวเข้าหาครอบครัวสามีที่ Toxic ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
โดยเรื่องราวในภาคนี้จะขยายขอบเขตจากเพียงแค่คฤหาสน์หลังเดียวไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้นและอันตรายยิ่งกว่าเดิม การที่ “เกรซ” รอดชีวิตออกมาได้พร้อมกับคฤหาสน์ที่ระเบิดเป็นจุลนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ เพราะหากตระกูลเลอ โดมัส มีพันธสัญญาเดิมกับ “คุณเลอ เบล” หรือซาตานในคราบนักธุรกิจ นั่นหมายความว่ายังมีเครือข่ายมหาเศรษฐีอีกมากมายที่อาจจะกำลังเล่นเกมมรณะนี้อยู่ในมุมอื่นของโลก
ความน่าตื่นเต้นจึงอยู่ที่ว่า เกรซจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกล่ากลายเป็น “ผู้ล่า” อย่างเต็มตัวหรือไม่ ซึ่ง “ซามารา วีฟวิง” เองก็ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความพร้อมในการกลับมาสวมรองเท้าผ้าใบและถือปืนลูกซองอีกครั้ง ซึ่งการันตีได้ว่าความสะใจในภาคนี้จะทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ Ready or Not: Here I Come น่าจับตามองคือการวิวัฒนาการของตัวละครเกรซ ซึ่งในภาคแรก เราได้เห็นพัฒนาการของเธอจากเจ้าสาวผู้อ่อนโยนกลายเป็นนักสู้ที่กัดไม่ปล่อย ภาคต่อนี้จึงมีพื้นที่ให้สำรวจบาดแผลทางจิตใจและการล้างแค้นที่เข้มข้นขึ้น การที่หนังได้รับไฟเขียวให้สร้างในช่วงเวลาที่หนังแนวสยองขวัญที่มีชั้นเชิงกำลังเป็นที่นิยม ยิ่งทำให้ทีมสร้างกล้าที่จะใส่ความสร้างสรรค์ลงไปในฉากการตายและกติกาของเกมรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่การซ่อนหาอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการปรากฏตัวของตัวละครใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วน ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อเหมือนกับเกรซ หรืออาจจะเป็น “ผู้คุมกฎ” ของเกมนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาอย่างยาวนาน
Ready or Not: Here I Come ไม่ใช่แค่หนังภาคต่อที่สร้างขึ้นมาเพื่อกอบโกยรายได้จากชื่อเสียงเก่า แต่มันคือการขยายจักรวาลความระทึกขวัญที่เต็มไปด้วยสไตล์และความขบถ การกลับมาครั้งนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่า “เกมมรณะ” นี้ยังมีช่องว่างให้เราได้ลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกมาก ด้วยวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้สร้าง Radio Silence ที่เพิ่งฝากฝังความระทึกไว้ในหนังชุด Scream ยุคใหม่ ยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขารู้วิธีการปรุงแต่งรสชาติความกลัวให้ถูกปากคนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุด
ครั้งนี้ไม่ว่าจะหลบอยู่ที่ไหน หรือหนีไปไกลเพียงใด เกมจะตามไปหาคุณถึงที่ และคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของดวง แต่มันคือเรื่องของความแค้นที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุล


