กลายเป็นบทสนทนาที่สะท้อนภาพความสัมพันธ์ของครอบครัวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เมื่อ “กบ ปภัสรา เตชะไพบูลย์” จูงมือลูกสาวคนสวย “น้องเหนือ ดิสรยา” มานั่งพูดคุยถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการเลี้ยงดูผ่านรายการมยุราหาเรื่องเมาท์ ที่แม้จะมีความเห็นต่างระหว่าง “คนรุ่นเก่า” กับ “เด็ก Gen Z” แต่สุดท้ายความเข้าใจคือสะพานเชื่อมสำคัญ
รักนวลสงวนตัวสไตล์ “แม่กบ VS น้องเหนือ”
น้องเหนือเผยว่า ในสายตาเด็กยุคใหม่ บางครั้งคำสอนของพ่อแม่ก็อาจจะดูจุกจิกไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการไปไหนมาไหนคนเดียวหรือการเข้าห้องน้ำที่ต้องมีเพื่อนไปด้วยตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เธอยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดคือ “กฎความปลอดภัยในสถานบันเทิง”
เหนือ : “ถ้าคุณแม่สอนเราฟัง แต่ทำตามไหมอีกเรื่อง ตอนเด็กก็ฟัง อย่างตอนเช้าแม่จะบอกว่าไปโรงเรียนไปไหนต้องไปกับเพื่อนนะ อย่าไปคนเดียวนะ เข้าห้องน้ำอย่าเข้าคนเดียวนะ ให้พาเพื่อนไปด้วย ไปตักบาตร ทำบุญ โน่นนี่นั่น จนบอกว่าแม่จำได้แล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว
ตอนเด็กเราก็ฟังนะ ตอนเด็กยังทำ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยไม่แล้ว อย่างแม่สอนเรื่องการไปเที่ยว แม่บอกให้เขามาเปิดขวดต่อหน้า ชงต่อหน้า แก้วถ้าวางไว้เปลี่ยนทันที ไปเข้าห้องน้ำกับเพื่อน แก้วต้องอยู่ในมือตลอด ถ้าวางไว้ให้เปลี่ยนทันที ต้องเปิดให้ดู ชงให้ดู อันนี้เราทำ”
กบ : “พอเริ่มโตก็บอกเขาอยากเที่ยวไม่ว่า แต่มีวิธีการมันเป็นความปลอดภัยของเขา สอนลูกแบบง่ายๆ ลูกจำไว้นะ คนไหนห้ามลูกทำสิ่งเลวๆ คบเลยคนนี้ แต่ถ้าคนไหนบอกว่าเอาเลย อันนี้ให้เลิกคบ เพราะไม่ใช่เพื่อนที่ดี”
เหนือ : “พูดง่ายๆ เรื่องรักนวลสงวนตัวของแม่ ห้ามจับ ไม่ได้นะ ห้ามเด็ดขาด แต่ของหนูยังชิลๆ ถ้าเพื่อนผู้ชายเวลาไปเที่ยวไปเต้นยังกอดคอเต้นกันได้ ไม่ได้ถึงเนื้อถึงตัวแบบนั้น โรงเรียนอินเตอร์มันก็จะมี แม่จะบอกคนนี้ทำไมมาแตะเนื้อต้องตัวลูก มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า แต่เราบอกไม่มีอะไร กอดคอกันเป็นเพื่อน ทำไมแม่คิดมากขนาดนี้ ต้องมานั่งอธิบาย แม่จะไม่เข้าใจ ทำไมให้คนมาแตะตัวแบบนั้น ตัวยูจะไม่มีค่านะ ฟีลประมาณนั้น”
จากเด็กที่ “ไม่เอาเลย” สู่เส้นทางนักแสดงอิสระ
เป็นที่ฮือฮาเมื่อลูกสาวเจ้าแม่ละครอย่างเหนือ ดิสรยา ตัดสินใจเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว ทั้งที่ตอนแรกปฏิเสธมาตลอด โดยเธอสารภาพตรงๆ ว่าช่วงเรียนจบปริญญาตรีจากจุฬาฯ เกิดอาการ “แบลงก์” ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร จนได้ลองถามแม่เรื่องการเล่นละคร
เหนือ : “จบป.ตรีที่จุฬาฯ ตอนนี้กำลังต่อสู้กับแม่อยู่ ใจจริงไม่อยากเรียนแล้ว แต่แม่กับป๊าอยากให้เรียน อย่างน้อยมีความรู้ไว้ดีกว่า หนูอยากทำงาน ถ่ายละคร อยากแคสงาน หนูชอบสไตล์ซีรีส์มากกว่า แต่ตอนที่หนูกำลังจะจบ หนูแบลงก์มากว่าตัวเองอยากทำอะไร หนูหาไม่เจอจริงๆ ที่เรียนมาก็ไม่ได้ชอบ นั่งออฟฟิศก็ไม่ได้ชอบ จนวันนั้นไปเจอแม่ ถามว่าแม่ มีละครอะไรให้เล่นเปล่า อยากเล่น มันคิดไม่ออกจริงๆ ก็ลองถามแม่ เข้าวงการดีไหม หรือลองทำงานกับแม่ดีไหม”
กบ : “ก็ถามว่าชอบจริงๆ เหรอ ตอนเด็กเขาไม่เอาเลย ก็บอกว่าอยู่ๆ เดินมาบอกจะเล่นละคร ใครจะเห็นฝีมือคุณล่ะ คุณต้องไปแคสกับคนอื่น เขาก็ได้ แล้วมาเล่นสองทระนง แต่แม่เป็นผู้จัดเอง เขาก็ไปต่อสู้กับคนอื่น จนได้เล่น พอเล่นเขาชอบ เขาเปลี่ยนมุมมองจากเด็กที่ไม่เอาเลย ไม่เอาหรอก เหนื่อย ร้อน รอนาน อยู่ดีๆ มาพูดกับเราแบบนี้ เราตกใจ”
เหนือ : “กลัวทำให้กองช้า กองเสียหาย ทำงานเขาพัง ตอนนี้อยากเป็นนักแสดงอิสระ ติดต่อทางคุณแม่ได้เลย”
กบ : “เรื่องเรียนเรากลัวลูกล้า ถ้าไปเรียนทีหลัง เขาเคยให้สัญญากับเราตั้งแต่เรียนปริญญาตรีแล้วว่า เขาไม่ไปเรียนต่างประเทศตอนเรียนปริญญาตรี ไม่ต้องบังคบหนูนะ จบตรีเมื่อไหร่จะไปต่อปริญญาโทต่างประเทศให้ เพราะเราไฝว้อยากให้เขาไปเรียนต่างประเทศ พอเขาพูดแบบนั้นเราก็โอเค เราพยายามคุยกับเขาว่าปีกว่าๆ เองอยากให้อดทน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ป่ะป๊าไม่อยากให้ไปแล้ว”
แม้จะมีอาการ “ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา” บ้างตามประสาวัยรุ่น แต่น้องเหนือก็ยืนยันว่ารับฟังเหตุผลของแม่เสมอ ส่วนแม่กบเองก็ยอมรับว่าต้องปรับเปลี่ยนวิธีการพูดและเข้าหาลูกสาวในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เหนียวแน่นท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป


